กลุ่มเซ็นทรัลรักษ์โลก ฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อคนรุ่นใหม่

เมื่อโลกเผชิญกับความเสี่ยงทางกายภาพ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มมากขึ้น การนำแนวทางปฏิบัติด้านความยั่งยืนมาใช้ จึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่ยังเป็นความจำเป็นทางธุรกิจด้วย ดังนั้น วันสิ่งแวดล้อมโลกปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือ จึงร่วมแสดงพลังภายใต้แคมเปญ “Central Group Love the Earth”

ผ่านแนวคิด Generation Restoration (ส่งต่อโลกที่ยั่งยืนสู่เจเนอเรชั่นถัดไป) ซึ่งเป็นการรณรงค์อันสอดคล้องกับเป้าหมายของสหประชาชาติ โดยร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) และศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC)

พิชัย จิราธิวัฒน์
พิชัย จิราธิวัฒน์

กลยุทธ์ฟื้นฟูระบบนิเวศ

“พิชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า วันสิ่งแวดล้อมโลกตรงกับวันที่ 5 มิถุนายนของทุกปี ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือเป็นตัวแทนเพียงหนึ่งเดียวจากภาคเอกชนไทยที่ได้ร่วมมือกับ UNEP จัดงานสิ่งแวดล้อมโลกติดต่อกันมาเป็นปีที่ 7 ภายใต้ชื่องาน “เซ็นทรัล กรุ๊ป เลิฟ ดิ เอิร์ธ” โดยปีนี้มี 2 เป้าหมายหลัก คือ 1.ฟื้นฟูระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม และ 2.ป้องกันและหยุดยั้งการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ โดยคนรุ่นปัจจุบันเพื่อโลก และคนรุ่นถัดไป

“กลุ่มเซ็นทรัลมีโครงการเซ็นทรัล ทำเป็นเสาหลักสร้างความยั่งยืนของบริษัทในเครือ โดยเน้นสร้างผลลัพธ์เชิงบวกในด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการอนุรักษ์ระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ

โดยโครงการเด่น ๆ ที่กลุ่มเซ็นทรัลทำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและจะทำต่อเนื่องไปในอนาคต เช่น Say No to Plastic Bag เป็นโครงการที่ชวนลูกค้ามาร่วมมือกันลดขยะถุงพลาสติกจากการใช้ถุงประเภทครั้งเดียว นับเป็นการส่งเสริมให้ลูกค้าเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงจากรุ่นสู่รุ่นด้วย”

Advertisment

“นอกจากนั้น ยังมีการฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 50,000 ไร่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำ ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้บริษัทในเครือคัดเลือกสินค้าที่ส่งผลต่อความยั่งยืนมาจำหน่าย เช่น Ecoproducts สินค้าที่มีกระบวนการผลิตอย่างรับผิดชอบ และสินค้าเกษตรอินทรีย์ รวมทั้งเลือกยานพาหนะขนส่งที่ใช้พลังงานทางเลือก เช่น รถบรรทุก EV”

ชูความมั่นคงด้านอาหาร

“มากิโกะ ยาชิโระ” เจ้าหน้าที่โครงการ/ผู้ประสานงานระดับภูมิภาคโครงการจัดการระบบนิเวศ สำนักงานภูมิภาคของ UNEP ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่า ภัยแล้งรุนแรงจะทำให้ที่ดินกว่า 12 ล้านเฮกตาร์ บนโลกต้องสูญเสียภายในปี 2593 ซึ่งปัญหาดินเสื่อมโทรมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพวกเราทุกคน เช่น เรื่องความมั่นคงด้านอาหาร เพราะการสร้างอาหารขึ้นอยู่กับดินและระบบนิเวศที่แข็งแรง

“วันสิ่งแวดล้อมโลกเป็นโอกาสของพวกเราที่จะแสดงจุดยืนให้ชุมชนโลกเห็นว่าต้องร่วมมือกันเพื่อหลีกเลี่ยงจุดพลิกผันของธรรมชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่ของทุกคน ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ รายบุคคล และเยาวชน มาร่วมกันป้องกันและฟื้นฟูที่ดินให้โลกฟื้นตัวจากภัยแล้ง หยุดยั้งการเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ เพื่อป้องกันผืนดินแปรสภาพเป็นทะเลทราย

อันเป็นแนวทางที่ตรงกับคำขวัญวันสิ่งแวดล้อมโลกในปี 2024 นี้ สำหรับคนในชุมชนอาจจะเริ่มจากจุดง่าย ๆ เช่น ลดการสูญเสียอาหารในระดับครัวเรือน ลดขยะอาหาร หรือเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยเกษตรกรในท้องถิ่น หรือแบรนด์ที่จัดหาวัตถุดิบด้วยวิธีที่ยั่งยืน”

Advertisment

ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

“พลาย ภิรมย์” ผู้อำนวยการอาวุโส การจัดการสิ่งแวดล้อมและพลังงาน บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า Central Group Love the Earth ปีนี้ กลุ่มเซ็นทรัลดำเนินการจัดงานโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในรูปแบบ Carbon Neutral Event ผ่านการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเชิญชวนผู้ร่วมงานร่วมมือกันชดเชยคาร์บอนสุทธิให้เป็นศูนย์ แบบ Real-time ผ่าน Application CERO Carbon Wallet

รวมทั้งเชิญชวนนำขวดเปล่ามาแลกเครื่องดื่มจากบูทร้าน good goods ฟรีในงาน เพื่อนำขวดเข้าโครงการ “ขวดเปล่าไม่สูญเปล่า #4 ทำเพื่อน้องสู้ภัยหนาว”

“กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือมุ่งมั่นสร้างโลกสีเขียวที่ยั่งยืน ด้วยการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้กลับมาสมบูรณ์ โดยเชื่อว่าหากทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกัน จะช่วยส่งต่อโลกที่สวยงามและน่าอยู่สู่คนรุ่นถัดไปได้อย่างแน่นอน”

ป่าไม้แห่งอนาคต

“วรางคณา รัตนรัตน์” ผู้อำนวยการ รีคอฟแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นรากฐานสำคัญของระบบนิเวศที่สมบูรณ์ แต่การขยายตัวของพื้นที่เมือง การเพิ่มของจำนวนประชากร และการเติบโตของอุตสาหกรรม รวมถึงการจัดการที่ดินป่าที่ขาดประสิทธิภาพ ส่งผลต่อความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ

“ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่ความหลากหลายทางชีวภาพก็เสื่อมโทรมไปมาก ดังนั้น เราต้องร่วมกันสร้างป่าไม้แห่งอนาคต อยู่ร่วมกันได้ทั้งระบบนิเวศ-คน-เมือง บนฐานทรัพยากรที่ใช้ร่วมกัน ภาคธุรกิจจึงต้องมีกลไกที่สามารถทำงานร่วมกันกับชุมชนได้”

มุ่งสู่องค์กร Net Zero

“อนาวิน ตั้งพงศ์ไพบูลย์” ผู้บริหารสายงานกลยุทธ์และความยั่งยืน กลุ่มเซ็นทรัล ยกตัวอย่างการแก้ไข Climate Crisis และมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นองค์กร Net Zero ของบริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ว่า ทำผ่านกลยุทธ์ CRC “ReNEW” ที่ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยเน้นการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าในการขนส่งสินค้ากว่า 22 คัน การติดตั้งระบบทำความเย็นอนุรักษ์พลังงานในซูเปอร์มาร์เก็ต 777 สาขาทั่วประเทศ เป็นต้น

ทั้งนี้ ได้สนับสนุนการใช้บรรจุภัณฑ์ซ้ำ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไปแล้วกว่า 28% รวมถึงเลือกขายสินค้าของแบรนด์ส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งสินค้าแฟชั่นและบิวตี้ เช่น กางเกงยีนส์ แบรนด์ Wrangler คอลเล็กชั่น Pineapple ที่มีส่วนผสมของใยสับปะรด และใช้น้ำในการผลิตน้อยกว่าการผลิตผ้าชนิดอื่น

นอกจากนั้น CRC ให้ความสำคัญในการให้องค์ความรู้ด้าน ESG โดยร่วมกับคู่ค้ากว่า 135 ราย จัดโครงการอบรม Central Retail Logistics for SME and Sustainability Program ด้วยการจัดการขยะอาหารตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางของขยะ อีกทั้งยังบริจาคอาหารส่วนเกินให้แก่ผู้เปราะบาง และจำหน่าย Surprise Bags ในราคาประหยัด พร้อมกับแปรรูปอาหารส่วนเกินที่ไม่สามารถบริโภคได้เป็นผลิตภัณฑ์ขนมสำหรับสัตว์เลี้ยงและการนำขยะอาหารไปแปลงเป็นปุ๋ย

“ความมุ่งมั่นของ CRC ทำให้บริษัทได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกของดัชนีความยั่งยืน DJSI World และ Emerging Markets และอยู่ในระดับ Top 5% ในกลุ่ม Retailing จากการประกาศผล Sustainability Yearbook 2024 โดย S&P Global ซึ่งเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ของการเป็น Green & Sustainable Retail องค์กรค้าปลีกค้าส่ง”

พัฒนาพื้นที่เพื่อชีวิตยั่งยืน

“อุทัยวรรณ อนุชิตานุกูล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายบริหารความเป็นเลิศ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN กล่าวว่า CPN ได้รับคัดเลือกให้เป็นบริษัทชั้นนำในด้านความยั่งยืนอันดับ 1 ของโลก ในกลุ่มอุตสาหกรรมบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์

จากการประกาศผล Sustainability Yearbook 2024 โดย S&P Global จากการดำเนินธุรกิจด้วยกลยุทธ์หลักที่สำคัญ คือ การสร้าง Sustainable Ecosystem ที่แข็งแกร่งทั้ง Better People และ Better Planet ควบคู่กัน

“เรามุ่งที่จะพัฒนาพื้นที่การใช้ชีวิตที่ยั่งยืน ตั้งแต่การออกแบบและการก่อสร้าง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้าและน้ำ รวมทั้งการใช้พลังงานสะอาดด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา ปัจจุบันติดตั้งแล้วกว่า 80% ของจำนวนศูนย์การค้า ผลิตไฟฟ้าได้ 26,011 MWh เพิ่มขึ้น 188% จากปี 2019

นอกจากนี้ เราสร้างพื้นที่จอดรถจักรยาน ติดตั้ง EV Charging Station รวมกว่า 400 ช่องจอด ในศูนย์การค้า 40 แห่ง 19 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงการผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตร และผู้ประกอบการร้านค้า ให้ร่วมลดพลังงาน โดยปีแรกทำได้ 719 MWh และลดขยะฝังกลบได้กว่า 60 ตัน พร้อมสนับสนุนชุมชนดำเนินการตามหลัก Circular Concept ผ่านโครงการทำดี ก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนกลับสู่ชุมชน”

เดินทางสู่องค์กรความยั่งยืน

“ทัศน์ชัย พัฒนโกศัย” ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายบริหารความเสี่ยง กฎหมาย และความยั่งยืน บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL กล่าวว่า บริษัทบริหารการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีการใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม มุ่งเป้าไปสู่การเป็นองค์กรยั่งยืน

โดยเซ็นทาราเป็นกลุ่มโรงแรมแรกในไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน GSTC (Global Sustainable Tourism Council) ปัจจุบันมี 24 โรงแรมผ่านการรับรองแล้ว และตั้งเป้าภายในปี 2025 ทุกโรงแรมในเครือต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน GSTC

“พื้นที่สีเขียวทั้งหมดของโรงแรม และรีสอร์ตในเครือเซ็นทาราคิดเป็น 37% ของพื้นที่ทั้งหมด ซึ่งโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ นำร่องเป็นโรงแรมต้นแบบแห่งแรกของเครือเซ็นทารา ที่ทำฟาร์มผักออร์แกนิก โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่บริเวณชั้น 26 ของโรงแรมปลูกผักและสมุนไพรตามฤดูกาลหลากหลายชนิด ขณะที่โรงแรมในประเทศและต่างประเทศได้ร่วมกันปลูกต้นไม้รวม 1,009 ต้น

นอกจากนั้นยังมีโครงการฟื้นฟูระบบนิเวศแนวปะการังรอบโรงแรมตั้งแต่ปี 2557 ด้วยวิธีการย้ายปลูกปะการัง นำปะการังเขากวาง และปะการังดอกกะหล่ำแตกหักตามธรรมชาติหรือตกหล่นบนพื้นทรายผูกติดกับโครงสร้างเหล็กเส้น และนำตัวโครงเหล็กวางลงใต้น้ำบนพื้นทราย โดยทำกิจกรรมร่วมกับทั้งลูกค้า และพนักงานในทุก ๆ เดือน สำหรับในปี 2566 ที่ผ่านมา ได้ดำเนินการปลูกปะการังไปแล้วมากกว่า 1,000 กิ่ง”

กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัทในเครือเชื่อว่าหากทุกภาคส่วนร่วมแรงร่วมใจกัน จะช่วยส่งต่อโลกที่สวยงามและน่าอยู่สู่คนรุ่นถัดไปได้อย่างแน่นอน