ดอกไม้แห่งรักแท้ “เอเดลไวส์” ที่พระราชินีทรงแนะให้ปลูก

เนื่องในวาระที่จะเข้าสู่วันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2564 รู้จัก ‘เอเดลไวส์’ ความหมายว่า ‘รักแท้’ ดอกไม้ที่พระราชินีทรงแนะให้ปลูก

มติชนรายงาน เมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จฯ ทรงเยี่ยมราษฎรชาวจังหวัดเชียงใหม่ และพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมารอเฝ้าฯ รับเสด็จและชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด ณ อาคารอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2563

ระหว่างที่ทอดพระเนตรนิทรรศการมูลนิธิโครงการหลวง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีพระราชดำรัสชื่นชมเจ้าหน้าที่โครงการหลวงที่ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ดอกเอเดลไวส์ ว่าในอนาคตข้างหน้าคนไทยไม่ต้องไปชื่นชมดอกไม้พันธุ์นี้ไกลถึงยุโรปแค่มาที่โครงการหลวงก็สามารถชื่นชมความงดงามของดอกเอเดลไวส์ได้แล้ว

อนึ่ง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงสนพระทัยงานวิจัยที่มีความหลากหลายโดยเฉพาะการเพาะพันธ์ดอกไม้เมืองหนาวอย่างดอกเอเดลไวส์ อันเป็นพืชต่างถิ่นที่มีถิ่นกำเนิด และเจริญเติบโตได้ดีในแถบยุโรป บริเวณเทือกเขาแอลป์ ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,500 – 3,000 เมตร

พระองค์ได้พระราชทานเมล็ดพันธุ์ให้แก่มูลนิธิโครงการหลวงเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2562 เพื่อนำไปวิจัยและพัฒนาร่วมกับศูนย์วิจัยเทคโนโลยีชีวภาพทางด้านพืช ซึ่งฝ่ายงานวิจัยและพัฒนาได้ดำเนินการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ และพัฒนาสูตรอาหารที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตในสภาพปลอดเชื้อเพื่อขยายพันธุ์เพิ่มปริมาณต้น และเก็บรักษาพันธุ์ เมื่อต้นกล้าเจริญเติบโตแข็งแรงและมีระบบรากที่สมบูรณ์ จึงนำออกปลูกและอนุบาลในโรงเรือนสภาพปิด ป้องกันแมลง

จากนั้นนำต้นกล้าไปทดสอบปลูกเลี้ยงในพื้นที่ของสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ และสถานีวิจัยพบว่า ต้นเอเดลไวส์สามารถเจริญเติบโต และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี

เมื่อ 13 มกราคม 2564 เฟซบุ๊กสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ The Royal Agricultural Station Inthanon ได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า “ดอกเอเดลไวส์” (Edelweiss) ดอกไม้ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี มีพระราชดำรัสทรงแนะให้โครงการหลวงปลูก ปัจจุบันทางสถานีเกษตรหลวงอินทนนท์ได้ทำการปลูกและขยายพันธุ์


“ดอกเอเดลไวส์” (Edelweiss) เป็นดอกไม้ประจำชาติสวิสเซอร์แลนด์ เป็นพันธุ์ไม้ที่พบในเขตหนาวหรือเขตอบอุ่นในประเทศโซนยุโรป และเป็นดอกไม้ที่น่าหลงใหลแห่งเทือกเขาแอลป์ Edelweiss เป็นไม้ดอกขนาดเล็ก

ความหมายของดอกไม้นี้คือ “รักแท้” เพราะเชื่อกันว่าชายใดหากมอบดอกไม้นี้แก่หญิงสาว นั่นหมายถึง เขามีความมั่นคง มีความพยายาม เนื่องจากดอกไม้นี้จะบานเพียงปีละ 3 ครั้ง อีกทั้งว่ากันว่าหากเด็ดดอก Edelweiss มาแล้วรูปร่างของดอกจะไม่เปลี่ยนแปลง หรือเหี่ยวเฉา

ทั้งนี้ หลังสืบค้นจากแหล่งข้อมูลหลายๆ แห่ง พบว่า ดอกเอเดลไวส์ มีชื่อเรียกหลากหลาย แต่ชื่อของ เอเดลไวส์ นั้นมาจากภาษาเยอรมันที่แปลว่า สูงศักด์ (edel) และ ขาว (weiss)

และชื่อเล่นที่ได้รับความนิยมที่สุดคือ “ราชินีแห่งเทือกเขาแอลป์” เนื่องจากมักจะขึ้นตามหน้าผา มีสีขาว มีขนปกคลุมทั้งดอกและใบ เพื่อป้องกันการระเหยน้ำ ซึ่งทำให้อยู่รอดในสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นจัดบนภูเขาสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,800-3,000 เมตร นอกจากนี้ยังมีอีกชื่อคือ “ดอกไม้เมฆ” ด้วยมีความงามราวกับฝัน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ