เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
Business ‘อิมแพ็ค’ ยกระดับด้านดิจิทัล ปั้นเมืองทองฮับอีเวนต์โลก
นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
Politics นายกฯ โรดโชว์คุย 4 บริษัทชั้นนำจีน ดันไทยฐานผลิต EV–AI
เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
SD เปิดเส้นทางฝัน ‘เนเน่ รอยัล’ และพ่อที่ ‘ขายจิตวิญญาณเพื่อลูก’
‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวเนื่องแน่น
World ‘ไต้หวัน’ ขยายฟรีวีซ่าไทย 1 ปี ตอบรับกระแสท่องเที่ยวเนื่องแน่น
อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
Finance อธิบดีบัญชีกลาง แจงปมข้าราชการใหม่ จะได้สวัสดิการแบบใหม่ ระบุยังอยู่ขั้นตอนศึกษา รับอนาคตอาจยืดหยุ่นขึ้น
นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
Politics นายกฯ เผยนักลงทุนจีน มั่นใจไทย ลั่นจะไม่ให้ทุจริตบั่นทอนความเชื่อมั่น
มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
เศรษฐกิจภูมิภาค มั่นใจเต็มร้อย “มรดกโลกเชียงใหม่” เน้นย้ำคุณค่าและความยั่งยืน
รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
Politics รบ.ปรับแผนศึกษา ‘แลนด์บริดจ์’ เชื่อมระบบราง-ถนน อัพเกรดท่าเรือระนอง-ชุมพร
รัฐบาลเร่งเครื่องดึงการลงทุนจีน นายกฯ เปิด BOI เฉิงตู ชวนมาปักหมุดไทย
Politics รัฐบาลเร่งเครื่องดึงการลงทุนจีน นายกฯ เปิด BOI เฉิงตู ชวนมาปักหมุดไทย
ชัชชาติ ชวนผู้ใจบุญช่วยอุปการะแมว 17 ตัว รอดชีวิตเหตุไฟไหม้ซอยตากสิน 11
News ชัชชาติ ชวนผู้ใจบุญช่วยอุปการะแมว 17 ตัว รอดชีวิตเหตุไฟไหม้ซอยตากสิน 11
ดูทั้งหมด

หุ้น “อเมริกา-จีน-เวียดนาม” เข้าสู่ตลาดหมี SET จะตามไปหรือไม่?

24 พ.ค. 2565 | 16:26น.
ตลาดหุ้นจีน
บทความโดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investor) ชั้นแนวหน้าของเมืองไทย

วันที่ 24 พฤษภาคม 2565 ดัชนีตลาดหุ้นของสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาตกกันระเนระนาดอานิสงส์จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางของสหรัฐ(FED) เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อที่เกิดขึ้นจากสงครามรัสเซียยูเครน และสาเหตุอื่นๆ อีกหลายเรื่องที่ประดังกันเข้ามาพร้อมกันจนบางคนบอกว่าเป็นเหตุการณ์ “Perfect Storm” หรือเรื่องร้ายที่เกิดขึ้นประเภท “หนึ่งในร้อยปี”

การตกลงมาของตลาดหุ้นอเมริกาในรอบนี้ผมคิดว่าเข้าข่ายเป็น “ตลาดหมี” แล้ว โดยเฉพาะในตลาดหุ้นแนสแด็กที่เป็นตัวแทนของหุ้นไฮเท็คและเป็นหุ้น “เก็งกำไร” สูง ส่วนหุ้น S&P ซึ่งเป็นหุ้นที่เป็นตัวแทนของทั้งประเทศนั้น “หมีก็รออยู่ที่หน้าประตู” แล้ว ในขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ของประเทศอย่างดาวโจนส์ ซึ่งเป็นบริษัทที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ของประเทศและของโลกนั้น ไม่ช้าก็เร็วก็คงจะเป็น “ตลาดของหมี” ในที่สุด

คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนโดยเฉพาะ VI ก็คือ แล้วตลาดหุ้นไทยจะกลายเป็นหมีตามไปหรือไม่? เราควรจะทำอย่างไรกับหุ้นและการลงทุนของเรา ลองมาวิเคราะห์ภาวะตลาดหุ้นกัน มองในแง่ของประวัติศาสตร์ดัชนีตลาดหุ้นของหลายๆ ประเทศ ไม่ต้องพูดถึงเหตุการณ์หรือเหตุผลมากมายที่มีคนพูดถึงกันมากแล้ว

ตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงตั้งแต่ปี 2009 หลังจากวิกฤตซับไพร์มที่ทำให้ดัชนีหุ้นตกลงมาประมาณ 40% นั้น เริ่มฟื้นตัวขึ้นมาตลอดจนถึงสิ้นปี 2021 โดยที่มีการ “ปรับตัว” หรือหุ้นตกหนักถึงหนักมากเป็นระยะโดยเฉพาะในช่วงต้นปี 2020 ที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ที่หุ้นตกหนักถึงกว่า 30% ในช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 3-4 เดือน

การปรับตัวขึ้นของหุ้นเป็น “ตลาดกระทิง” ตั้งแต่ปี 2009 ถึงสิ้นปี 2021 เป็นเวลาเกือบ 13 ปีนั้น น่าจะเป็นตลาดกระทิงที่รุนแรงและยาวนานมากที่สุดครั้งหนึ่งของตลาดหุ้นอเมริกา เพราะตลาดให้ผลตอบแทนจากดัชนีไม่รวมปันผลถึงปีละกว่า 15% แบบทบต้น โดยที่เหตุผลที่แท้จริงของการปรับตัวขึ้นของหุ้นนั้น น่าจะเป็นเรื่องของสภาพคล่องทางการเงินที่ล้นเหลือจากการทำ QE อย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงอย่างต่อเนื่องจนแทบจะเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อที่ต่ำเท่าๆ กันในช่วงเวลาเดียวกัน

เมื่อเป็นกระทิงมานานขนาดนั้น ประวัติศาสตร์ก็มักจะบอกว่ามันจะต้องตามมาด้วย “ตลาดหมี” และนั่นก็เริ่มตั้งแต่ต้นปี 2022 นี้ ที่ดัชนีหุ้นแนสแด็กตกลงมาอย่างต่อเนื่องถึง 28.3% นับถึงวันศุกร์ที่ 21 พฤษภาคม 2022 เกินกว่า 20% ที่เป็นจุดที่ยอมรับกันว่าเป็น “ตลาดหมี” แล้ว ดัชนีหุ้น S&P ร่วงลงมา 18.7% แม้ว่าจะยังไม่ถึงจุด แต่ดูจากทิศทางแล้วก็คงจะตามไปในไม่ช้า

เช่นเดียวกับดัชนีดาวโจนส์ที่ลดลงมา 14.6% เหตุผลก็เพราะว่าปัจจัยที่ทำให้หุ้นตกหนักในช่วงแค่ไม่กี่เดือนนี้ยังคงดำรงอยู่ต่อไปและอาจจะมากขึ้นนั่นก็คือ สภาพคล่องทางการเงินจะลดลงเรื่อยๆ เช่น เดียวกับอัตราดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ

มองแบบคนธรรมดา สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงนี้และช่วงต่อไปก็คือ “การเก็งกำไร” ของนักลงทุนคงจะหดหายไปมากและจะลดลงเรื่อยๆ เพราะเงินหายากขึ้นและต้นทุนสูงขึ้น นั่นทำให้หุ้นและตราสารการเงินอื่นๆ รวมไปถึงทรัพย์สินต่างๆ เช่น เหรียญคริปโตที่มีการเก็งกำไรสุดยอดนั้น ถูกขายทิ้งและทำให้ราคาลดลงอย่างหนัก หุ้นขนาดใหญ่ที่มั่นคงนั้นถูกขายน้อยกว่า การตกลงมาก็น้อยกว่า และแทบจะไม่มีทรัพย์สินกลุ่มไหนเลยที่มีราคาเพิ่มขึ้น

ตลาดหุ้นของจีนนั้นดูเหมือนจะตามตลาดหุ้นสหรัฐ ดัชนีฮั่งเส็งซึ่งเป็นตลาดหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ตกลงมาจากต้นปีประมาณ 11% ดัชนีเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นตัวแทนของประเทศจีนตกลงมา 13.4% และดัชนีเซินเจิ้นซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นเท็คจีนตกลงมา 22.6% เข้าข่ายเป็นตลาดหมีไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตามดัชนีตลาดหุ้นจีนในช่วงประมาณ 13 ปี หลังวิกฤตซับไพร์มนั้นไม่ได้ปรับตัวขึ้นแบบกระทิงแบบอเมริกาและให้ผลตอบแทนแค่ปีละ 4-5% แบบทบต้น และว่าที่จริง ตลาดหุ้นจีนนั้น “แน่นิ่ง” มากว่า 10 ปีเป็น “ทศวรรษที่หายไป” ไปแล้ว ซึ่งก็ตรงกับช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงได้รับการแต่งตั้งในช่วงปลายปี 2012 พอดี

ตลาดหุ้นเวียดนามนั้นดูเหมือนว่าจะตามตลาดหุ้นสหรัฐแทบทุกอย่างนั่นก็คือ ดัชนีปรับตัวลดลงถึง 17.3% จากต้นปีใกล้เคียงกับดัชนี S&P มาก นอกจากนั้นในช่วงก่อนหน้าคือจากปีวิกฤตซับไพร์มจนถึงสิ้นปี 2021 ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นไปแบบ “กระทิงดุ’’ ให้ผลตอบแทนแบบทบต้นปีละ 14.8% เป็นเวลาถึง 13 ปี พอๆ กับตลาดหุ้นสหรัฐ

สิ่งที่แตกต่างจากสหรัฐก็คือ ปัจจัยที่ทำให้หุ้นตกรอบนี้ของเวียดนามนั้นน่าจะเกิดจากการจับคนปั่นหุ้นและฉ้อโกงของผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน ซึ่งทำให้นักลงทุนซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นนักเก็งกำไรส่วนบุคคลตกใจและเทขายหุ้น ซึ่งก็ไปกระทบถึงการบังคับขายหุ้นที่มีการใช้มาร์จิ้นจำนวนมากที่เกิดขึ้นในช่วงเร็วๆ นี้

ตลาดหุ้นไทยนั้นถ้าดูจากดัชนีตลาดดูเหมือนว่าจะไม่ได้เป็นตลาดหมีเลย ดัชนีตั้งแต่ต้นปีลดลงแค่ประมาณ 2.1% อย่างไรก็ตามถ้ามองภาพเล็กลงมา โดยเฉพาะในกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่ที่เน้นเล่นเหรียญดิจิทัล และหุ้นที่เก็งกำไรรุนแรง ก็จะพบว่าจำนวนมากขาดทุนหนัก โดยเฉพาะเหรียญดิจิทัลที่บางตัวนั้น “ล่มสลาย” ขาดทุนเกิน 90% และจำนวนมากขาดทุนหลาย 10 เปอร์เซ็นต์ในเวลาอันสั้น

นอกจากนั้น คนที่กระจายการลงทุนไปลงใน “หุ้นต่างประเทศ” ซึ่งส่วนใหญ่ก็คืออเมริกา จีนและเวียดนาม ต่างก็ “เจ็บหนัก” ไปตามกัน

การที่หุ้นไทยแทบไม่ได้ตกลงมาเลยนั้น ถ้ามองจากประวัติศาสตร์ก็อาจจะบอกว่าเป็นเพราะในช่วงประมาณ 9 ปีที่ผ่านมานั้น ดัชนีตลาดหุ้นไทยแทบจะไม่ไปไหนเลย ใกล้จะเป็น “ทศวรรษที่หายไป” อยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อ “ไม่เคยเป็นกระทิง” ในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา “หมี” ก็มักจะไม่มาเยือน ผมก็ไม่รู้ว่าตลาดหุ้นไทยจะเหมือนประเทศไทยไหมที่ว่านับวันเราจะไม่ค่อยมีความสำคัญและก็ไม่ค่อยเกี่ยวข้องกับโลกเท่าไร

และดังนั้น เราก็ไม่ตามโลกมากนัก และนี่ก็อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมเองก็ยังคงพอร์ตหุ้นไทยไว้อย่างเดิม เน้นที่หุ้นแต่ละตัวเป็นหลัก