REIC สำรวจ ‘บ้านมือสอง’ ทั่วประเทศ ไตรมาส 4 มี 2.2 แสนล้านหน่วย เพิ่มขึ้น 29.8% มูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้าน เพิ่มขึ้น 54.7% บ้านเดี่ยว ห้องชุด ทาวน์เฮาส์ ราคาต่ำ 3 ล้าน เกลื่อนตลาด กทม. ปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวประกาศขายมากสุด
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) สำรวจ “สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ ไตรมาส 4 ปี 2568”
รวบรวมข้อมูลที่อยู่อาศัยมือสองทั่วประเทศ ที่ประกาศขายผ่านเว็บไซต์ และข้อมูลของสถาบันการเงินของรัฐและเอกชน บริษัทบริหารสินทรัพย์ภาครัฐและเอกชน และกรมบังคับคดี ที่ประกาศขายผ่านเว็บไซต์ตลาดนัดบ้านมือสอง
ที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขายทั่วประเทศ
มีจำนวน 226,278 หน่วย เพิ่มขึ้น 29.8% มูลค่า 1,200,372 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน จำนวนหน่วยลดลง 7.0% และมูลค่าลดลง 12.6%
ผู้ขายที่อยู่อาศัยมือสอง
มีการเสนอขายเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้นทุกกลุ่ม เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
บุคคลธรรมดาและตัวแทนอสังหาริมทรัพย์มากที่สุด มีจำนวน 100,179 หน่วย (ร้อยละ 44.3) มีมูลค่า 967,953 ล้านบาท (ร้อยละ 80.6) ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วย 52.2% และมูลค่า 75.7%
กรมบังคับคดี มี 71,801 หน่วย (ร้อยละ 31.7) มูลค่า 106,250 ล้านบาท (ร้อยละ 8.9) ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งหน่วย 17.2% และมูลค่า 0.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
สถาบันการเงินเฉพาะกิจ มี 24,350 หน่วย (ร้อยละ 10.8) มูลค่า 38,538 ล้านบาท (ร้อยละ 3.2) โดยมีจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้น 13.1% แต่มีมูลค่าลดลง 10.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
บริษัทบริหารสินทรัพย์ มี 21,150 หน่วย (ร้อยละ 9.3) มูลค่า 54,074 ล้านบาท (ร้อยละ 4.5) ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งหน่วย 3.1% และมูลค่า 0.9%
ธนาคารพาณิชย์ มี 8,798 หน่วย (ร้อยละ 3.9) มูลค่า 33,557 ล้านบาท (ร้อยละ 2.8) ขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งหน่วย 68.4% และมูลค่า 50.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ประเภทที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขาย
บ้านเดี่ยวยังคงมีจำนวนประกาศขายมากที่สุดทั้งหน่วยและมูลค่า โดยมี 90,502 หน่วย คิดเป็น 40% มูลค่า 532,566 ล้านบาท คิดเป็น 44.4%
ห้องชุดมี 70,611 หน่วย คิดเป็น 31.2% มูลค่า 502,216 ล้านบาท คิดเป็น 41.8%
ทาวน์เฮาส์ มี 57,257 หน่วย คิดเป็น 25.3% มูลค่า 131,216 ล้านบาท คิดเป็น 10.9%
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่อยู่อาศัยมือสองมีจำนวนหน่วยประกาศขายเพิ่มขึ้นทุกประเภท โดยห้องชุดเพิ่มขึ้นมากที่สุดทั้งหน่วยและมูลค่าร้อยละ 79.1 และร้อยละ 141.7ตามลำดับ
รองลงมา บ้านแฝด เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าร้อยละ 16.6 และร้อยละ 22.5 ตามลำดับ และบ้านเดี่ยว เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่าร้อยละ 15.7 และร้อยละ 25.2 ตามลำดับ
ราคาขายที่อยู่อาศัยมือสอง
ประกาศขายมากที่สุด 3 อันดับแรก แยกตามระดับราคา
ระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท มี 55,536 หน่วย คิดเป็น 24.5% แต่มีมูลค่ารวม 31,546 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนน้อยที่สุด 2.6% ของที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขายทั้งหมด
ระดับราคา 2-3 ล้านบาท มี 32,030 หน่วย คิดเป็น 14.2% มูลค่า 79,753 ล้านบาท คิดเป็น 6.6% ของที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขายทั้งหมด
ระดับราคา 1-1.50 ล้านบาท มี 31,856 หน่วย คิดเป็น 14.1% มูลค่า 40,132 ล้านบาท คิดเป็น 3.3% ของที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขายทั้งหมด
หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่าที่ประกาศขายเพิ่มขึ้นทั้งหน่วยและมูลค่า และเพิ่มขึ้นทุกระดับราคา โดยในจำนวนนี้ พบว่ากลุ่มระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากที่สุดทั้งหน่วยและมูลค่า ร้อยละ 63.2 และร้อยละ 70.4
ที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขายทั่วประเทศ แยกตามจังหวัด
จังหวัดที่มีอันดับมูลค่าที่อยู่อาศัยมือสองที่มีการประกาศขายสูงสุด 10 จังหวัดแรก (เรียงตามมูลค่า) ได้แก่ กรุงเทพฯ ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ ภูเก็ต ปทุมธานี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี ประจวบคีรีขันธ์ และระยอง มีสัดส่วนรวมกัน 87.5% ของที่อยู่อาศัยมือสองประกาศขายทั่วประเทศ
ชี้ให้เห็นว่าอุปทานที่อยู่อาศัยมือสองยังคงมีการประกาศขายมากที่สุดในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล และจังหวัดท่องเที่ยวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อน
โดยกรุงเทพฯ มีประกาศขายมากที่สุดรวม 71,275 หน่วย คิดเป็น 31.4% มีมูลค่า 729,012 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 60.7% ของที่อยู่อาศัยมือสองที่ประกาศขายทั่วประเทศ
จังหวัดอันดับที่ 2-10 มีสัดส่วนจำนวนหน่วยรวมกัน 32.5% และมูลค่ารวมกัน 26.8% โดยภูเก็ตมีราคาประกาศขายเฉลี่ยสูงที่สุด 10.2 ล้านบาทต่อหน่วย ลดลงจาก 11.2 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ซึ่งจังหวัดอันดับที่ 2-10 มีการประกาศขายเพิ่มขึ้นทุกจังหวัด โดยกรุงเทพฯ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นสูงสุด 98.4% เป็นห้องชุดมากที่สุด
รองลงมาสมุทรปราการ มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 45.1% เป็นบ้านเดี่ยวมากที่สุด และชลบุรี มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 35.4% ประกาศขายบ้านเดี่ยวมากที่สุด
สถานการณ์ด้านอุปสงค์การโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสอง
มีการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศ 55,592 หน่วย ลดลง 6.5% มูลค่า 113,651 ล้านบาท ลดลง 8.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน การโอนกรรมสิทธิ์ปรับตัวเพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนหน่วยและมูลค่า ร้อยละ 0.7 และร้อยละ 2.7 ตามลำดับ
ส่วนใหญ่เป็นการโอนบ้านเดี่ยว 23,541 หน่วย คิดเป็น 42.3% และมูลค่า 53,525 ล้านบาท คิดเป็น 47.1% และยังพบว่าการโอนกรรมสิทธิ์ลดลงทุกประเภท โดยอาคารพาณิชย์มีอัตราลดลงของจำนวนหน่วยมากที่สุด 12.2% แต่ประเภทที่มีอัตราการลดลงของมูลค่าโอนมากที่สุดคือ ห้องชุดลดลง 10.9%
เมื่อแยกตามระดับราคา ส่วนใหญ่อยู่ในระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท มี 18,905 หน่วย คิดเป็น 34% ด้านมูลค่า พบว่าระดับราคา 2-3 ล้านบาท มีมูลค่าการโอนมากที่สุด 23.7% หรือคิดเป็นมูลค่า 26,885 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่าจำนวนหน่วยและมูลค่าการโอนลดลงเกือบทุกระดับราคา โดยเฉพาะระดับราคา 5.01-7.50 ล้านบาท ลดลงมากที่สุดถึง ร้อยละ 16.9 และร้อยละ 16.8 ตามลำดับ ระดับราคาที่มีมูลค่าการโอนเพิ่มขึ้นมีเพียงระดับราคามากกว่า 10 ล้านบาท โดยมีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 แต่มีหน่วยลดลงร้อยละ 6.5

