เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาน้ำมันดิบปรับลด ตลาดจับตาความคืบหน้าข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับลด ตลาดจับตาความคืบหน้าข้อตกลงหยุดยิงสหรัฐ-อิหร่าน
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026 สว.พลิกขั้วอำนาจเก่า เดโมแครตคะแนนนำ
World เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026 สว.พลิกขั้วอำนาจเก่า เดโมแครตคะแนนนำ
ก.พ.ร. ฟังความเห็น ใช้ระบบ Super License ขอเปิดร้านกาแฟที่เดียว
Business ก.พ.ร. ฟังความเห็น ใช้ระบบ Super License ขอเปิดร้านกาแฟที่เดียว
‘AMATA-WHA-AH-SAT’ จ่อรับอานิสงส์ขึ้นภาษี EV นำเข้า 35% ดันลงทุนฐานผลิตในไทย
Finance ‘AMATA-WHA-AH-SAT’ จ่อรับอานิสงส์ขึ้นภาษี EV นำเข้า 35% ดันลงทุนฐานผลิตในไทย
ราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 450 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 450 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,750 บาท
หุ้นไทยวันนี้แกว่ง รอผลเลือกตั้งสหรัฐ จับตาแนวรับ 1,475 จุด
Finance หุ้นไทยวันนี้แกว่ง รอผลเลือกตั้งสหรัฐ จับตาแนวรับ 1,475 จุด
อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
World อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
สาทิตย์ เปิดจุดอ่อน-จุดแข็งรัฐบาล ระบอบน้ำเงิน สู้ยากกว่า ‘ระบอบทักษิณ’
Politics สาทิตย์ เปิดจุดอ่อน-จุดแข็งรัฐบาล ระบอบน้ำเงิน สู้ยากกว่า ‘ระบอบทักษิณ’
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 7 บิ๊กคลังแล้ว “สลักจิต” ผงาดอธิบดีสรรพากร
News โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 7 บิ๊กคลังแล้ว “สลักจิต” ผงาดอธิบดีสรรพากร
ราคาน้ำมันวันนี้ (4 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (4 พ.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

สาทิตย์ เปิดจุดอ่อน-จุดแข็งรัฐบาล ระบอบน้ำเงิน สู้ยากกว่า ‘ระบอบทักษิณ’

04 พ.ย. 2569 | 09:09น.
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ
ผู้เขียน : ณัฐวุฒิ กรัณยโสภณ
        วิรวินท์ ศรีโหมด

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็น สส.มา 8 สมัย อยู่ในสมรภูมิการเมือง ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 3 ทศวรรษ ตั้งแต่ปี 2538

มีเพียงช่วงเวลาหลังการเลือกตั้ง 2566 เท่านั้น ที่เขาไม่ได้อยู่ในยุทธจักรการเมือง แต่ยังใช้ชีวิตผจญภัย เดินป่าฝั่งตะวันตก เริ่มตั้งแต่สวนผึ้ง จ.ราชบุรี จนถึงชายแดนเมียนมา

ตำแหน่งสูงสุดในการเมืองคือ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

วันนี้ สาทิตย์ในวัยย่างเข้า 66 ปี แต่ยังแข็งแรง ออกกำลังกาย 4 วันต่อสัปดาห์ วางแผนจะไปแข่ง Hyrox ในปี 2570 แต่ยังไม่ตัดสินใจจะแข่งเดี่ยวหรือแข่งคู่

เขาบ่นเล็กน้อยว่า “ชวนเพื่อน ๆ มันไม่ค่อยมีใครทำกันแล้ว รุ่นนี้” ถามว่า ไม่ชวน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ไปแข่งด้วย

“โอ๊ย ไม่มีทาง …รายนั้นจะนอนดึกดูบอล ผมเลิกดูบอลตอนดึก เราอยู่คนละทีม ฟัดกันเป็นประจำ ผมลิเวอร์พูล เขานิวคาสเซิล”

แต่ในบทบาทของการเมือง “สาทิตย์” เป็น “มือเก๋า” ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่อยู่ในวิปฝ่ายค้าน ในจังหวะที่รัฐบาลลากเกมอภิปรายไม่ไว้วางใจออกไปเดือนธันวาคม

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “สาทิตย์” ผ่านมุมมองของคนที่ตกผลึกทางการเมือง ในฐานะคนที่เป็นรัฐบาล 2 สมัย และฝ่ายค้านอีก 6 สมัย เคยต่อสู้ใน “ยุคทักษิณ ชินวัตร” แห่งไทยรักไทย รุ่งเรืองสุดขีด เคยร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ที่วันนั้นพรรคน้ำเงินยังเพิ่งตั้งไข่ แต่ครูใหญ่ “เนวิน ชิดชอบ” แห่งพรรคภูมิใจไทย เริ่มสร้างอาณาจักรน้ำเงิน

สาทิตย์วิเคราะห์เกมอภิปรายไม่ไว้วางใจ ความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์ อ่านจุดแข็ง จุดอ่อน รัฐบาลสีน้ำเงิน ความเหมือน-ความต่าง ทักษิณ – เนวิน

เขาบอกว่า เนวิน คือ ทักษิณ ที่อัพเลเวล

มวยตัวเล็กที่เป็นนักสู้

แม้พรรคประชาธิปัตย์ในอดีตดูยิ่งใหญ่ แต่วันนี้เป็นพรรค 21 เสียง จะเอาอะไรไปขู่ให้รัฐบาลภูมิใจไทยกลัวในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สาทิตย์มองว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรค 21 เสียง แต่เสียงดัง… เสียงดังเหมือนอยู่เป็นร้อยตอนนี้ เราเสียงไม่พอที่จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยตัวของพรรคด้วยซ้ำไป เพราะตามรัฐธรรมนูญต้องการ 100 เสียง แต่ว่าโลกยุคนี้เป็นโลกยุคที่คุณต้องวอยซ์ผ่านสื่อโซเชียล หรือผ่านสื่อต่าง ๆ ซึ่งมีหลากหลายมาก

“ผมว่ามันขึ้นอยู่กับประเด็นมากกว่า ตอนนี้เรากุมประเด็นบางประเด็นในการติดตามตรวจสอบรัฐบาลได้ค่อนข้างที่จะตรงจุด แล้วก็แหลมคม”

“ถ้าจำกันได้ เสียงเราดังตั้งแต่เรื่องทุนเทา เรามีต้นทุนอย่างคุณกรณ์ จาติกวณิช ที่เป็นอดีต รมว.คลัง มาก่อน เกาะติดทำงานเรื่องการเงิน  มีพรรคพวกเพื่อนฝูงในแวดวงค่อนข้างเยอะ คุณอภิสิทธิ์เองก็มีข้อมูลเชิงลึกเรื่องทุนเทาเยอะ คุณการดี เลียวไพโรจน์ เองก็อยู่ในแวดวงของเทคโนโลยี ทำให้เรามีข้อมูล เกาะเรื่องนี้มาตลอด”

“กระทั่งเกิดวิกฤตพลังงานและน้ำมัน ซึ่งประชาธิปัตย์เคยผ่านประสบการณ์นี้มา ทำให้สามารถเสนอแนวคิดที่แหลมคมได้ แต่รัฐบาลก็ค่อนข้างที่จะดื้อก็ไม่ทำตาม ซึ่งที่สุดก็ต้องทำนั่นแหละ ค่อย ๆ ขยับ เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน”

“ดังนั้นถ้าเปรียบเทียบเราในตอนนี้ผมว่าเราเป็นเหมือนนักมวยตัวเล็กที่เป็นนักสู้ เป็นพรรคที่มีประสบการณ์ สามารถใช้ประสบการณ์ในการติดตามข่าวสารข้อมูล และก็นำเสนอสู่สังคมได้ ซึ่งก็โชคดีที่เรามีต้นทุนทางสังคมที่ค่อนข้างดี”

สู้กับน้ำเงิน….โคตรเหนื่อย

แต่เมื่อถามถึง “แผนการชก” ของนักมวยตัวเล็กประชาธิปัตย์ วางแผนอย่างไร “สาทิตย์” ยอมรับว่าการสู้กับสีน้ำเงิน… โคตรเหนื่อย

“ผมว่าการเมืองเปลี่ยนไปเยอะ การเมืองยุคคุณทักษิณว่ายากแล้วนะ การเมืองยุคน้ำเงินนี่ยากกว่า เพราะน้ำเงินเหมือนกับพัฒนาเลเวลขึ้นมาจากคุณทักษิณอีกหลายเลเวล ไม่ใช่เลเวลเดียวด้วย จริง ๆ คุณเนวินก็อยู่เบื้องหลังคุณทักษิณ แต่ว่าพอมากุมอำนาจเองทั้งหมดผมว่าคุณเนวินพัฒนาเลเวลขึ้นไปอีกเยอะ”

“เราเห็นได้ชัดจากหลาย ๆ เรื่อง ที่สีน้ำเงินเขาทำการเมืองแบบเบ็ดเสร็จทุกมุมได้ ทำให้การติดตามตรวจสอบเหนื่อยมาก ผมยกตัวอย่างเช่น เรื่อง สว. ผูกพันไปถึงเรื่องของการตั้งคณะกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ เช่น กกต. หรือ ป.ป.ช. เราก็เห็นได้ชัด แล้วกระบวนการตรวจสอบก็ไม่ง่ายเลย”

“ในแง่ของฝ่ายบริหารก็กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และพยายามเสริมเสียงของรัฐบาลให้เข้มแข็งมากขึ้น ตอนนี้มีเกือบ 300 เสียง แถมยังมีสำรองพรรคกล้าธรรมอยู่ในมืออีก และยังคุมพรรคเพื่อไทยเอาไว้ด้วย เขาพยายามคุมสภาผู้แทนราษฎรให้เบ็ดเสร็จ”

“สู้กับสีน้ำเงินนี่มันเหนื่อยจริง ๆ คือระบบ น.หนู ระบอบสีน้ำเงิน เขาเหยียบทุกมุม คุมอำนาจบริหาร สามารถที่จะไปเกาะเกี่ยวสภาสูงได้ คุณเอื้อมมือเข้าไปถึงองค์กรอิสระได้ ซึ่งอันนี้ผมว่าน่ากลัวมาก”

ถามว่า สมการฝ่ายค้าน ฟ้า บวก ส้ม (พรรคประชาชน) จะขย่มน้ำเงิน – แดง – เผลอ ๆ เขียว ได้หรือไม่ “สาทิตย์”ตอบว่า ในเชิงการตรวจสอบ ในเชิงข้อมูล  การนำเสนอข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อต่าง ๆ พอสู้ได้ เพียงแต่ในแง่พลังที่เป็นพลังฝ่ายบริหารที่เกาะกุมองค์กรต่าง ๆ หรือระบบราชการ อันนั้นสู้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอย่างเดียวที่ฟ้าหรือส้มจะต้องพึ่งเลย ต้องพึ่งประชาชน ต้องพึ่งสื่อมวลชน ต้องพึ่งนักวิชาการที่เป็นกลาง

อาชญากรรมย่อมมีร่องรอย

ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์เคยโชว์ฟอร์มพรรคฝ่ายค้านจนนำไปสู่การเปิดโปงทุจริต อย่างเช่น โครงการรับจำนำข้าว และโครงการอื่น ๆ ครั้งนี้จะได้เห็นประชาธิปัตย์ “แผลงฤทธิ์” อีกหรือไม่

“เป็นโจทย์ที่กดดันมาก เพราะพรรคประชาธิปัตย์เคยทำหน้าที่ฝ่ายค้านสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง ในทางการเมืองให้เกิดขึ้นได้จริง เที่ยวนี้เราจะทำให้ดีที่สุดที่จะไม่ให้ด้อยกว่าเดิม  เราต้องขยันค้นคว้าหาข้อมูลกันเต็มที่ และคิดว่าเราเกาะเกี่ยวไว้ได้พอสมควร ในบางเรื่องซึ่งไม่เคยนำเสนอผ่านสื่อมาก่อน และจะตอบคำถามได้ว่าทำไมใครบางคนต้องอยู่ตำแหน่ง (รัฐมนตรี) นั้น”

สาทิตย์เปรียบเทียบการตรวจสอบระหว่างตรวจสอบยุคพรรคไทยรักไทย กับยุคภูมิใจไทย “ผมว่ายุคทักษิณทำง่ายกว่า เพราะตอนนั้นการกระทำความผิดต่าง ๆ มันโฉ่งฉ่าง ยุคนี้มีความแนบเนียนกว่า เนื่องจากเขากุมสภาพของฝ่ายราชการไว้ค่อนข้างเยอะ แต่อาชญากรรมย่อมมีร่องรอย เป็นเรื่องที่จะต้องเปิดโปงในตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

แม้พรรคประชาธิปัตย์เคยเป็นรัฐบาลร่วมกับพรรคภูมิใจไทย พอมองเห็น “ช่องโหว่” ของสีน้ำเงินบ้างไหม “สาทิตย์”มองว่าสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนกับ 15 ปีก่อน

“นึกออกไหมว่าน้ำเงินเขาก็เข้มแข็งขึ้น เขาก็สะสมประสบการณ์ เราเห็นได้ชัดจากการประกอบร่างขึ้นมาเป็นพรรคเสียงข้างมาก เลเวลเขาสูงกว่าคุณทักษิณอีกคุณทักษิณก็รวบรวมบ้านใหญ่หลายที่ แต่เที่ยวนี้เขารวบรวมเป็นหลักเลย และชัดเจนว่ามีกี่เสียงถึงจะได้เก้าอี้รัฐมนตรี”

“เกาะเกี่ยวกับ สว. ด้วย ไปองค์กรอิสระด้วย แล้วคุมฝ่ายราชการเขาไม่ได้ทำธรรมดานะ ดูการแต่งตั้งโยกย้าย แต่งตั้งราชการ โดยเอาคนซึ่งสัมพันธ์กับเขาไปอยู่ในตำแหน่ง รอไว้ 6 ปี 7 ปีกว่าจะเกษียณ ปูฐานอำนาจยาว โดยไม่ได้คิดเลยว่าระบบคุณธรรมในระบบราชการมันจะปั่นป่วนขนาดไหน”

สาทิตย์ย้ำคำเดิมว่า “แต่อาชญากรรมย่อมมีร่องรอย เรื่องที่ผิดยังไงมันก็ผิด และเมื่อจบจากอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะไปยื่นตรวจสอบผ่านองค์กรอิสระ รวมถึงกระบวนการยุติธรรมก็จะมีด้วย”

สาทิตย์
สาทิตย์ วงศ์หนองเตย

ลากเกมอภิปราย กลบรอยทำผิด

สาทิตย์อ่านเกมที่รัฐบาลยืดเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปถึง 7-11 ธันวาคมว่า เป็นสไตล์สีน้ำเงิน สไตล์ภูมิใจไทย เพื่อเลือกช่วงเวลาที่ตัวเองได้เปรียบ 

“เขาก็อาจจะคิดว่าการดึงเวลาออกไปอาจจะต้องสร้างเรื่องขึ้นมากลบ แปลกใจไหม ที่จู่ ๆ มีการจัดการกับคนที่ไปแชร์โพสต์เรื่องสลิปเงิน 7 ล้าน โดยที่ไม่มีการตั้งคำถามเลยว่าแล้วต้นขั้วเช็คคนเซ็นคือใคร เล่นคนแชร์ก่อน เพราะว่าไปพันกับพรรคส้ม ไปเล่นคนแชร์อย่างคุณไอซ์ (รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน) อย่างนี้เป็นต้น แล้ว Blow Up ขึ้นมาทุกคนพูดเหมือนกันหมด นายกฯ อนุทินพูด กรวีร์ (ปริศนานันทกุล ประธานวิปรัฐบาล) พูด โฆษกรัฐบาลพูด เครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ของน้ำเงินก็ร่วมกันโหม รวมทั้งสื่อในสายของเขาด้วย”

“จู่ ๆ มาจับ… เรื่องบุกรุกที่ทหาร ของสามีคุณบุ๋ม ปนัดดา (วงศ์ผู้ดี) ซึ่งมันก็เป็นข่าวที่แบบ… คนบุกรุกที่มันเยอะกว่านี้ แต่คุณไม่จัดการ แต่คุณไปจัดการบางราย ซึ่งผมก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่า เอ๊ะ… หรือว่าเป็นเพราะคุณบุ๋มเป็นสื่อแล้วก็วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเยอะ”

“เขาอาจจะคิดว่าเขาได้เปรียบ ในการที่จะสร้างเรื่องมากลบ แต่ผมกำลังตั้งข้อสังเกตว่าภายใต้เวลาที่คอยสร้างเรื่องมากลบ กำลังไปกลบร่องรอย บางเรื่องที่ตัวเองทำผิดไปด้วยหรือเปล่า เพราะคาดเดาได้อยู่แล้วว่าฝ่ายค้านจะต้องอภิปรายเขาในเรื่องนั้น เรื่องนี้ เป็นต้น อย่างกรณีเรื่องฮั้ว สว. หรือกรณีโกงสอบท้องถิ่น หรือกรณีเขากระโดงอย่างเงี้ย หลายเรื่อง หรือเปล่า ซึ่งอันนี้ก็กลายเป็นงานหนักให้กับพวกเราที่จะต้องไป… ไปแกะรอยกันต่อ” 

จุดแข็ง-จุดอ่อนรัฐบาล

“สาทิตย์” ใช้ประสบการณ์การเมือง 3 ทศวรรษ ประเมินจุดแข็ง-จุดอ่อนรัฐบาล ว่า

จุดแข็ง คือ 1. เสียงในสภาแข็งแรงมาก แล้วยังมีอะไหล่สำรองพร้อมด้วย 2.ปกครองพรรคแบบเด็ดขาด ไม่มีประชาธิปไตยในพรรค ใช้ระบบการนำที่เข้มแข็ง พร้อมเลี้ยงดูปูเสื่อที่ดีมาก แล้วใครไม่ทำตามก็จะโดนการเลี้ยงดูปูเสื่อนี้กลับไปเล่นงานเอาได้ 3.กดข่มระบบราชการให้อยู่ในอำนาจได้ 4.เกาะเกี่ยวกับ สว. ล้วงมือไปผูกพันกับองค์กรอิสระ ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลเนี่ยมันดูด้อยประสิทธิภาพลง

จุดอ่อน 1. คือย่ามใจ พอคุณไปสร้างทัศนคติต่อสังคมว่าบางเรื่องมันปกติ ทั้งที่ความจริงเป็นเรื่องผิดจึงเกิดความย่ามใจที่จะใช้อำนาจ พอย่ามใจจึงทำให้เกิดปฏิกิริยาที่มันสวนทางกัน เช่น กรณีเรื่องน้ำมัน พอมีข่าวเรื่องการกักตุนน้ำมัน ก็ไม่มีการไปจัดการไอ้โม่ง จนทำให้ฝ่ายที่เชียร์สีน้ำเงินก็สวนกลับ

2.พอคิดว่าคุมทุกฝ่ายอยู่หมัด จะไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาทวงถามความถูกต้อง หรือมาตรวจสอบเขา แต่เขาลืมไปว่าทุกสังคมต้องมีผู้กล้าที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้ ชี้ให้เห็นความผิดถูก น้อยที่สุดคือฝ่ายค้าน

3.ไปกระตุกพลังภาคประชาสังคม เช่น จะยุบหน่วยงาน สสส. จะไปยุบ Thai PBS ก็กระตุ้นพลังภาคประชาสังคมให้ลุกขึ้นมาคัดง้างเขา ทำให้ประชาคมภาควิชาการบางส่วนก็ลุกขึ้นมาคัดค้านด้วย

“สังคมไทยที่คุณคิดว่าคุณคุมเบ็ดเสร็จหมดแล้ว คุณก็คิดผิด แต่ว่าในช่วงที่มีอำนาจมันลืมตัว มันย่ามใจ”

ฉีกหน้ากากรักชาติ

ในยุคพรรคไทยรักไทย “ทักษิณ” ก็เคย “ย่ามใจ” มาก่อน คิดว่าน้ำเงินจะย่ามใจ และพังแบบไทยรักไทยไหม

สาทิตย์มองว่า ประวัติศาสตร์ก็มีการซ้ำรอยเสมอ แต่ในกรณีนี้ยังมองไม่เห็นจุดจบของน้ำเงินนะ ตอนนี้เขากำลังรุ่งโรจน์มาก พีก แต่ภายใต้ความพีกมันมีความเปราะบาง ก็คือความรู้สึกของคนที่ให้กับน้ำเงินมาจากการโฆษณาชวนเชื่อตอนหาเสียง ใส่หน้ากากความรักชาติ ไม่ไว้วางใจเที่ยวนี้ต้องฉีกหน้ากากความรักชาติ ภายใต้หน้ากากรักชาติคุณก็เบียดบังสมบัติชาติ”

“ส่วนถามว่าจะจบแบบคุณทักษิณ หรือว่าโฉ่งฉ่างจนกระทั่งย่ามใจ จนกระทั่งเกิดเหตุแบบคุณทักษิณหรือไม่ ผมว่าอาจจะมีความต่างกัน เงื่อนไขหนึ่งคือมวลชน ในยุคคุณทักษิณเป็นยุคที่การเมืองภาคประชาชนมันเข้มแข็งมาก มันมีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คุณทักษิณสร้างเสื้อแดงขึ้นมา แล้วตอนนิรโทษกรรมก็เกิด กปปส. ขึ้น”

“แต่เงื่อนไขที่จะเกิดพลังของประชาชนในยุคนี้ยังไม่เห็นบริบทในลักษณะแบบนั้น ดูเงียบ ๆ ตรงนี้อาจจะมีความต่างอยู่บ้าง แต่ความเปราะบางจะเกี่ยวพันกับอำนาจในสังคมไทยอีกหลายส่วน ซึ่งถ้าคุณเกินขอบเขตบางอย่าง ก็อาจจะทำให้คนซึ่งเขาช่วยกันดูแลสังคมนี้อาจจะเกิดมีความรู้สึกไม่ไว้วางใจได้”

9 เดือน เหมือน 9 ปี

กลับมาที่การคัมแบ็กของพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านมา 9 เดือน จากอดีตพรรคการเมืองที่เคยมี 150 เสียงขึ้นไป กลับเข้าสู่สมรภูมิการเมือง ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรค “อภิสิทธิ์” อีกครั้ง แต่วันนี้มีเพียงแค่ 21 เสียง “สาทิตย์” ยอมรับว่าเหนื่อย 9 เดือนเหมือน 9 ปี

“โอ้โห 9 เดือนเหมือน 9 ปีเลย เพราะว่ามีความรู้สึกว่าภารกิจเรายิ่งใหญ่มากที่จะคิดฟื้นฟูพรรค เพราะมีความรู้สึกว่าภารกิจมันเยอะมาก กระแสความนิยมหรือจำนวน สส. ดรอปลง ในช่วง 2 สมัยเลือกตั้งที่ผ่านมา ปี’62 เราได้อยู่ 50 กว่าคน พอมาปี’66 เราก็ดรอปลง”

“พรรคเองก็เจอวิกฤตความเชื่อมั่นจากตัวผู้สนับสนุนเราเอง จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารพรรค คุณอภิสิทธิ์ก็กลับเข้ามา ซึ่งก็ชักชวนกันมา  ผมก็มารับงานด้านของยุทธศาสตร์พรรค และเรื่องของงานภาคประชาสังคม 

“งานก็เยอะ เพราะในทางหนึ่งคืองานสภา จากแต่ก่อน สส. เป็นร้อยเหลือ 21 คน แต่เราก็คิดว่าเราจะทำบทบาทในสภาของเราในฐานะฝ่ายค้านให้ดีที่สุด ทั้งในแง่ของการเตรียมข้อมูล ทั้งในแง่ของการติดตามเรื่องราวในสภา ทั้งเรื่องการติดตามตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาล ก็เป็นงานที่หนักมาก”

สาทิตย์ย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ไม่ได้หวังถึงขั้น “น็อกรัฐบาล”แต่เป็นการชกเพื่อเก็บคะแนน “ไม่ได้คาดคิดถึงการน็อกโดยทันที แต่จะชกเก็บคะแนน ซึ่งเพราะการชกเก็บคะแนน เป็นการเปิดจุดอ่อนของนักมวยตัวใหญ่ ซึ่งอาจจะย่ามใจไม่จำเป็นต้องซ้อมเยอะ เพราะตัวเองคิดว่าได้เปรียบหมดแล้ว เพราะฉะนั้น นักมวยที่ได้เปรียบอยู่แล้ว อาจจะแพ้เพราะตัวเองก็ได้ พอถึงจุดหนึ่งก็ไปไม่ได้ก็ต้องพังพินาศไปกับเวที

จะเป็น “จุดพลิก” ของพรรคประชาธิปัตย์เลยไหม…

“ผมคิดว่าพูดเช่นนั้นก็ได้ เพราะเราก็เตรียมการมาค่อนข้างดี ความกดดันก็เยอะ แต่เราคิดว่ามันเป็นจังหวะที่สำคัญสำหรับการทำหน้าที่ของพรรค ต้องยอมรับว่าในช่วงระยะเวลา 3-4 ปีที่ผ่านมาผมเรียกว่าโรคอุดมการณ์เพี้ยน ทำให้การทำหน้าที่ในสภาของเราหายไป ทำให้ความเชื่อมั่นของคนต่อพรรคลดลง ก็มีความรู้สึกว่าพรรคไปซูเอี๋ยกับผู้มีอำนาจ ซึ่งต่อไปนี้มันไม่ใช่ เราจะต้องเอาความเป็นประชาธิปัตย์ดั้งเดิมที่เราเคยทำหน้าที่ของเราอย่างเข้มแข็ง เป็นตัวแทนของประชาชนในสภากลับมา”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย