ชัชชาติ ผู้ว่าฯ กทม. 1 เดือน กระเทือน ประยุทธ์-เพื่อไทย-พิธา

ชัชชาติ-ประยุทธ์

 

น่าสนใจที่ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้เพียงเดือนเดียวก็สร้างเอฟเฟ็กต์ไปทุกองคาพยพของการเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม แม้ว่าลงพื้นที่ต่างจังหวัดอยู่เนือง ๆ และไลฟ์สด
ทุกครั้งที่ลงพื้นที่ แต่ก็ไม่เว้นถูก “ติ่งชัชชาติ” แซะว่าไลฟ์ลอกเลียนแบบผู้ว่าฯที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี

เพียงแต่การไลฟ์ของ “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่มีคนติดตาม-ไม่น่าดึงดูดในมุมของนักท่องโซเชียล

ทว่า อีกมุมหนึ่งกลับมีหลาย ๆ อย่างที่รัฐบาลประยุทธ์ต้องปรับตามการเคลื่อนไหวของ “ชัชชาติ”

ตัวอย่างเช่น ข้อสั่งการของ พล.อ.ประยุทธ์ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2565 ส่งเสริมให้หน่วยงานราชการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในงานที่ใช้เพื่อบริการประชาชน รวมถึงการแก้ไขข้อร้องเรียนต่าง ๆ ของประชาชน

เป็นเอฟเฟ็กต์ที่ “ชัชชาติ” ใช้ “traffy fondue” อันเป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการในการแก้ปัญหามารับเรื่องร้องเรียนของชาว กทม. และให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขตได้หยิบปัญหาของชาว กทม.ไปแก้โดยไม่ต้องให้ผู้ว่าฯ กทม.ลงไปจี้

เอฟเฟ็กต์ต่อมา คือ การเปิดที่ชุมนุมสาธารณะย้อนไปวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ชัชชาติลงนามในประกาศ กทม.เพื่อให้ 7 สถานที่เป็นที่ชุมนุมสาธารณะ 1.ลานคนเมือง เขตพระนคร 2.ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น) เขตดินแดง 3.ที่สาธารณะใต้สะพานรัชวิภา ใกล้ซอยวิภาวดีรังสิต 36 เขตจตุจักร 4.ลานจอดรถหน้าสำนักงานเขตพระโขนง 5.ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตมีนบุรี 6.ศูนย์กีฬาเฉลิมพระเกียรติ เขตทุ่งครุ และ 7.สวนมณฑลภิรมย์ เขตตลิ่งชัน

กระทรวงกลาโหมที่มี พล.อ.ประยุทธ์เป็นเจ้ากระทรวงก็เกาะกระแสเรื่องนี้ทันที โดย “พล.อ.คงชีพ ตันตระวาณิชย์” โฆษกกระทรวงกลาโหม มีแนวคิดจะ “เปิดพื้นที่ของกระทรวงกลาโหม” ให้กลุ่มผู้เห็นต่างได้เข้ามาเพื่อพูดคุยกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน โดยจะเชิญมาที่กระทรวง

“เพราะมองว่าปัญหาทุกอย่างหากมีโอกาสได้พูดคุยกันและมีความเข้าใจกันแล้ว ทุกอย่างก็น่าจะไปได้ดี เพราะต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน และมีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อประชาชน”

แน่นอนว่าเอฟเฟ็กต์ชัชชาติ ใช่ว่าจะมีผลต่อ พล.อ.ประยุทธ์ที่ต้องปรับตัวตาม แต่ยัง disrupt การเมืองภาพใหญ่ด้วย ไม่ว่าใครจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือเล่นการเมืองต้องปรับตัวกันขนานใหญ่

“ดร.สติธร ธนานิธิโชติ” ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์เอฟเฟ็กต์ชัชชาติที่มา disrupt การเมืองไทยว่า หลังเลือกตั้งเกิดการทำงานแบบชัชชาติ style ขึ้นมา ย้อนไปตั้งแต่ที่เริ่มแคมเปญหาเสียงเลือกตั้ง มีเสื้อ ทำงาน ทำงาน ทำงาน และสิ่งที่มีโอกาสพูดให้สัมภาษณ์ หรือบางทีเป็น ted talk แล้วสร้างแรงบันดาลใจให้คนเกี่ยวกับการทำงาน และส่งผลต่อความรู้สึกคน โดนใจ



พอได้ลงมือทำจริง ก็โชว์ให้เห็นเป็นการวางภาพว่า ชัชชาติ style ไม่ใช่พอมาได้รับเลือกตั้งแล้วเพิ่งมาสร้าง ต้องปูให้เห็นก่อน และเมื่อกระแสนี้ “ใช่” ขึ้นมาก็จะเป็นการบิลด์กระแสไปเรื่อย เมื่อผู้นำระดับชาติเห็นก็จะต้องเกิดอาการ “อยากเลียนแบบ” ตามรอยความสำเร็จ

ถ้าจนถึงการเลือกตั้งชัชชาติ style กระแสยังไม่ตก และมีแนวโน้มว่ากระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อย ๆ ตอนถึงใกล้เลือกตั้งก็ต้องเกิดกระแส “เอาอย่าง”

1.ตั้งแต่การสื่อสารทางการเมือง คนต้องถอดรหัสว่า ชัชชาติทำแบบนี้ได้อย่างไร ชัชชาติขยันไลฟ์ แล้วไลฟ์อย่างไรให้มีคนดู การไลฟ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ตอนหาเสียงเลือกตั้ง ชัชชาติก็ไลฟ์ “พี่เอ้” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ก็ไลฟ์ แต่ทำไมคนดูชัชชาติเยอะกว่า และยิ่งชัชชาติชนะ สิ่งที่เขาไลฟ์ก็กลายเป็นไวรัลต่อ มีการพูดถึงในโซเชียลทุกแขนง พวกนี้จะต้องถูกถอดรหัส

และพวกที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯทั้งหลายต้องมาถอดรหัส และมาปรับใช้ให้ได้กับตัวเองตั้งแต่ก้าวแรกที่ลงสนาม ตั้งแต่วันนี้ใครจะเปิด 100% หรือเปิดตัวแบบกั๊ก ๆ ก็เถอะ ต้องเริ่มทำแล้ว เพราะจากประสบการณ์ชัชชาติไม่ใช่เริ่มเมื่อรับตำแหน่ง แต่ปูมาก่อนเพื่อให้คนเชื่อและพิสูจน์ให้คนเห็นว่ามันใช่

“เรื่องการสื่อสารทางการเมือง คนต้องปรับหมดแน่ เพราะชัชชาติ style มา disrupt ทางการเมืองเพื่อให้ได้คะแนนนิยม”

2.พอเป็นผู้ว่าฯ กทม.ก็ disrupt เรื่องการทำงานที่เปลี่ยนใหม่หมด ตั้งแต่วันแรกที่รับตำแหน่งเขาทำอะไร เราจะไม่เห็นสไตล์นี้กับผู้บริหารไม่ว่าจะ pop มาจากไหน ที่วิ่งเข้าไปแล้วสวัสดีพนักงาน ข้าราชการ ส่วนคนอื่นจะเข้าไปแบบขรึม ๆ และไปตามพิธีกรรมที่หน่วยงานรองรับ ไหว้เจ้า ไหวศาล ให้โอวาทตามปกติ แต่ชัชชาติฉีกตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบธรณีประตูศาลาว่าการ กทม.

3.การประชุมชัชชาติจะพรีเซนต์ให้เห็นว่าพร้อมที่จะทำงาน 24 ชั่วโมง บินไป congratulation ลูก ลงเครื่องแล้วมาประชุมตอนเช้าตามวาระ ตอกย้ำให้เห็นภาพที่เคยโฆษณาไว้ว่า ทำงาน ทำงาน ทำงาน ทำให้เห็นว่าสไตล์พร้อมทำงาน

นอกจากนี้ ที่ชัชชาติพยายามขยายให้เห็น คือ การไปพูด inspire ให้กับข้าราชการใหม่ นักศึกษาฝึกงาน จะเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่เป็นทั้งสไตล์และข้อความที่เขาส่งออกไป

4.การลงพื้นที่ในงานที่เกี่ยวข้องกับตัวเอง เช่น บุกสำนักงานระบายน้ำตอน 5 ทุ่ม จนถึงไปโรงขยะต่าง ๆ วิธีการไม่ใช่ไปตรวจงานแบบผู้ใหญ่มาตรวจงาน ให้ทุกคนเตรียมผักชีไว้โรยหน้า แต่ชัชชาติมาหาเรื่อง มาจี้ มาเอาความจริง ไม่ได้มาเอาผักชี ซึ่งพลิกสไตล์ สั่งได้สั่งเลย มีปัญหาอะไรก็รับมาแล้วไปแก้ให้เป็นการบริหารเชิงรุก

อีกด้านหนึ่งไปประสานงาน เช่น ไปทำเนียบรัฐบาล ไปดีลกับกระทรวงมหาดไทย หน่วยงานอื่น ๆ ที่เราไม่ได้เป็นผู้บังคับบัญชาเขา แต่เราต้องทำงานร่วมกับเขา ก็จะเป็นอีกสไตล์หนึ่ง

“เราจะไม่ค่อยเห็น ยิ่งเวลาเป็นนายกรัฐมนตรี เวลาไปหน่วยงานไหนก็สั่งหมด เราจะไม่เห็นภาพประสานความร่วมมือ เพื่อทำให้ที่เป็นเป้าหมายงานของเราสำเร็จ”

“แต่สำหรับแคนดิเดตนายกฯอาจต้องคิดแค่ท่อนแรกก่อน การจะได้ตำแหน่งนายกฯหรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่คนที่ต้องคิดทั้ง 2 ส่วน คือ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะมีตำแหน่งนายกฯอยู่แล้ว แต่กลับโดนเปรียบเทียบ ขณะเดียวกัน ก็ไม่ยอมแพ้จะลงอีกสมัย จึงต้องคิดว่าช่วงก่อนที่จะเข้าสู่ตำแหน่งอีกรอบ จะต้องปรับสไตล์ตัวเองอย่างไร เพราะชัชชาติมา disrupt ขนาดนี้”

“และปัจจุบันที่อยู่ในตำแหน่งนายกฯถูกเปรียบเทียบทุกวัน จะปรับอย่างไร อันนี้แหละต่อให้เราคิดว่าทุกคนต้องปรับ แต่คนที่ปรับมากที่สุด คือ ลุงตู่ เรื่องนี้ยาก ไม่ง่าย และของพวกนี้แล้วแต่ตัวคนด้วย ถ้าทำง่ายทุกคนทำไปแล้ว ดังนั้น ความเป็นตัวตนของชัชชาติเป็นแบบนี้ และโอกาส จังหวะมันได้พอดี ประกอบกับความนิยมจากการเลือกตั้งที่สร้างความชอบธรรม ก็เสริมกันหมด ไม่ใช่ทุกคนจะได้แบบนี้หมด”

“ทุกคนต้องปรับ ต้องปรับให้เข้ากับตัวเอง พล.อ.ประยุทธ์ก็ต้องไปกับลุงตู่สไตล์ ต้องมั่นหน้าไว้ก่อน ความเป็นลุงตู่ต้องมีจุดขาย แต่จะทำอย่างไรเมื่อมีคู่เทียบประมาณนี้ จะให้ พล.อ.ประยุทธ์ไปแบบชัชชาติก็ไม่ไหว”

แต่คนที่มีฐานเสียงคล้ายกัน อาจจะต้องคิดเรื่องเลียนแบบและปรับให้เข้ากับสไตล์ตัวเองด้วย เช่น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เพราะถ้าออกไม่ดีจะโดนตีกลับได้ เช่น พิธาพูดเรื่องบำนาญข้าราชการ ไม่ใช่ช่วงเวลาของเรา พวกนี้ต้องคิดเรื่อง timing ด้วย

หรืออุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ก็ต้องปรับเพราะตอนแรกเน้นคนรุ่นใหม่ แต่ไป ๆ มา ๆ พุ่งไปฐานคนเสื้อแดงดีกว่า ปลอดภัยสุด และค่อย ๆ ตีวงกลับเข้ามา


ปรากฏการณ์ “เอฟเฟ็กต์ชัชชาติ” สะเทือนการเมืองไปทั้งบาง

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ