จับตา เปิดสภาสมัยวิสามัญ ฝ่ายค้านล็อกประตู ถกวาระลับซักฟอก 3 วิกฤต

เช็กคิวเปิดสภา ‘สมัยวิสามัญ’ ฝ่ายค้านล็อกประตู ถกวาระลับซักฟอกข้อเรียกร้องม็อบราษฎร 3 วิกฤต

ไฟต์บังคับของรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องเปิดเวทีสภา เพื่อลดอุณหภูมิทางการเมือง หลังกลุ่มผู้ชุมนุมนักเรียน นิสิต-นักศึกษา และประชาชน ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม “ราษฎร” แฟลชม็อบ-ดาวกระจาย ท้าทายอำนาจฉุกเฉินร้ายแรง

สมัยประชุมวิสามัญ เพื่ออภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติวันที่ 26-27 ตุลาคม 2563 ฝ่ายค้านจองกฐิน-ตั้งป้อมรุมถล่ม “พล.อ.ประยุทธ์ต้องลาออกไป” เพื่อผ่าทางตันวิกฤตการเมือง พ่วงยกเลิก การประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน

หยิบยกรัฐธรรมนูญมาตรา 165  ในการเปิดสมัยประชุมดังกล่าว ที่ระบุว่า “ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรี เห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้”

ความพร้อมของ “นักการเมือง” ฟากพรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรค 276 เสียง ที่มีพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นแกนนำ จัดขุนพล-องครักษ์พิทักษ์ พล.อ.ประยุทธ์ นำทีมโดย “ไพบูลย์ นิติตะวัน” รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ เต็มที่

ขณะที่พรรคฝ่ายค้าน เตรียมใช้เวทีรัฐสภาซักฟอกรัฐบาลย่อม ๆ ประเด็นแรก เตรียมยกกรณีที่ศาลอาญายกคำร้องของ “ปิดสื่อ” ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส)

4 เว็บไซต์ และ 1 เพจของกลุ่มเยาวชนปลดแอก ฝ่ายค้านตั้งประเด็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขตและขัดรัฐธรรมนูญ

ถัดมา คือการออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขั้นร้ายแรงเกินกว่าสถานการณ์ เพื่อนำไปใช้สลายการชุมนุมของขบวนการนักศึกษา

รวมถึงใช้เวทีสภากดดันให้ “พล.อ.ประยุทธ์” ทิ้งเก้าอี้นายกฯ เพื่อปลดชนวนม็อบ พร้อมกับเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลสละเรือเหล็ก ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ส่วนเรื่องข้อเรียกร้องที่เกี่ยวข้องกับ “ปฏิรูปสถาบัน” ของคณะราษฎร 2563 นั้น พรรคเพื่อไทย-ก้าวไกล มีแนวโน้ม “สงวนท่าที” เพราะสังคมยังไม่มีวุฒิภาวะในการรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันอย่างมีเหตุผล ฝ่ายค้านจึงมองว่าเป็นเรื่อง “เปราะบาง”

ขณะที่ “หน่วยสืบวาระ” ของ “พรรคก้าวไกล” สืบทราบว่า ฝ่ายพรรคแกนนำรัฐบาล เตรียมตอบโต้ฝ่ายค้าน โดยนำภาพ ส.ส.ที่อยู่ในม็อบมาอ้างว่า อยู่เบื้องหลังกลุ่มผู้ชุมนุม จึงทำให้ “พรรคก้าวไกล” ต้องเตรียมแผนชี้แจงเรื่องดังกล่าวไว้ล่วงหน้า

ดังนั้น ประเด็นอภิปรายตลอด 2 วัน 2 คืน จึงพุ่งเป้าเน้นหนักไปที่ 2 ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม คือ 1.พ.อ.ประยุทธ์ และองคาพยพลาออก 2.รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และ 3.การปฏิรูปสถาบัน

โดยฝ่ายบริหาร-พล.อ.ประยุทธ์ และพรรคร่วมรัฐบาลต้องการให้นำร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาพิจารณาในสมัยวิสามัญทันที เพื่อลดแรงเสียดทาน-ตอบสนองข้อเรียกร้อง 1 ใน 3 ของผู้ชุมนุม


แต่ “ตัวทำเกม” พรรคพลังประชารัฐในฝ่ายนิติบัญญัติ ยืนยันยังไม่สามารถบรรจุญัตติรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในการประชุมสภาสมัยวิสามัญได้

โดยจะให้ไปลงมติในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 เพื่อรอร่างรัฐธรรมนูญฉบับของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) เพื่อสนองความต้องการของกลุ่มผู้ชุมนุม

“คีย์แมนพรรครัฐบาล” ในฝ่ายนิติบัญญัติ “อ่านรูปเกม” ศึกอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ว่า พรรคฝ่ายค้านจะพุ่งเป้าไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ให้ลาออก และการให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเป็นการซักซ้อมก่อนศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“แต่ครั้งนี้จะไม่เหมือนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะสามารถสวนกลับ หรืออภิปรายฝ่ายค้านนำไปก่อนได้ เพื่อชิงพื้นที่ เพื่อให้ฝ่ายค้านหรือผู้ชุมนุม ได้พูดอยู่ฝ่ายเดียว”

ส่วนประเด็น “ละเอียดอ่อน” จะเปิดอภิปรายได้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ดังนั้น ประธานในที่ประชุม “ตกที่นั่งลำบากที่สุด” เพราะต้องคุมการอภิปรายไม่ให้เลยเถิด-ไม่สามารถควบคุมได้ จนเกิดการประท้วงกันวุ่นวาย

หากฝ่ายค้าน รุมถล่ม-แจกแจงขั้นตอน การแก้ปัญหา ทั้ง 3 ข้อ อาจต้องมีการ “ประชุมลับ” เป็นช่วง ๆ

พล.อ.ประยุทธ์ ใช้ยุทธวิธี ในรุกมีถอย ในถอยมีรุก ทางหนึ่งถอนฟืนออกจากไฟ ด้วยการประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในสถานการณ์ร้ายแรง เขตท้องที่กรุงเทพมหานคร และประกาศข้อกำหนดและคำสั่งที่เกี่ยวข้อง

แต่ได้ประกาศต่ออายุพระราชกาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) โดยศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ออกไปอีก 1 เดือน จากเดิมที่จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ต.ค. 63 ไปเป็นวันที่ 30 พ.ย. 63


อีกทางคือให้พรรคพลังประชารัฐ ส่งสัญญาณ “ไม่ต้องลาออก อยู่ครบ 4 ปี”  

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ