รัฐบาลยันไม่ขาดแคลนอาหาร อย่าหวั่นไหวตามนานาประเทศ
นายกฯ ย้ำไทยไม่ต้องตุนอาหาร เหตุเป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ำ ขออย่ากังวล ยันไม่มีวันขาดแคลน บอกใช้ชีวิตได้ตามปกติ อย่าหวั่นไหวตามนานาประเทศ ‘ศุภจี’ มั่นใจสินค้าอุปโภคบริโภคเพียงพอ สั่งเชื่อมห้าง–ศูนย์กระจายสินค้า เพิ่มรอบขนส่ง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ออกคำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมกระเป๋าต้องรอด หรือกระเป๋าฉุกเฉินเพื่อใช้ดำรงชีวิต 72 ชม. จนทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวกักตุนสินค้า ว่า ไม่มีเรื่องนี้ เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นแหล่งที่มีความมั่นคงด้านอาหาร รวมถึงเป็นประเทศผู้ผลิตอาหารทั้งระบบ และเป็นห่วงโซ่ทางด้านอาหาร ทุกอย่างอยู่ในประเทศของเรา
จึงไม่มีสิ่งใดที่ต้องกังวล ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ได้ตระหนักถึงการเข้าถึงอาหารของคนไทย ยืนยันว่าไม่มีวันที่จะขาดแคลน
เมื่อถามว่า แสดงว่าประชาชนสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติไม่ต้องกักตุนอาหารใช่หรือไม่ นายกฯ ระบุว่า เราต้องใช้ชีวิตตามปกติ อย่าไปหวั่นไหวกับเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นกับประเทศอื่น ๆ เพราะประเทศอื่นไม่ได้เป็นประเทศอู่ข้าวอู่น้ำเหมือนกับประเทศไทยที่เป็นแหล่งผลิตอาหาร และเขาอาจมีเรื่องของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีด้วย ทำไมเราไม่มองว่าเรื่องตรงนี้จะทำให้ประเทศไทยมีความสำคัญในเวทีโลก ในฐานะที่เราเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกอาหาร ทั้งผลไม้ พืชผัก ข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง ผลผลิตทางการเกษตร และการแปรรูป
เมื่อถามถึงการโจมตีทางไซเบอร์ ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อมหรือไม่นั้น นายกฯ กล่าวว่า ประเทศเราเป็นผู้ส่งออก ฉะนั้น ซัพพลายเชนต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตจะต้องดูแล
ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงแนวทางเตรียมความพร้อมกรณีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ขอความร่วมมือประชาชนจัดเตรียมกระเป๋าต้องรอด สำหรับใช้ดำรงชีพในช่วง 72 ชั่วโมงแรกของสถานการณ์ฉุกเฉินว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมระบบบริหารสินค้าไว้แล้ว และมั่นใจว่าจะไม่เกิดปัญหาสินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมา
นางศุภจีกล่าวว่า การดูแลพื้นที่ประสบภัยจะทำงานร่วมกันทั้ง ปภ. กระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะรับหน้าที่ดูภาพรวมด้านห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การประสานผู้ผลิต ห้างค้าส่งค้าปลีก ไปจนถึงศูนย์กระจายสินค้าทั่วประเทศ เพื่อให้มีสินค้าสำรองเพียงพอและสามารถส่งเข้าไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้ต่อเนื่อง
หากพื้นที่ใดมีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น จะประสานให้ผู้ประกอบการเพิ่มรอบการขนส่ง จัดรถส่งสินค้าเพิ่มเติม และบริหารสต๊อกให้เหมาะกับสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่น้ำท่วมที่การเดินทางและระบบขนส่งอาจติดขัด เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้าขาดช่วง
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ทำงานใกล้ชิดกับผู้ผลิต ศูนย์กระจายสินค้า ห้างค้าส่งและค้าปลีกมาอย่างต่อเนื่อง จึงค่อนข้างมั่นใจว่าปริมาณสินค้าจำเป็นในระบบยังมีเพียงพอรองรับความต้องการของประชาชน รวมถึงความต้องการที่อาจเพิ่มขึ้นจากการเตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน 72 ชั่วโมง
นอกจากการดูแลสินค้าสำหรับประชาชนแล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังติดตามผลกระทบต่อภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานต่อเนื่อง เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ หากผู้ประกอบการได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมจนต้องซื้อเครื่องจักรใหม่หรือจัดหาอุปกรณ์มาทดแทน จะหารือกับกระทรวงการคลังถึงมาตรการภาษีที่เหมาะสม เพื่อลดภาระและช่วยให้ภาคการผลิตกลับมาเดินได้เร็วที่สุด
“สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ต้องดูคือทั้งหน้าบ้านและหลังบ้าน หน้าบ้านต้องไม่ให้ประชาชนขาดสินค้า ส่วนหลังบ้านต้องทำให้ผู้ผลิตและระบบกระจายสินค้ายังเดินต่อได้ หากสองส่วนนี้ไม่สะดุด ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเรื่องของขาดตลาดได้มาก”
นางศุภจีกล่าวว่า สำหรับแนวทางกระเป๋าต้องรอด 72 ชั่วโมง ประชาชนสามารถมั่นใจได้ว่าภาครัฐได้เตรียมความพร้อมด้านสินค้าและระบบกระจายไว้แล้ว โดยจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและปรับการขนส่งให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละพื้นที่