เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กางคู่มือ “โซลาร์ภาคประชาชน” สรุปรวม 5 ขั้นตอนง่าย ๆ ลงทะเบียน พร้อมเช็กสิทธิก่อนยื่นคำขอ
Economic กางคู่มือ “โซลาร์ภาคประชาชน” สรุปรวม 5 ขั้นตอนง่าย ๆ ลงทะเบียน พร้อมเช็กสิทธิก่อนยื่นคำขอ
‘สหัสวัต’ บี้รัฐบาลสั่งยกเลิกศูนย์ CI ชี้ละเมิดอธิปไตยภาษี-แนะดึงขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว
Politics ‘สหัสวัต’ บี้รัฐบาลสั่งยกเลิกศูนย์ CI ชี้ละเมิดอธิปไตยภาษี-แนะดึงขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว
ญี่ปุ่น เล็งรีดภาษี ชาวต่างชาติทำธุรกิจบ้านเช่า
Business ญี่ปุ่น เล็งรีดภาษี ชาวต่างชาติทำธุรกิจบ้านเช่า
ASV เปิดบทใหม่แห่งความเป็นผู้หญิง “PART TIME PRINCESS” เจ้าหญิงที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ
Biz Movement ASV เปิดบทใหม่แห่งความเป็นผู้หญิง “PART TIME PRINCESS” เจ้าหญิงที่ไม่ต้องสมบูรณ์แบบ
‘กสิกรไทย’ เปิดกลยุทธ์เติบโตหนุนลูกค้าที่พร้อมปรับตัว-ไปต่อ
Finance ‘กสิกรไทย’ เปิดกลยุทธ์เติบโตหนุนลูกค้าที่พร้อมปรับตัว-ไปต่อ
ศาลสั่งขัง “บุ๋ม ปนัดดา-ก๊อต อธิป” คดีมูลนิธิฯ บุ๋มไม่ยื่นประกัน ส่วนสามีถูกปฏิเสธ
News ศาลสั่งขัง “บุ๋ม ปนัดดา-ก๊อต อธิป” คดีมูลนิธิฯ บุ๋มไม่ยื่นประกัน ส่วนสามีถูกปฏิเสธ
‘โรบินสัน’ เปิดศึกค้าปลีก ปั้นโมเดลใหม่ปักหมุด Central to Life
Business ‘โรบินสัน’ เปิดศึกค้าปลีก ปั้นโมเดลใหม่ปักหมุด Central to Life
“กาลเวลา เทวาลัย” ชวนย้อนวันวานผ่านเรื่องราวนับพันในอาคารประวัติศาสตร์คู่จุฬาฯ
Biz Movement “กาลเวลา เทวาลัย” ชวนย้อนวันวานผ่านเรื่องราวนับพันในอาคารประวัติศาสตร์คู่จุฬาฯ
รัฐบาลย้ำฉ้อโกงประชาชน โทษรวมไม่เกิน 20 ปี สั่งจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ
News รัฐบาลย้ำฉ้อโกงประชาชน โทษรวมไม่เกิน 20 ปี สั่งจัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ
ปอศ.เปิดเส้นทางเงินบริจาค “บุ๋ม ปนัดดา” กว่า 815 ล้าน ผ่าน 3 บัญชี
News ปอศ.เปิดเส้นทางเงินบริจาค “บุ๋ม ปนัดดา” กว่า 815 ล้าน ผ่าน 3 บัญชี
ดูทั้งหมด

‘สหัสวัต’ บี้รัฐบาลสั่งยกเลิกศูนย์ CI ชี้ละเมิดอธิปไตยภาษี-แนะดึงขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียว

07 พ.ย. 2569 | 16:03น.

สหัสวัต พรรคประชาชน จี้รัฐบาลยกเลิกศูนย์ CI ซัดทหารพม่าเข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยข้ามแดนบนแผ่นดินไทย ขูดรีดส่วย-ยัดไส้เก็บภาษีแรงงานขัดอนุสัญญาภาษีซ้อน ชี้เอกสาร CI ไม่ได้การันตีสัญชาติจริง แนะดึงอำนาจขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียวผ่านระบบ One Stop Service จัดทำฐานข้อมูล Biometrics เอง เพื่อปกป้องเศรษฐกิจ กำลังซื้อ และอธิปไตยของประเทศ

นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนและยกเลิกการจัดตั้งศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) สำหรับแรงงานเมียนมา เพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยระบุว่า

เลิก CI เลิกจ่ายเงินให้รัฐพม่า เพื่อรักษาอธิปไตย และเศรษฐกิจ

ผมเพิ่งเห็นที่ท่านรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์กรณีศูนย์ CI ว่าทางรัฐบาลไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิกศูนย์ CI เพราะเกรงว่าจะกระทบกับความมั่นคง เนื่องจากต้องการการยืนยันตัวตนจากประเทศต้นทาง ทั้งบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน จนถึงข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล(Biometric)

ผมเรียนอย่างนี้ครับว่าเรื่องที่ท่านยกมานั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ผมได้ยกหนังสือจากทางสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาก่อนหน้านี้ไปแล้วครับว่าทางรัฐเมียนมาเองยืนยันว่าเอกสาร CI ไม่ใช่เอกสารที่ยืนยันสัญชาติเมียนมาโดยสมบูรณ์ หรือแปลได้ว่า จริงๆแล้ว การทำ CI ไม่ได้ยืนยันเรื่องสัญชาติได้จริง ดังนั้นคำถามของผมตรงนี้ก็คือ ถ้า CI ไม่เพียงพอในการยืนยันสัญชาติ แล้วจะทำ CI ไปทำไมครับ

ผมคิดว่าเรื่องนี้เราต้องคิดให้ถ้วนถี่ครับ ในเมื่อเราต้องการที่จะให้มีการทำ CI เพื่อที่จะยืนยันสัญชาติ แต่ทางการเมียนมากลับบอกว่าสิ่งนี้ยืนยันไม่ได้เพียงพอ แล้วเช่นนั้นทำไมเราจะต้องทำ CI ในเมื่อมันใช้พิสูจน์อะไรไม่ได้ นี่ยังไม่นับถึงกระบวนการและขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และ สิ้นเปลืองนะครับ

ในส่วนของการเก็บอัตลักษณ์บุคคลนั้นไม่ว่าจะเป็นลายนิ้วมือ ข้อมูลชีวมิติต่างๆ นั้น เราสามารถเก็บเอง จัดทำฐานข้อมูลของตัวเอง และเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ หากใครทำผิด ก่ออาชญากรรม แล้วกลับประเทศไปเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลแล้วข้ามกลับมา พอมาสแกนนิ้วบ้านเราก็จะขึ้นข้อมูลทั้งหมด ทั้งติดตามตัวติดตามคดีได้ง่ายกว่าการพึ่งพาระบบของเมียนมาที่ปัจจุบันหากใครทำผิดในไทย กลับไปเปลี่ยนชื่อ แล้วข้ามกลับมาเราก็ตรวจจับไม่ได้แล้ว ดังนั้นข้อมูลชีวมิติเหล่านี้จึงควรจะต้องอยู่กับเราเอง เพื่อที่เราจะบริหารจัดการแรงงานในประเทศเราได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบของเมียนมาเกินจำเป็น

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับเราเคยทำมาแล้วในปี 2547 ที่ไทยเปิดขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติครั้งใหญ่ฝ่ายเดียว และปี 2557 ก็มีการตั้งศูนย์ One Stop Service ให้แรงงานสามารถขึ้นทะเบียน จัดทำประวัติ ตรวจสุขภาพ รับบัตรประจำตัว และได้รับอนุญาตทำงานชั่วคราว โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์สัญชาติจากประเทศต้นทาง ไทยเคยพิสูจน์มาแล้วว่าเราสามารถใช้ระบบของตัวเองเพื่อตรวจสอบและขึ้นทะเบียนแรงงานได้

และปัจจุบันกฎหมายไทยเองก็เปิดช่องไว้ตามพ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 มาตรา 63/2 เปิดช่องให้ ครม. กำหนดให้คนต่างด้าวบางกลุ่มขออนุญาตทำงานได้ เมื่อได้รับอนุญาตให้พำนักหรือได้รับการยกเว้นตามกฎหมายคนเข้าเมือง โดยใบอนุญาตทำงานมีอายุได้ไม่เกิน 2 ปี

นอกจากนี้สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีไม่ได้พูดถึงเลยคือ เรื่องที่ใครต่อใครทวงถามไปแต่ยังไม่เคยได้คำตอบคือเรื่องของอำนาจอธิปไตยและการใช้อำนาจอธิปไตยข้ามแดน ท่านรัฐมนตรีตอบว่าศูนย์ CI อยู่บนแผ่นดินไทย 100% เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่ทุกคนทราบกันอยู่แล้วครับ แต่ที่มันเป็นปัญหาคือเรากำลังอนุญาตให้รัฐบาลทหารพม่ามาใช้อำนาจอธิปไตยของตน บนแผ่นดินไทย 100 % โดยที่กระทรวงแรงงาน หรือทางการไทยไม่มีการตรวจสอบ ไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยเข้าไปสอดส่องดูแลใดๆเลย หากมีการเก็บส่วย ขูดรีด ข่มขู่กันในศูนย์ ฝั่งไทยก็จะลอยตัวเหนือปัญหา ไม่เข้าไปจัดการ แล้วก็โยนว่าเป็นการจัดการของฝั่งนั้น แม้กระทั่งนักข่าวไทย พลเมืองไทย ถูกข่มขู่ทำร้ายในนั้นรัฐบาลก็ยังไม่ทำอะไรกับเรื่องนี้ แล้วนี่จะไม่ใช่การที่ให้รัฐบาลต่างชาติมาใช้อำนาจอธิปไตยในบ้านเราได้อย่างไร หากรัฐบาลไม่เข้าไปกำกับดูแลสอดส่อง

และไม่เพียงแต่อำนาจอธิปไตยด้านกฎหมาย สิ่งที่ท่านรัฐมนตรีไม่ได้พูดถึงอีกประเด็นคืออำนาจอธิปไตยทางการเงิยและภาษี แม้จะเป็นเรื่องที่ผมชื่นชมครับในประเด็นที่ท้านจะคัดค้านการส่งเงินกลับ 25% ในการเจรจาครั้งต่อไป แต่ในฐานะที่ท่านเองเคยอยู่กระทรวงการคลังมา เคยกำกับดูแลเรื่องภาษี ท่านย่อมทราบดีครับว่าเรามีอนุสัญญาเรื่องงดเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับเมียนมาอยู่ และท่านย่อมทราบดีเรื่องอํิปไตยทางภาษีอยูาแล้ว ผมจึงอยากจะเรียนถามว่าทำไมเรื่องนี้ท่านจึงไม่แก้ไขหรือไม่คัดค้านด้วย ทั้งๆที่เป็นการละเมิดอนุสัญญาอย่างชัดเจน แลละเมิดหลักการที่ว่าทำงานที่ใด ก็ต้องเสียภาษีให้ที่นั่น เหตุใดท่านจึงไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย

ผมยืนยัน 3 ข้อครับ และผมยืนยันอีกครั้งว่านี่คือผลประโยชน์ของชาติเราโดยตรง คือ

  1. ยกเลิกศูนย์ CI เปิดขึ้นทะเบียนแรงงานฝ่ายเดียว แก้ไขปัญหาเก็บส่วยนายจ้างไทยไปเข้ากระเป๋ารัฐบาลพม่าเพราะ CI ที่ทำอยู่ในปัจจุบัน ไม่สามารถยืนยันสัญชาติได้จริง และเรามีศักยภาพพอที่จะเก็บอัตลักษณ์บุคคลและทำฐานข้อมูลเพื่อบริหารแรงงานข้ามชาติของเราเองได้ โดยใช้วิธีดังต่อไปนี้

1.1) ให้แรงงานที่อยู่ในระบบแล้ว สามารถต่อสถานะได้โดยเริ่มจากแรงงานที่มีทะเบียนประวัติ ข้อมูลนายจ้าง และสามารถตรวจสอบตัวบุคคลได้

1.2) กลับมาใช้ระบบขึ้นทะเบียนฝ่ายเดียวโดยใช้ระบบ One Stop Service ให้แรงงานนำเอกสารเดิมมายืนยันตัวตน ตรวจสอบข้อมูลอัตลักษณ์และนายจ้าง ตรวจสุขภาพ และรับเอกสารประจำตัวพร้อมการอนุญาตพำนักและทำงานตามกฎหมายไทยเพราะเรามีข้อมูลในระบบอยู่แล้ว

1.3) ให้แรงงานที่ยื่นเรื่องตามกำหนดสามารถทำงานต่อได้ระหว่างรออย่างถูกกฎหมาย ไม่ปล่อยให้แรงงานกลายเป็นคนทำงานผิกฎหมายเพียงเพราะเอกสารล่าช้า

1.4) เปลี่ยนระบบผ่อนผันชั่วคราวให้เป็นระบบต่อสถานะอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ในระยะยาว แรงงานที่ตรวจสอบตัวบุคคลได้ มีนายจ้างถูกต้อง และปฏิบัติตามเงื่อนไข ควรสามารถต่อสถานะได้ตามกระบวนการปกติ โดยไม่ต้องรอมติผ่อนผันจาก ครม. เพื่อที่จะไม่ให้เกิดการขาดแคลนแรงงานและปิดช่องทางการรีดไถ

2.คัดค้านการส่งเงินกลับ 25% ของรายได้ เพื่อให้เงินจำนวนนั้นหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย ปกป้องกำลังซื้อในประเทศไว้ ในขณะที่เศรษฐกิจของเรากำลังซบเซาเช่นนี้

3.ยืนยันห้ามเก็บภาษีแรงงานที่ทำงานในประเทศไทย ปกป้องอธิปไตยทางภาษี และต้องยืนยันว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างกัน ยืนยันหลักการรายได้เกิดขึ้นที่ใด ต้องเสียภาษีที่นั่น นี่เป็นหลักการพื้นฐานด้านภาษีทั่วโลกที่ท่านรัฐมนตรีย่อมเข้าใจดีอยู่แล้ว และจะต้องไม่ยอมให้รัฐบาลทหารพม่าละเมิดหลักการและข้อตกลงที่เคยมีร่วมกันมา

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเจรจาในครั้งถัดไปท่านรัฐมนตรีจะยืนยันหลักการอธิปไตยของประเทศเรา และรักษาผลประโยชน์ของชาติ แบบที่รัฐบาลชุดนี้โฆษณามาตลอด ไม่ปล่อยให้รัฐบาลที่ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เข้ามาใช้อำนาจอธิปไตยข้ามหัวเราแบบนี้ครับ