ย้อนรอย พระยาพหล – พล.อ.เปรม ยุบสภา เพราะแพ้โหวตในสภา

รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกท้าทาย – ลองของ ด้วยวิกฤตสภาล่ม 17 ครั้ง ในรอบ เกือบ 3 ปี

แต่หนักข้อขึ้นในช่วงต้นปี 2565 แค่เริ่มต้นเดือนกุมภาพันธ์ ไม่ถึง 10 วัน สภาล่มไป 3 ครั้ง

เนื่องจาก 6 พรรคฝ่ายค้าน เปิดยุทธวิธี “ล้มสภา” ไม่แสดงตัว – ขอนับองค์ประชุม ในจังหวะที่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลเสียงข้างมากโดดร่ม อยู่ไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเสียงทั้งหมด คือ 238 เสียง

ภายหลังสภาเสียงปริ่มน้ำของ พล.อ.ประยุทธ์ ถูก 21 ส.ส.ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แยกตัวออกไปตั้งพรรคเศรษฐกิจไทย 18 ชีวิต และอยู่ระหว่างเจรจาต่อรองหาสังกัดใหม่ ที่จะครบกำหนด 30 วัน ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์

พรรคเล็กขนาดจิ๋ว ประกาศแยกตัวเองเป็น “กลุ่ม 16” เวอร์ชั่น 2022 ตั้งท่าไม่โหวตให้รัฐบาล แม้คนในพรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำประเมินว่า “ไร้ราคา” แต่ในโลกความเป็นจริงก็ไม่อาจประมาทได้

บนกระดานแห่งการต่อรองทางการเมืองช่วงปีสุดท้ายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อะไรก็เกิดขึ้นได้

แรงกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ “ยุบสภา” จากฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เริ่มหนาหูขึ้นเรื่อยๆ ทั้งฝ่ายค้าน – ประชาชน – ผู้ประกอบการธุรกิจ

ไล่ย้อนประวัติศาสตร์ การยุบสภามีทั้งหมด 14 ครั้ง แต่สำหรับครั้งที่รัฐบาล “แพ้โหวต” ในสภา เพราะไม่อาจเป็นเสียงข้างมากเอาชนะเสียงข้างน้อย จนเกิดความขัดแย้งในสภา มีอยู่เพียงไม่กี่ครั้ง

นอกจากนั้น มีผลมาจาก การยุบสภาหรือลาออกเพราะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่สามารถนั่งอยู่บนเก้าอี้ต่อไปได้ เช่นกรณี รัฐบาลชวน หลีกภัย รัฐบาลบรรหาร ศิลปะอาชา หรือ ถูกม็อบกดดัน เช่น รัฐบาลทักษิณ – ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หรือไม่นับการลาออกของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ตัดสินใจ “ลาออก” หลังแพ้โหวตกฎหมายย้ายเมืองหลวง ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ไม่ได้ “ยุบสภา”

ดังนั้น เมื่อย้อนรอยเหตุผลยุบสภา ที่ฝ่ายรัฐบาล เสียงข้างมากแพ้โหวตในที่ประชุมมีอยู่ 4 เหตุการณ์ใหญ่

การยุบสภาครั้งแรก 11 กันยายน 2481 เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องจากการประชุมสภาในวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2481 เรื่อง “ญัตติข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร” โดยญัตติดังกล่าวเป็นการขอแก้ข้อบังคับการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร พุทธศักราช 2477 ข้อ 68 เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้ทราบรายการและข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในงบประมาณแผ่นดินให้ละเอียดยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ อันจะทำให้การพิจารณางบประมาณของสภารวดเร็วยิ่งขึ้น

ที่ประชุมลงมติด้วยคะแนนเสียง 45 ต่อ 31 เป็นอันว่ารัฐบาลพ่ายแพ้ในญัตติดังกล่าว ทั้งนี้เพราะว่าสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลอยู่ในห้องประชุมน้อย

หลังการยุบสภา พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกฯ ได้ออกแถลงการณ์ ตอนหนึ่งว่า

“…รัฐบาลได้พยายามร่วมมือกับผู้แทนราษฎรโดยจริงใจ แต่ผู้แทนราษฎรหาได้ให้ความร่วมมือแก่รัฐบาลตามสมควรไม่ โดยเฉพาะ การพิจารณาญัตติแก้ไขข้อบังคับการประชุมปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 68 นี้ ได้เริ่มอภิปรายมาจนหมดเวลาประชุมตามปกติ มีสมาชิกอยู่ประชุมเป็นส่วนน้อยแล้ว

และสภาฯ ก็เห็นเป็นเรื่องสำคัญ สภาฯ น่าจะให้การประชุมปรึกษาเป็นไปตามระเบียบ คือ อภิปรายต่อไปในวันหลัง เพื่อให้โอกาสสมาชิกฯ ส่วนมากได้ฟังเหตุผลและใช้ดุลพินิจโดยรอบคอบ แต่สมาชิกฝ่ายผู้แทนราษฎรก็เสนอญัตติให้รวบรัดการพิจารณา

และเสนอให้ลงมติโดยไม่ให้โอกาสรัฐบาลแถลงชี้แจงอีก วิธีการดั่งนี้เป็นวิธีช่วงชิงเอาเปรียบโดยไม่เป็นธรรม ในที่สุดสภาฯ ได้ลงมติรับหลักการแห่งร่างข้อบังคับนั้น รัฐบาลเห็นว่า ความเป็นไปในสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องนี้ และเรื่องอื่น ๆหลายเรื่องที่แล้วมา ผู้แทนราษฎรชุดนี้เป็นอันมากไม่สนใจฟังคำชี้แจงหรือเหตุผลทางรัฐบาล และมิได้คำนึงถึงความเสียหายอันจะพึงมีแก่ประเทศชาติ…”

ครั้งที่สอง 19 มีนาคม 2526 พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตัดสินใจยุบสภา เพราะผลักดันให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับ 2521 มา 4 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2524 จนถึงปี 2526 แต่ไม่สำเร็จ ฝ่ายรัฐบาลแพ้โหวตทุกครั้ง พล.อ.เปรม จึงตัดสินใจยุบสภา

ในพระราชกฤษฎีกายุบสภา ระบุเหตุผลตอนหนึ่งว่า เนื่องจากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้มีการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเปลี่ยนแปลงวิธีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 4 ครั้ง ประชาชนและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่างก็มีความเห็นแตกต่างก้ำกึ่งกัน

หากให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามวิธีการใหม่ในขณะนี้ อาจนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งและรุนแรงทางการเมืองได้ อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของระบบเศรษฐกิจ สังคม ความสามัคคีของชนในชาติ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงสมควรยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปขึ้นใหม่

ครั้งที่สาม วันที่ 1 พฤษภาคม 2529 มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยรัฐบาลส่งกฎหมาย พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 พ.ศ. 2529 มาให้สภาพิจารณา โดยมี นายสมัคร สุนทรเวช รมว.คมนาคม เป็นผู้ชี้แจง แต่ปรากฏว่า หลังการอภิปราย เสียงโหวตของรัฐบาลพ่ายแพ้ฝ่ายค้านถึง 3 รอบ เนื่องจากมีการขอให้ นับคะแนนกันใหม่

กระทั่งเวลา 5 ทุ่มครึ่ง นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่ารัฐบาลได้ออกประกาศอ่านพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2529

“จากการพิเคราะห์สาเหตุแห่งการไม่อนุมัติพระราชกำหนดดังกล่าวเห็นว่า สภาผู้แทนราษฎรมิได้คำนึงถึงเหตุผลในการตราพระราชกำหนด หากสืบเนื่องมาจากความแตกแยกในทางการเมืองของพรรคการเมืองบางพรรค หากให้สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ยังคงทำหน้าที่ต่อไป ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการบริหารราชการแผ่นดิน และกระทบถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ และจะนำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของการปกครองระบอบประชาธิปไตย สมควรยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไปขึ้นใหม่”

ภายหลังจากการประกาศพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ส่งผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐมนตรี คณะที่ 43 พ้นจากตำแหน่ง และได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 27 กรกฎาคม 2529

ครั้งที่สี่ 29 เมษายน 2531 เกิดความขัดแย้งที่สะสมกันมาภายในรัฐบาลเปรม 5 และสุดท้ายฝีก็มาแตก เมื่อกลุ่ม 10 มกรา ของ “วีระ มุสิกพงศ์” จากพรรคประชาธิปัตย์ จำนวน 32 คน ลงมติไม่รับร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ลิขสิทธิ์ของฝ่ายรัฐบาลที่ได้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่อลงมติในวันที่ 28 เมษายน 2531 แม้ว่าร่าง พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์จะผ่านสภาด้วยคะแนน 183 ต่อ 134 เสียง แต่พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะต้นสังกัดก็ตัดสินใจลาออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อแสดงความรับผิดชอบ

ในพระราชกฤษฎีกายุบสภา ระบุตอนหนึ่งว่า โดยที่นายกรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลฯ ว่า นับแต่ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2529 เป็นต้นมา ปรากฏว่า พรรคการเมืองต่าง ๆ หลายพรรคไม่สามารถจะดำเนินการในระบบพรรคการเมืองได้อย่างมีเอกภาพ

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรคการเมืองยังไม่ยอมรับรู้ความคิดเห็นหรือมติของสมาชิกฝ่ายข้างมากในพรรคของตน อันเป็นการขัดต่อวิถีทางการปกครองในระบบประชาธิปไตย และก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการบริหารราชการแผ่นดินและการพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก สมควรยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้และจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรขึ้นใหม่


นี่คือตำนานยุบสภา ที่มาจากรัฐบาลแพ้โหวตในสภา แต่ในปัจจุบัน พล.อ.ประยุทธ์ อาจต้องใช้ “กำลังภายใน” อย่างหนัก เพื่อรักษาสภาเอาไว้ให้ได้ ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย