เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

BAM จับมือ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง พลิก NPA 33 ไร่ จ.อำนาจฯ ปั้นพื้นที่สีเขียว-สร้างอาชีพชุมชน

29 มิ.ย. 2569 | 16:00น.

BAM ลงนาม MOU มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ แบ่ง NPA 33 ไร่ ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว-สร้างรายได้ชุมชน ได้คาร์บอนเครดิตคืน 50 ตันคาร์บอนต่อปี จ่อผุดโมเดลปลูกป่าขายคาร์บอนเครดิตแผนระยะยาว “ม.ล.ดิศปนัดดา” เผย ครั้งแรกพัฒนาสิ่งแวดล้อมบนพื้นที่เอกชน มองต้องทำคู่ไปกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชุมชน

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เดินหน้า “โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวต้นแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” บนพื้นที่ 33 ไร่ จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อพัฒนาพื้นที่ทรัพย์สินรอการขาย (NPA) ของ BAM

“เราให้ความสำคัญกับการบริหารทรัพย์สินคู่กับการสร้างคุณค่าให้สังคมตามแนวทางการดำเนินธุรกิจตามหลักความยั่งยืน (ESG) ครอบคลุมตั้งแต่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มพื้นที่สีเขียว ไปถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ความร่วมมือกับแม่ฟ้าหลวงฯ ในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการระหว่างภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และชุมชน ในการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล”

นอกจากนี้ โครงการยังสอดคล้องกับนโยบาย “ความดี 5 ประการ” ของ BAM คือ ดีต่อประเทศ ดีต่อสังคม ดีต่อลูกค้า ดีต่อผู้ถือหุ้น และดีต่อพนักงาน อีกทั้งที่ดินแปลงนี้ยังมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นต้นแบบของการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างสร้างสรรค์ และเกิดคุณค่าร่วมต่อทุกภาคส่วนในระยะยาว รวมถึงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศ และสามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ

ผุดโมเดลขายคาร์บอนเครดิต

ด้าน ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BAM เปิดเผยถึงวัตถุประสงค์ของโครงการนี้ว่า บริษัทต้องการนำทรัพย์รอการขายหรือหนี้ชิ้นนี้มาสร้างคุณค่าให้กับชุมชนภายใต้สัญญาระยะเวลา 10 ปี (2569-2578) โดยโครงการบนพื้นที่ 33 ไร่ ใน ต.สร้างถ่อน้อย อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1.พื้นที่ 31 ไร่ จะได้รับการฟื้นฟูตามแนวทางปลูกป่าเลียนแบบธรรมชาติ ด้วยไม้ท้องถิ่น 20 ชนิด รวมจำนวน 3,600 ต้น ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและพัฒนาเป็นพื้นที่ สีเขียว เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

และพัฒนาเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (T-VER) ซึ่งคาดว่าจะสามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 29.45 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี และ 2.พื้นที่ 2 ไร่ สำหรับการใช้ประโยชน์ของชุมชนเชิงเศรษฐกิจและสังคม ผ่านการสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาทักษะอาชีพให้กับประชาชนในพื้นที่กว่า 6,390 คน ครอบคลุม 13 หมู่บ้าน อาทิ ตลาดสินค้าเกษตรและพื้นที่ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การเพาะกล้าไม้ การปลูก และการดูแลรักษาพื้นที่ในระยะยาว

“อย่างแรกที่จะได้ คือ ความเชื่อมั่นจากสังคม การขายที่ดิน 33 ไร่ครึ่ง มูลค่า 7 ล้านกว่าบาท ไม่ได้ทำแบมรวยขึ้น หรือจนลง แต่สิ่งที่เราทำอยู่กำลังบอกว่า BAM ไม่ได้ทิ้งแผ่นดินนี้ เราตั้งใจจะเอา NPA มาทำงานเพื่อสังคม สร้างความยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว และวางรากฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์ในอนาคต”

ดร.รักษ์ กล่าวอีกว่า ประโยชน์ในระยะยาวที่เราจะได้ คือ คาร์บอนฟุตพริ้นท์คืนกลับมา 50 ตันคาร์บอนต่อปี ซึ่งหากในอนาคตสามารถทำโมเดลนี้ได้อีกสัก 10-20 แปลงก็จะทำให้ระหว่างการทำธุรกิจของเรากับการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและความหลากหลายทางชีวภาพกลับสู่แผ่นดินไทยชดเชยกันได้อย่างชัดเจน

“ทรัพย์ NPA ชิ้นแรกนี้เป็นโมเดลธุรกิจใหม่ที่สร้างความเชื่อมั่นว่า องค์กรนี้ทำธุรกิจได้ดี ขณะเดียวกันก็คืนกำไรกลับสู่สังคม ส่วนแผนระยะยาวอย่างการทำโครงการในลักษณะนี้จนขายคาร์บอนเครดิตได้เป็นโมเดลที่กำลังหารือกันอยู่ แต่ตอนนี้ End Game คือการนำ NPA มาเป็นฐานเกษตรชุมชน ส่วนคาร์บอนเครดิตได้แค่บางโปรดักต์ ได้มาก็นำมาหักล้าง (offset) การปล่อยคาร์บอนของตัวเอง เพราะฉะนั้น 33 ไร่ครึ่งได้มาแค่ 50 ตันคาร์บอนอาจจะต้องทำโครงการลักษณะนี้อีก แต่ต่อให้เรามีทรัพย์อย่างไร ถ้าชุมชนไม่พร้อม พาร์ตเนอร์ไม่เอาด้วยก็จะไม่เกิด”

ฟื้นฟูป่า สร้างอาชีพชุมชน

ขณะที่ หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล เลขาธิการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า ต.สร้างถ่อน้อยเป็นหนึ่งในชุมชนที่ดูแลป่าชุมชนได้อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง มีทุนทางทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพื้นฐานการประกอบอาชีพที่สามารถต่อยอดได้อีกมาก และสิ่งสำคัญของโครงการนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการปลูกป่าเพียงอย่างเดียวแต่คือการปลูกคนเข้าด้วยกัน ผ่านการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน การสร้างงานสร้างอาชีพ และการพัฒนาศักยภาพของคนในพื้นที่

“สิ่งที่เรามองควบคู่กัน คือ การพัฒนาคุณภาพชีวิตพี่น้องให้ดีขึ้นกว่าเดิม ผมคิดว่า ในอนาคตจะสามารถใช้เครือข่ายของมูลนิธิฯ หรือของ BAM ในการต่อยอดศักยภาพของชุมชนได้ เพราะไม่มีใครดูแลธรรมชาติได้ ถ้าปากท้องเรายังกินไม่พอ วางแผนในอนาคตให้ลูกหลานไม่ได้ ความสำคัญของการพัฒนาหรือการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยจึงต้องไปควบคู่กับปัจจัยนี้”

นอกจากนี้ สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย เป็นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในที่ดินของบริษัทเอกชน ซึ่ง ม.ล.ดิศปนัดดา ระบุความคาดหวังว่า การร่วมมือกับ BAM ในครั้งนี้จะเป็นการสร้างการมองเห็นในการให้ความสำคัญต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมของชุมชน และการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน ผู้เป็นซึ่งด่านหน้าในการดูแลสิ่งแวดล้อมประเทศชาติควบคู่กันไป