SCG ชี้ปัจจัยท้าทายครึ่งปีหลังยังรับมือได้ คงเป้าลงทุน 3 หมื่นล้านสู้โลกป่วน
เอสซีจี กางผลประกอบการไตรมาส 2/69 ประเมินภาพครึ่งปีหลังท้าทายหนักจาก 4 ปัจจัย แต่ยังรับมือไหว เชื่อหากแผนการบ้าน 2 ปีเสร็จ โลกป่วนแค่ไหนก็ยังเติบโตดี คงเป้าลงทุน 30,000 ล้านบาท
นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิ 11,535 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 85% จากไตรมาสก่อนหน้า จากการฟื้นตัวของธุรกิจเคมิคอลส์หลังส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ประกอบกับผลการดำเนินงานของธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง (SCGP) ในอินโดนีเซียที่ปรับตัวดีขึ้น
โดยมีรายได้จากการขายไตรมาส 2/2569 อยู่ที่ 136,243 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากราคาขายสินค้าปิโตรเคมีที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นของเอสซีจีพี (SCGP) และธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง
สำหรับผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 17,758 ล้านบาท ลดลง 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมรายการพิเศษและผลกระทบจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ บริษัทจะมีกำไรปรับปรุง (Adjusted Profit) อยู่ที่ 12,649 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,196 ล้านบาทจากปีก่อน ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 259,570 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

เมื่อแยกย่อยตามกลุ่มธุรกิจ พบว่า
จับมือ “จีน” รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะ
ภาพรวมการดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง ซึ่งดำเนินงานโดยเอสซีจี ซิเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และเอสซีจี เดคคอร์ ในครึ่งปีแรกว่า ได้แรงหนุนจากโครงการภาครัฐในไทย รวมทั้งตลาดในเวียดนามและอินโดนีเซียที่เติบโต ขณะที่ตลาดเอกชนในประเทศยังชะลอตัว ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์ วัสดุก่อสร้างและตกแต่ง
บริษัทมีกำไรสำหรับงวด 5,790 ล้านบาท Adjusted Cash EBITDA 11,407 ล้านบาท จากการปรับโครงสร้างธุรกิจและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่าน 1.ลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยคาดว่าจะลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้กว่า 1,000 ล้านบาทภายในปีนี้ 2.เร่งขยายสินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า ด้วยกลยุทธ์การตลาดรายพื้นที่ ผ่านตัวแทนจำหน่ายและร้านวัสดุก่อสร้างพันธมิตร
3.ขยายสินค้ามูลค่าสูง หรือ HVA (High Value Added) 4.เดินหน้าผลักดัน “ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ” ต่อเนื่อง โดยสามารถเข้าถึงตลาดในประเทศได้มากกว่า 80% พร้อมเร่งการผลิตและส่งออกจากเวียดนาม และ 5.เดินหน้าขยายตลาดสู่ออสเตรเลีย ผ่านการนำเสนอนวัตกรรมสินค้าเพื่อการอยู่อาศัยในงาน Sydney Build Expo 2026
“เอสซีจี เดคคอร์” มี Adjusted Cash EBITDA 1,378 ล้านบาท จากรายได้ต่างประเทศเติบโตโดยเฉพาะในเวียดนาม การบริหารการเงิน ต้นทุนพลังงาน และสินค้าคงเหลืออย่างมีประสิทธิภาพ มาจาก 1.เดินหน้าโครงการเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่ PRIME เวียดนาม รับความต้องการในประเทศที่เติบโตและส่งออก ซึ่งเมื่อโครงการเสร็จในปี 2570 จะมีกำลังการผลิตเป็น 40% ของกำลังการผลิตรวมของบริษัท
2.เดินหน้าโครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่พร้อมระบบ Automation ในไทย ให้เสร็จในไตรมาส 3 ปี 2570 เพื่อให้ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยลดลงสูงสุด 20% และ 3.จับมือพันธมิตรผู้ผลิตชิ้นส่วนสุขภัณฑ์อันดับต้นของจีน รุกตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะ สร้างโรงงานในไทยที่กำลังการผลิต 96,000 ชิ้น/ปี โดยการร่วมมือกับจีนในครั้งนี้ เพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจ รวมถึงแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินที่ไหลทะลักเข้ามากดดันผู้ประกอบการในอาเซียนด้านการแข่งขันราคา

เร่งขยายกำลังผลิตเวียดนาม-ดัน AI เพิ่มขีดแข่งขัน
ภาพรวมธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งดำเนินงานโดยเอสซีจีพี ในครึ่งปีแรกว่า ผลการดำเนินงานดีขึ้นจากดีมานด์การใช้บรรจุภัณฑ์ฟื้นตัวในไตรมาส 2/2569 ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบ ราคาพลังงาน และค่าขนส่งปรับเพิ่มขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง บริษัทจึงมุ่งบริหารต้นทุน รักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจของลูกค้า และเสริมความสามารถการแข่งขันผ่านเครือข่ายการผลิตในภูมิภาค
บริษัทมีกำไรสำหรับงวด 3,870 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA 10,472 ล้านบาท สาเหตุมาจากธุรกิจในอินโดนีเซียพลิกทำกำไร จากปริมาณการขายบรรจุภัณฑ์ในประเทศที่เพิ่มขึ้นและการปรับตัวของราคาตามตลาดในภูมิภาค การบริหารต้นทุน การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตส่งผลให้จัดการต้นทุนได้ตามที่วางแผนไว้ ขณะที่ธุรกิจในเวียดนามยังได้แรงหนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจและการบริโภคในประเทศต่อเนื่อง
ผลงานสำคัญได้แก่ 1.รุกขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์กระดาษในอาเซียน เพิ่มกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในตอนใต้ของเวียดนาม 2.สร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่การขับเคลื่อนความยั่งยืน อาทิ ร่วมกับ คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) (KAO) พัฒนาบรรจุภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมโมโนแมททีเรียล ที่ออกแบบมาเพื่อให้บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวหลายชั้น ผลิตจากวัสดุชนิดเดียว
และ 3.ใช้ AI Machine Learning และ Deep Learning ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การบริหารต้นทุน การควบคุมคุณภาพ และการวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนนำหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกับพนักงานมาใช้ เพิ่มประสิทธิภาพงานที่มีความซ้ำซ้อนและต้องการความต่อเนื่อง

ลุ้นรวมแอสเสทดีล GC ไตรมาส 3
ภาพรวมธุรกิจ เคมิคอลส์ ดำเนินงานโดย เอสซีจีซี ธรรมศักดิ์ระบุว่า การจัดหาวัตถุดิบและห่วงโซ่อุปทานได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โรงงานปิโตรเคมีหลายแห่งหยุดหรือปรับลดกำลังการผลิต ทำให้ซัพพลายในตลาดโลกลดลง ส่งผลให้ราคาพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) ปรับตัวสูงขึ้น
ซึ่งส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับตัวนี้ และการบริหารจัดการของบริษัทที่เร่งจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งนอกช่องแคบฮอร์มุซ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานของโรงงาน การเพิ่มปริมาณการขายสินค้า HVA และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ ช่วยให้ผลการดำเนินงานปรับตัวดีขึ้นบริษัทมีกำไรสำหรับงวด 5,898 ล้านบาท และ Adjusted Cash EBITDA 15,600 ล้านบาท ผ่านการดำเนินงานสำคัญ ได้แก่
1.ขายหุ้น 14.86% ใน PT Chandra Asri Pacific Tbk. (CAP) อินโดนีเซีย มูลค่าธุรกรรมราว 24,900 ล้านบาท ได้สำเร็จ ตามกลยุทธ์ลดภาระทางการเงินและจัดสรรเงินไปลงทุนโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม
ทั้งนี้ เมื่อถามถึงการพิจารณาขาย Asset อื่น ๆ เพื่อดึงเงินสดกลับมาอีกหรือไม่ นายธรรมศักดิ์ระบุว่า การขายสินทรัพย์เป็นการพิจารณาที่ทำเป็นระยะ ๆ ว่า จำเป็นต้องขายสินทรัพย์ไหน และมีความจำเป็นต้องขายมากน้อยเพียงใด ประกอบไปกับความต้องการในการใช้เงินของบริษัทอีกด้วย
2.เร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่างการหยุดเดินเครื่องชั่วคราว โดยล่าสุดการก่อสร้างถังเก็บอีเทนมีความคืบหน้ากว่า 60% ให้พร้อมเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน และ 3.การร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC ยังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาความเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และจะแจ้งความคืบหน้าในไตรมาส 3 ปี 2569
“อัพเดตความคืบหน้าธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC กำลังศึกษาอย่างเข้มข้นใช้เวลา 5 เดือน คาดว่าปลายกันยายนนี้จะสามารถแจ้งตลาดได้ว่า เราจะเอา Asset ที่คล้ายกันของทั้งสองบริษัทมารวมกันได้หรือไม่”

ชี้ 4 ปัจจัยท้าทาย เร่งปั้นการบ้าน 2 ปี
ธรรมศักดิ์ประเมินภาพการดำเนินธุรกิจว่า ครึ่งปีหลังมีความท้าทายมากกว่าครึ่งปีแรก จาก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.ความไม่แน่นอนของความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะในตะวันออกกลางซึ่งมีแนวโน้มลุกลาม 2.การแข่งขันด้านราคาสินค้าที่รุนแรง 3.ภาวะเงินเฟ้อ และ 4.ต้นทุนพลังงานผันผวน
แต่เอสซีจีมั่นใจว่าจะรับมือได้อย่างเข้มแข็ง และเชื่อมั่นว่า Adjusted Cash EBITDA ทั้งปีนี้ จะดีกว่าปี 2568 สามารถดูแลผู้ถือหุ้นทุกคน ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มได้ต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ที่ดำเนินไปแล้วและพร้อมเดินหน้าต่อ แบ่งออกเป็น 2 ระยะด้วยกัน
“ระยะเร่งด่วน” ดำเนินการทันที สร้างความยืดหยุ่นและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ได้แก่ 1.บริหารต้นทุนด้วยพลังงานสะอาด 2.ปรับการจัดหาวัตถุดิบนอกตะวันออกกลางอย่างทันท่วงที และ 3.รักษาวินัยทางการเงินเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง
“ระยะกลาง” ภายใน 2 ปี (2569-2570) สร้างขีดความสามารถการแข่งขัน ได้แก่ 1.ปรับโครงสร้างธุรกิจในการบริหารจัดการ 2.เน้นสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) อย่างเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ประเทศเวียดนาม 3.เพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตอาเซียน และ 4.ยกระดับศักยภาพแข่งขันด้วยหุ่นยนต์-AI และ Deep Tech ซึ่งหลายโครงการจะทยอยแล้วเสร็จภายในปลายปี 2570
“แผน 2 ปีสำคัญสำหรับเรามาก เป็นตัวที่จะทำให้เราเข้มแข็งขึ้นแบบ Step change คือเปลี่ยนความสามารถในการแข่งขันขึ้นเป็นระยะยาวจริง ๆ ถ้าเราทำแผน 2 ปีเสร็จหมด ต่อให้โลกมันวุ่นวายกันกว่านี้ มันก็ยังรับมือได้ เพราะมันอยู่ในฐานที่เข้มแข็งขึ้น”
อย่างไรก็ตาม แต่บริษัทยังคงเป้าหมายการดำเนินงานไว้ตามเดิม ทั้งการสร้าง Adjusted Cash EBITDA ให้สูงกว่าปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 55,012 ล้านบาท และการคงงบฯลงทุน (CapEx) ปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยใน 6 เดือนที่ผ่านมาใช้ไปแล้ว 11,000 ล้านบาท สำหรับโครงการ LSP ที่ประเทศเวียดนาม
“ส่วนปีหน้า เรายังคงเร่งทรานส์ฟอร์มธุรกิจด้วยกลยุทธ์ระยะกลาง อาทิ ผลักดันโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP เวียดนาม การร่วมมือกับพันธมิตรธุรกิจใหม่ การบริหารฐานผลิตอาเซียน การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการ และการนำหุ่นยนต์-AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะแล้วเสร็จในปลายปี 2570 มั่นใจว่าจะทำให้เอสซีจีเติบโตยั่งยืนแน่นอน”
