เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ลุ่มเจ้าพระยาน้ำลดลง เชื่อ 4 จว.ท้ายน้ำ ไม่กระทบมาก ‘กทม.’ ยื่นเยียวยาแล้ว 3.5 หมื่นราย 
Politics ลุ่มเจ้าพระยาน้ำลดลง เชื่อ 4 จว.ท้ายน้ำ ไม่กระทบมาก ‘กทม.’ ยื่นเยียวยาแล้ว 3.5 หมื่นราย 
อุตสาหกรรมไม้ยางพาราชะงัก วัตถุดิบลด โรงงานแปรรูปใต้จ่อย้ายฐาน
Economic อุตสาหกรรมไม้ยางพาราชะงัก วัตถุดิบลด โรงงานแปรรูปใต้จ่อย้ายฐาน
ย้อนตำนาน 5 ทศวรรษ ‘สวนน้ำ-สวนสนุก’ เมืองไทย เมื่อธุรกิจถึงจุดเปลี่ยน
Business ย้อนตำนาน 5 ทศวรรษ ‘สวนน้ำ-สวนสนุก’ เมืองไทย เมื่อธุรกิจถึงจุดเปลี่ยน
‘ชัชชาติ’ ลุยแก้ปัญหาหมู่บ้านจมน้ำ ระดม ‘เรือลุงถั่ว’ ระบายน้ำคลองประเวศ เร่งฟื้นฟูคลองจั่น-บึงกุ่ม
News ‘ชัชชาติ’ ลุยแก้ปัญหาหมู่บ้านจมน้ำ ระดม ‘เรือลุงถั่ว’ ระบายน้ำคลองประเวศ เร่งฟื้นฟูคลองจั่น-บึงกุ่ม
หายนะ แมนฯ ซิตี้
คุยกับเอกราช หายนะ แมนฯ ซิตี้
แก้ปัญหาไตรมาส 4
Columns แก้ปัญหาไตรมาส 4
ศุภจี เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME ปี 70 เป็น 5.8 พันล้าน วางเป้าเพิ่มศักยภาพ 4.1 หมื่นราย
Economic ศุภจี เคาะแผนเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ SME ปี 70 เป็น 5.8 พันล้าน วางเป้าเพิ่มศักยภาพ 4.1 หมื่นราย
รัฐบาล ชี้เล็งแก้ กม.ปรับใช้ ‘ภาษีบาป’ มุ่งให้เงินเข้าสู่คลัง ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
Politics รัฐบาล ชี้เล็งแก้ กม.ปรับใช้ ‘ภาษีบาป’ มุ่งให้เงินเข้าสู่คลัง ยันไม่ยุบ 4 องค์กร
เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
Finance เปิดมุมคิด ผู้นำธุรกิจไทย บริหารธุรกิจครอบครัวแบบ “มืออาชีพ”
ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,750 บาท
ดูทั้งหมด

50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ ฯ ก้าวผ่านทุกวิกฤต เติบโตสู่ทศวรรษที่ 6

26 ธ.ค. 2567 | 10:56น.

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กำลังจะครบรอบ 50 ปีของการดำเนินงาน ในวันที่ 30 เมษายน 2568 ในช่วงเวลา 5 ทศวรรษ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ผ่านช่วงวิกฤตสำคัญ ๆ มากมาย ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เหตุการณ์ 9-11 และวิกฤตศรัทธาที่กดดันให้ตลาดหุ้นไทยซบเซา

งานเสวนาครั้งหนึ่งในตลาดหลักทรัพย์ฯ ตอน “50 ปี ตลาดหลักทรัพย์ฯ กับความท้าทายในยุคสมัย” จัดโดยพิพิธภัณฑ์เรียนรู้การลงทุน INVESTORY เมื่อวันที่ 19 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้เชิญสองวิทยากรบุคคลสำคัญในตลาดทุนไทยอย่าง “คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง” กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คนที่ 9 (ช่วงปี 2544-2549) และ “คุณสุเทพ พีตกานนท์” อดีตนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทยและประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทยคนที่ 1 (ช่วงปี 2547-2549) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวความท้าทาย ทั้งแนวคิด        กลยุทธ์การนำพาตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านช่วงภาวะวิกฤต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดทุนไทย รวมไปถึงมุมมองการเติบโตของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอนาคต

รับมือวิกฤต เหตุการณ์ช็อกโลก 9-11

“กิตติรัตน์” เล่าย้อนว่า เข้ามารับตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ วันที่ 10 กันยายน 2544 ซึ่งช่วงนั้นวิเคราะห์ภาพเศรษฐกิจไทยแล้วกำลังเริ่มจะดีขึ้น หลังผ่านวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และตลาดหุ้นต้องปรับตัวขึ้นแน่ แต่ในวันรุ่งขึ้นเกิดเหตุการณ์ช็อกโลก 9-11 (เครื่องบิน 2 ลำพุ่งชนตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในนิวยอร์ก) ดัชนีหุ้นทั่วโลกร่วงหนัก ดัชนีหุ้นไทยตอนนั้นประมาณ 240 จุด ตกฮวบลงไปต่ำกว่า 200 จุด และนำมาซึ่งการปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันต่อมา ซึ่งเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และก็ไม่อยากให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเช่นนั้นอีก

ซึ่งการปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้ทำโดยพลการ มีการปรึกษาหารือกับบริษัทสมาชิก (โบรกเกอร์) สมาพันธ์ตลาดหลักทรัพย์เอเชีย 15 แห่ง และทุกคนตัดสินใจว่าเราจะปิด แต่ปัญหาคือการปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องคุยกับคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ (บอร์ด ตลท.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (บอร์ด ก.ล.ต.) ซึ่งปรากฎว่ามีเพียง 2 แห่งคือ ไทย และ ไต้หวันที่ดำเนินการปิดตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ทันการณ์
ตอนนั้นคุณสุเทพ พีตกานนท์ เป็นบุคคลสำคัญของวงการโบรกเกอร์แล้ว ได้ร่วมมือช่วยกันสื่อสารทำความเข้าใจกับผู้ลงทุนได้อย่างรวดเร็ว “สุเทพ” เล่าเสริมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนั้น นักลงทุนกังวลใจมาก หน้าที่ของเราและผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholder) ในตลาดทุน ทั้งผู้ประกอบธุรกิจ ตลาดหลักทรัพย์ฯ สำนักงาน ก.ล.ต. ต้องอธิบายเหตุผลและวิเคราะห์สถานการณ์ว่าจะส่งผลกระทบอย่างไร เพื่อไม่ทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกจนเกินไป

ยุคแห่งการพัฒนาโครงสร้างตลาดทุน

 “กิตติรัตน์” กล่าวต่อว่า จริง ๆ ก่อนปี 2544 ตนเป็นกรรมการอยู่ในบอร์ดตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว และช่วงวันแรก ๆ ที่เริ่มเข้ามาทำงานในตำแหน่งกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ได้เรียนเชิญ 3 อดีตกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ 1. อาจารย์ศุกรีย์ แก้วเจริญ (กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนแรก) 2. ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ (กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 5) และ 3. อาจารย์เสรี จินตนเสรี (กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 6) มาร่วมพูดคุยกันและได้สอบถามท่านว่า มีภารกิจใดที่คิดว่าควรจะทำ และถ้าท่านมีโอกาสจะทำอีก จะทำให้สำเร็จ อาจารย์ศุกรีย์ก็บอกว่า “ตั้งตลาดอนุพันธ์” เพราะเราไม่ได้ตั้งตลาดรองมาเพื่อซื้อขายหุ้นเท่านั้น

ส่วน ดร.มารวย บอกว่า ต้องมุ่งมั่นให้ความรู้ผู้ลงทุนอย่างเต็มที่ ในทุกวิถีทางที่ทำได้ ซึ่งช่วงอยู่ที่อาคารสินธร เรามีห้องสมุดตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว และค่อนข้างล้ำสมัย และอาจารย์เสรี ก็บอกว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” เพราะฉะนั้นอะไรที่ทำให้ประเทศไทยได้ต้องทำไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม กีฬา ศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นประโยชน์

และในปี 2547 ก็ได้จัดตั้งตลาดอนุพันธ์ เปิดดำเนินการซื้อขายปี 2549 ขณะเดียวกัน เราเห็นตลาดหุ้นในเอเชีย เขามีช่องทีวีให้ความรู้ผู้ลงทุน มีการสัมภาษณ์ผู้บริหาร ผู้ลงทุน และสื่อสารเหตุการณ์ทันด่วน จึงจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ Money Channel ขึ้นมาช่วงปี 2547 เพื่อเป็นสถานีเพื่อการลงทุน  ”ผมยึดหลัก 3 ประการ ที่ท่านประธานบอร์ดชวลิต ธนะชานันท์ (ประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ คนที่ 11) ในสมัยนั้น ได้ให้แนวทางไว้คือ เรียนรู้จากอดีต เรียนรู้จากคนอื่น และมองโอกาสจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่” กิตติรัตน์ กล่าว

ธุรกิจสอดประสานมุ่งให้ความรู้ผู้ลงทุน
“สุเทพ” กล่าวต่อว่า ในเวลานั้นการสื่อสารของตลาดหลักทรัพย์ฯ กับโบรกเกอร์ ดำเนินไปโดยมีวัตถุประสงค์เดียวกัน ในการให้ความรู้เรื่องการลงทุน ซึ่งบริษัทสมาชิกให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ และทุกบริษัทตั้งใจพัฒนาเรื่องข้อมูลบทวิเคราะห์ รวมไปถึงพัฒนาเว็บไซต์เพื่อเข้าถึงนักลงทุนได้อย่างกว้างขวาง

“สิ่งสำคัญที่สุด เราพยายามให้ความรู้ทางการเงินในเรื่องการวางแผนวัยเกษียณ ซึ่งมองเป็นเรื่องสำคัญระดับชาติ ที่ประชาชนจะต้องมีความรู้ในการวางแผนการลงทุนเพื่อวัยเกษียณตั้งแต่เนิ่น ๆ ผมคิดว่าวันนี้หน่วยงานต่าง ๆ ไม่หยุดนิ่ง ยังคงเดินหน้าให้ความรู้ทางการเงินและการลงทุนอย่างต่อเนื่อง”

นักลงทุนคาดหวังสูงขึ้นคือความ “ท้าทาย” ตลาดหลักทรัพย์ฯ

“กิตติรัตน์” กล่าวต่อไปว่า มาจนถึงวันนี้ “ความท้าทาย” ของตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ที่นักลงทุนมีความคาดหวังสูงขึ้น จึงทำให้การที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะส่งมอบการปฏิบัติจริงให้ชนะความคาดหวังของนักลงทุนยากขึ้นตามไปด้วย

สมัยก่อนเวลาส่งคำสั่งซื้อขายทางโทรศัพท์ จะเร็วและแม่น แต่เป็นบริบทซื้อขายด้วยมือ และภายหลังมีการเปลี่ยนเป็นระบบซื้อขายด้วยคอมพิวเตอร์ (ยุคสมัย ดร.มารวย) ช่วงนั้นกำลังในการรับคำสั่งซื้อขายมีจำกัด ตอนที่กำลังไปโรดโชว์นักลงทุนที่ลอนดอน ได้รับแจ้งว่าตลาดหุ้นบูมมาก การซื้อขายพุ่งขึ้นไป 4-5 หมื่นล้านบาทต่อวัน หลายคนดีใจ แต่ผมใจหาย เพราะผมรู้ว่ากำลังการรับคำสั่งซื้อขายทำได้กี่รายการ และถ้าถึงขีดสูงสุดระบบจะหยุดทำงาน

เวลานั้นจึงรีบประสานกับคุณสุเทพ ให้เร่งประสานกับบริษัทสมาชิกว่า ออเดอร์ยิบย่อยมีปัญหากับระบบ จึงต้องให้ข้อมูลกับผู้ลงทุนและเจ้าหน้าที่การตลาด ในการให้คำแนะนำว่าทำอย่างไรถึงจะสอดคล้องกับข้อจำกัดที่เรามี และเร่งพัฒนาระบบให้สามารถรองรับคำสั่งซื้อขายในจำนวนที่มากขึ้นได้

ดังนั้น ความคาดหวังที่สูงขึ้น และความรวดเร็วที่ต้องมี แต่ต้องเร็วแบบเป็นธรรม แม่นยำ การที่บอกว่าทำได้ 99.99% บางทีไม่พอ เพราะผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากส่วนที่เป็น 0.01% ก็ไม่ควรที่จะต้องได้รับความเดือดร้อน ดังนั้น ความคาดหวังที่มากขึ้นจึงเป็นโจทย์ในยุคสมัยนี้

นอกจากนั้น ต้องดูไม่ให้เกิดการซื้อขายที่มีความผิดปกติ (ใช้ข้อมูลภายใน สร้างราคา) เมื่อก่อนใช้เวลาจัดการทันใจคน เดี๋ยวนี้ถ้าเราใช้เวลาเท่า ๆ กัน หรือน้อยลงกว่าช่วงนั้นไปบ้างมันไม่ทันใจคน เพราะเขาสงสัยว่าระหว่างที่ยังดำเนินการไม่เสร็จ คุณกำลังทำอะไรอยู่ ก็ต้องอธิบายให้เต็มที่และสุดความสามารถ

คำเดียวคือ “ความมั่นใจ”

อดีตกรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า เรื่องธรรมาภิบาลสำคัญมาก 5 สิ่งที่ทุกองค์กรต้องมีคือ 1. มุ่งมั่น 2. ซื่อตรง 3. โปร่งใส 4. คำนึงถึงความเสี่ยง และ 5. ใส่ใจอธิบาย หลักการนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ และทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องในตลาดทุน

“สิ่งที่ผมคาดหวังต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ เราไม่อยากเป็นตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดีขึ้น  ไม่อยากเป็นตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดีกว่า แต่ต้องการเป็นตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดี  เพราะการจะเป็นตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ดี หมายความว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องคาดหวังอะไร  เราจะทำให้ออกมาดีตามที่เขาคาดหวัง หรือดีกว่าที่คาดหวัง   เพราะงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการผูกโยงเครือข่ายเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่รวมแล้ววิ่งไปสู่คำเดียวคือ “ความมั่นใจ”  แล้วภารกิจเราจะสำเร็จ”  กิตติรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย