ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม SCG ชูนวัตกรรมกรีน-องค์กรแห่งโอกาส

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม

เอสซีจีมีการเปลี่ยนแปลงจากการผลัดใบผู้บริหารระดับสูงคนใหม่ “ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา

ในวัย 54 ปี ผู้บริหารเบอร์หนึ่งคนล่าสุดมีเทอมบริหารจัดการต่อเนื่องจนถึงปี 2573 วิสัยทัศน์แรกที่เปิดตัวต่อสาธารณชน เป็นภารกิจเดินหน้าแผน “Passion for Inclusive Green Growth” โฟกัส 4 เครื่องยนต์หลัก ประกอบด้วย “องค์กรคล่องตัว-นวัตกรรมกรีน-องค์กรแห่งโอกาส-ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพื่อสร้างสังคม Net Zero และเพื่อสานต่อเอสซีจีให้เติบโตยั่งยืน

ต่อยอด ESG 4 Plus

ทั้งนี้ Business Purpose หรือภารกิจและความมุ่งมั่นของเอสซีจี ภายใต้แนวคิด “Passion for Inclusive Green Growth” ซึ่งถือเป็นก้าวต่อยอดจาก ESG 4 Plus (มุ่ง Net Zero-Go Green-Lean เหลื่อมล้ำ-ย้ำร่วมมือ ยึดหลักความไว้วางใจ และโปร่งใส) ของเอสซีจีให้แข็งแกร่ง เข้มข้นยิ่งขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของสถานการณ์โลก ทั้งด้านความขัดแย้งระหว่างประเทศ และโลกเดือด หรือ Climate Crisis ที่กระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ในวงกว้าง

“โลกข้างหน้าจะมีความไม่แน่นอนสูง เราต้องเตรียมพร้อมธุรกิจทั้งรุกและรับ ถ้าเอสซีจีมองโจทย์ระยะสั้น 3-5 ปี เราจะคิดแบบหนึ่ง แต่เอสซีจีอยากอยู่ไปอีก 50-100 ปี เราจึงต้องเริ่มปรับตัวตั้งแต่วันนี้ สร้างความมั่นคงในระยะยาว พร้อมกับเดินไปสู่สังคม Net Zero ซึ่งต้องลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยการพัฒนานวัตกรรมกรีน ปรับกระบวนการผลิตสู่คาร์บอนต่ำ โดยมีกำไรได้ เอสซีจีก็จะเติบโตต่อเนื่อง”

โดยภาพรวมธุรกิจเอสซีจี ได้แก่ 1.เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน 2.เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง 3.เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล 4.เอสซีจี เคมิคอลส์ (SCGC) 5.เอสซีจีพี (SCGP) 6.เอสซีจี เดคคอร์ 7.เอสซีจีเจดับเบิ้ลยูดี (SCGJWD) และธุรกิจใหม่ 8.เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ (SCG Cleanergy) จะต้องโตควบคู่ มุ่งสร้างสังคม Net Zero ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยนวัตกรรมกรีน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้ทุกคนต้องก้าวเดินและรอดไปด้วยกัน

นวัตกรรมกรีน-จบที่สปินออฟ

แนวคิด Passion for Inclusive Green Growth ขับเคลื่อนผ่าน 4 เครื่องยนต์หลักคือ 1.องค์กรคล่องตัว-Agile Organization 2.นวัตกรรมกรีน 3.องค์กรแห่งโอกาส 4.ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง-Inclusive Society

“ธรรมศักดิ์” ย้ำว่าเอสซีจีกำลังสร้างองค์กรคล่องตัว ให้สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้เร็ว ยืดหยุ่นสูง หากธุรกิจไหนมีศักยภาพเติบโตสูงสามารถแยกออกจากเอสซีจีได้ (Spin Off) โดยต้องเติบโตเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และโตแบบกรีน ภายใต้กลยุทธ์ ESG 4 Plus ซึ่งถือเป็นหัวใจการทำธุรกิจของเอสซีจี

ขณะเดียวกัน บริษัทแม่อย่างเอสซีจีจะทำหน้าที่มองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ทั้งจากภายนอกและภายในองค์กร

ถัดมา เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชัน เร่งผลักดันปูนคาร์บอนต่ำ ได้รับการยอมรับทั้งไทยและต่างประเทศ ปีนี้เตรียมออกปูนคาร์บอนต่ำ เจเนอเรชั่นที่ 2 ลดคาร์บอนเพิ่มขึ้นอีก 5%

สำหรับเอสซีจี เคมิคอลส์ ซึ่งมุ่งสู่นวัตกรรมพลาสติกรักษ์โลก หรือ SCGC Green Polymertm 1 ล้านตัน ในปี 2573 โดยร่วมมือกับ Braskem ผู้นำพลาสติกชีวภาพระดับโลกจากบราซิล นำผลิตผลจากภาคเกษตรของไทยมาพัฒนาเป็นพลาสติกชีวภาพ ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรและได้พลาสติกรักษ์โลกที่ผลิตคาร์บอนเป็นลบ (Negative Carbon Footprint) สามารถรีไซเคิลได้เช่นเดียวกับโพลิเอทิลีนทั่วไป

ความคืบหน้าขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานผลิตพลาสติกชีวภาพในประเทศไทย

ขณะที่เอสซีจีพีมีการใช้วัตถุดิบกระดาษรีไซเคิล 95% มีการปลูกป่ายูคาลิปตัส ซึ่งนอกจากดูดซับคาร์บอน แล้วยังช่วยให้เกษตรกรได้มีรายได้เสริมจากการปลูกป่ายูคาลิปตัสอีกด้วย

ส่วนเอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ มีโอกาสเติบโตสูง ขยายตัวได้อีกมาก เพราะไทยและประเทศทั่วโลกมีความต้องการพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การเดินหน้าต่อจึงต้องเน้นผลักดันระบบซื้อขายไฟฟ้าผ่านแพลตฟอร์ม Smart Grid และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานสะอาด (Energy Storage) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ทุกคนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้สะดวกยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน เอสซีจีร่วมกับ Rondo Energy สตาร์ตอัพในสหรัฐอเมริกา พัฒนานวัตกรรมแบตเตอรี่กักเก็บความร้อนจากพลังงานสะอาด ช่วยลดคาร์บอนในกระบวนการผลิต ยกระดับภาคอุตสาหกรรมให้กรีนยิ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด

Net Zero-ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

หนึ่งในไฮไลต์อยู่ที่การสร้างสังคม Net Zero สิ่งสำคัญคือคน เอสซีจีจึงมุ่งสร้าง “องค์กรแห่งโอกาส” เปิดพื้นที่ให้ทุกคนมาร่วมสร้างสรรค์ธุรกิจและนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น การสร้างสตาร์ตอัพผ่านโครงการ Zero to One by SCG เปิดโอกาสให้พนักงานเอสซีจีปั้นธุรกิจใหม่ เปลี่ยนบทบาทจากพนักงานเป็นผู้ประกอบการ ด้วยการบ่มเพาะวิธีคิดและสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างเข้มข้นจากผู้เชี่ยวชาญ ไอเดียที่พิสูจน์ว่าตอบโจทย์ตลาดจริง มีโอกาสได้รับสนับสนุนเงินลงทุนตั้งต้นเพื่อขยายผลต่อไป

จุดเน้นย้ำคือ เอสซีจีไม่ได้โฟกัสแค่ผู้ร่วมโครงการที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น เพราะทุกคนที่ผ่านโครงการนี้ถือว่าเป็นคนที่มีคุณภาพ มีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เอสซีจีพร้อมสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้ต่อเนื่อง

จุดสำคัญของการเดินหน้าในครั้งนี้คือ “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เพราะการทำ Net Zero ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องส่งเสริมให้ทุกคนเปลี่ยนผ่านไปพร้อมกัน ทั้งคู่ธุรกิจ ชุมชนรอบโรงงาน เยาวชน และคนเปราะบาง มีการจัดทำหลากหลายโครงการ เช่น ร่วมขับเคลื่อนสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทย

ด้วยการชักชวนให้ชุมชนปลูกหญ้าเนเปียร์ เพราะเป็นพืชพลังงานสูง สามารถนำมาขายให้โรงงานปูนซีเมนต์ เพื่อทำเชื้อเพลิงชีวมวล ทดแทนพลังงานฟอสซิล สร้างรายได้เสริมให้ชุมชน, ส่งเสริมการทำนาเปียกสลับแห้ง หรือการปลูกข้าวแบบคาร์บอนต่ำ มีการติดตามผลการดำเนินโครงการต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน เอสซีจียังสร้างเครือข่าย Big Brothers for SMEs ในสระบุรี เพื่อส่งต่อความรู้ให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งด้านพลังงานสะอาด นวัตกรรมรักษ์โลก การหาแหล่งเงินทุน ตลอดจนพัฒนาทักษะอาชีพที่ตลาดต้องการ 50,000 คน ในปี 2573 ยกระดับแรงงานไทยมีอาชีพมั่นคง ลดเหลื่อมล้ำ เช่น ช่างติดตั้งและทำความสะอาดหลังคาโซลาร์

“การไปสู่สังคม Net Zero เป็นเป้าหมายที่ท้าทาย มีความผันผวนสูง แต่เราไม่ถอยเรื่องนี้แน่นอน เพราะถ้าไม่เริ่มทำวันนี้ และรอต่อไปในอนาคต อาจจะไม่ทันการณ์ เอสซีจีจึงเดินหน้าตามแนวคิด Passion for Inclusive Green Growth เต็มที่ พร้อมร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนไปด้วยกัน”