โครงการทิสโก้ร่วมใจ 12 โมเดลต้นแบบส่งเสริมโอกาสด้านการศึกษาของกลุ่มธนาคารทิสโก้ ที่ใช้หลักในการ “ให้” แบบเดียวกับหลักการปล่อยสินเชื่อ โดยมีโรงเรียนขยายโอกาส “บ้านคลองสิบสาม” เป็นฐานการขับเคลื่อนหลักในการสร้างโอกาสแก่เด็ก และเยาวชนไทยในชนบทพื้นที่ตำบลเขาสามสิบ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว
เพื่อให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเพียงพอ จนเติบโตอย่างมีศักยภาพ และมีทักษะที่จำเป็นในการใช้ชีวิตบนโลกยุคใหม่ ตลอดจนสามารถต่อยอดสู่อาชีพแห่งอนาคต โดยไม่ต้องเดินทางไปทำงานในเมือง ทำให้ครอบครัวอยู่ได้ และชุมชนอยู่รอด

“ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธนาคารทิสโก้ กล่าวถึงที่มาของโครงการทิสโก้ร่วมใจว่า คืองานขับเคลื่อนโอกาสทางการศึกษาแก่เด็ก และเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลเมือง ที่ทิสโก้ร่วมกับพันธมิตร ลูกค้า ประชาชนทั่วไป และพนักงานจิตอาสา เพื่อช่วยกันเปลี่ยนอาคารสถานที่ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพของเด็ก ๆ ในชนบทที่ยังขาดแคลน
แต่ด้วยบริบททางด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ก้าวล้ำเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงาน และการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้น จึงกลายเป็นโจทย์ใหม่ของโครงการทิสโก้ร่วมใจ 12 ในการส่งเสริมทักษะที่จำเป็นแก่เด็ก และเยาวชนเหล่านี้ให้เชื่อมโยงกับโลกยุคใหม่
โครงการทิสโก้ร่วมใจ 12 จึงไม่เพียงส่งมอบอาคารเรียน ห้องเรียน โรงอาหาร และคุรุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานแข็งแรงปลอดภัยให้แก่เด็ก ๆ โรงเรียนบ้านคลองสิบสามเท่านั้น หากยังมอบห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน 40 เครื่อง มูลค่ารวมทั้งโครงการกว่า 11.9 ล้านบาท เพื่อปูพื้นฐานทักษะดิจิทัลสู่อาชีพที่ใช่ในอนาคตของเด็ก ๆ ด้วย

“เด็กเมืองอาจเข้าถึงโอกาสได้มากกว่าเด็กในชนบท แต่หากผู้ใหญ่อย่างเราร่วมแรงร่วมใจกันเข้าไปช่วยเหลือ ผมเชื่อว่าช่องว่างของโอกาสจะแคบลง ซึ่งการจะเข้าไปสนับสนุนด้านการศึกษาในโลกยุคใหม่ให้ครบถ้วนสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ
ผมมองว่าจะต้องประกอบด้วย 3 ware คือ hardware การมีอาคารเรียนที่แข็งแรงปลอดภัย, software หลักสูตรการเรียนที่ได้มาตรฐานและส่งเสริมทักษะที่จำเป็นต่อโลกอนาคต ซึ่งคือทักษะด้านดิจิทัล (digital skills) และสุดท้าย คือ humanware การมีบุคลากรที่มุ่งมั่นตั้งใจถ่ายทอดความรู้เพื่อสร้างเด็กรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสู่สังคม”
“ศักดิ์ชัย” กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการพิจารณาคัดเลือกทิสโก้ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับ “การปล่อยสินเชื่อ” โดยมีเจ้าหน้าที่สาขาลงสำรวจพื้นที่จริง เพื่อให้ทราบข้อมูลในเชิงลึก ทั้งด้านสภาพอาคารสถานที่ วิสัยทัศน์ของผู้บริหารโรงเรียน ครู รวมไปถึงการร่วมแรงร่วมใจระหว่างโรงเรียนกับชุมชนโดยรอบ
เพื่อให้สถานที่แห่งนี้ไม่เพียงเป็นแหล่งบ่มเพาะความรู้ และพัฒนาศักยภาพให้เด็ก ๆ เติบใหญ่อย่างมีคุณภาพ แต่ยังเป็นแหล่งรวมใจเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนไปพร้อมกันด้วย นับเป็นการกระจายโอกาสสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “ธุรกิจสร้างคุณค่า วัฒนาสู่สังคม”

“การปล่อยสินเชื่อโดยทั่วไป เราต้องศึกษาผู้คน ต้องดูว่าเขาจะนำเงินไปทำอะไร วงเงินกู้เหมาะสมหรือเปล่า ต้องแน่ใจว่าเขาสามารถคืนเงินต้น และดอกเบี้ยได้ สำหรับโรงเรียน เราต้องดูว่าบุคลากรที่นั่นเป็นอย่างไร มีความมุ่งมั่นพัฒนาหรือให้ความสำคัญกับเด็กมากแค่ไหน ได้รับการสนับสนุนจากชุมชนได้ดีหรือเปล่า
ต้องดูจนมั่นใจว่าโรงเรียนขยายโอกาสแห่งนี้จะไม่ถูกยุบ มีเด็กนักเรียนมาเรียนเพิ่มเติม อย่างน้อยก็ไม่ลดลง เพราะอีกด้านทิสโก้มีธุรกิจไมโครไฟแนนซ์ที่ใกล้ชิดกับชุมชน ทั้งยังมีโครงการและกิจกรรมที่ส่งเสริมความรู้ทางการเงินแก่เด็ก เยาวชน ชาวบ้าน และลูกค้า”
“ซึ่งโรงเรียนภายใต้โครงการทิสโก้ร่วมใจก็เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้คนเหล่านี้ เรามองที่ social impact จะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์กับคนในพื้นที่มากที่สุด และครบวงจรที่สุด ถ้าเราเพิ่มศักยภาพให้เด็ก และคนในชุมชนได้ เขาจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราอาจจะมีนักเขียนโปรแกรม มี influencer ตัวน้อย เปิดเพจขายสินค้า OTOP หรือมีอาชีพใหม่ ๆ เกิดขึ้นโดยไม่ต้องเดินทางไปทำงานในเมือง”
“ประกอบ ถามั่งมี” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองสิบสาม กล่าวเสริมว่า โรงเรียนบ้านคลองสิบสาม เป็นโรงเรียนขยายโอกาสขนาดกลาง เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีจำนวนครูและบุคลากร 22 คน นักเรียน 403 คน เป็นโรงเรียนที่อยู่คู่ชุมชนมายาวนานกว่า 50 ปี
โดยหลักสูตรการเรียนการสอนยึดตามแกนกลางของการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่นำมาพัฒนาปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของนักเรียนและความเป็นอยู่ของชุมชน โดยมุ่งผลสำเร็จของผู้เรียนเป็นที่ตั้ง
โรงเรียนบ้านคลองสิบสาม ครอบคลุมชุมชนใน 4 หมู่บ้าน โดยชาวบ้านส่วนใหญ่ทำอาชีพเกษตรกรรม คือ ทำนา ทำสวน และทำฟาร์มโคนมขนาดเล็ก และมากกว่า 70% มีฐานะยากจน ซึ่งหากมองด้านผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ แม้คะแนนเฉลี่ยจะอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ต้องยอมรับว่าโดยรวมยังเทียบกับโรงเรียนในเมืองไม่ได้ จากหลากหลายปัจจัยทั้งด้านสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ที่ต้องช่วยครอบครัวทำมาหาเลี้ยงชีพ
จึงเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องเติมเต็มทักษะที่จำเป็นในด้านต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนและบริบทของการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อไม่ให้เขาหลุดกรอบ ไม่ว่าจะเป็นทักษะของการแก้ไขปัญหา ภาษาอังกฤษ เทคโนโลยี และวิชาชีพ
“เราให้ความสำคัญกับนโยบาย 3 ต้อง คือ 1.ต้องอ่านคล่อง เขียนคล่อง และคิดคำนวณได้ 2.ต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี และ 3.คือไอซีทีต้องเหนือชั้น เพื่อให้ครอบคลุมทั้งเรื่องวิชาการและการเรียนรู้ ซึ่งผลสัมฤทธิ์เป็นที่น่าพอใจ
ยกตัวอย่าง ภาษาอังกฤษ ที่โรงเรียนและผู้ปกครองเห็นตรงกันว่าจำเป็น ตลอดช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา เราเลยว่าจ้างครูต่างชาติเข้ามาสอนและพูดคุยกับเด็ก ๆ รวมถึงเปิดอบรมทักษะภาษาอังกฤษให้กับครูในโรงเรียนใกล้เคียง”
ส่วนนโยบายด้านกิจกรรม คือ 1 นักเรียน 1 กีฬา 1 ดนตรี และ 1 ทักษะอาชีพ โดยทุกบ่ายวันพุธจะเป็นชั่วโมงลดเวลาเรียนเพิ่มเวลาเล่น เพื่อให้เด็ก ๆ เข้าร่วมชมรมตามความสนใจ เช่น ชมรมฟุตบอล ชมรมดนตรี ชมรมกระถางปูน หรือการพาเด็กออกไปเรียนรู้การทำฟาร์มกับชาวบ้าน เป็นต้น
ผลที่ได้คือเราสามารถดึงความสนใจใฝ่รู้ของเขากลับมาได้ เห็นความทุ่มเทเดินตามความฝัน มีเด็กหลายคนติดลีกทีมฟุตบอลเยาวชนดัง ส่วนผู้ปกครองก็ให้การสนับสนุนในทุกด้านอย่างเต็มที่
นอกจากนั้น โครงการทิสโก้ร่วมใจยังเป็นหนึ่งแนวทางการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนของกลุ่มธนาคารทิสโก้ เพื่อร่วมสนับสนุนส่งเสริมทั้งในด้านการศึกษาและสาธารณสุข โดยการจัดสร้างและปรับปรุงอาคารสถานที่ให้แก่โรงเรียนและโรงพยาบาลที่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยที่กลุ่มธนาคารทิสโก้เป็นผู้สนับสนุนหลัก ดำเนินโครงการร่วมกับคู่ค้า ลูกค้า พนักงาน และประชาชนทั่วไป
รวมถึงได้รับการสนับสนุนด้านวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างจากพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน), บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท เทคโนโลยี ซิสเต็มส์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (TSD) มาอย่างต่อเนื่อง รวมมูลค่าทั้ง 12 โครงการอยู่ที่มากกว่า 100 ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็อยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการทิสโก้ร่วมใจ 13 ที่โรงเรียนโนนสะเดา ตำบลบ้านนา อำเภอวชิรบารมี จังหวัดพิจิตร ทั้งนี้ นักเรียนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนยังมีโอกาสขอทุนการศึกษาต่อเนื่องกับมูลนิธิทิสโก้เพื่อการกุศลอีกด้วย