เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.73 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (30 ต.ค. 69) เปิดตลาด 33.73 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ค้าปลีกญี่ปุ่นลุ้น Tax Refund หนุนดีมานด์นักช็อปต่างชาติพุ่ง
Business ค้าปลีกญี่ปุ่นลุ้น Tax Refund หนุนดีมานด์นักช็อปต่างชาติพุ่ง
นำเข้ากันยายนพุ่ง 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์
Economic นำเข้ากันยายนพุ่ง 50.4% สูงสุดเป็นประวัติการณ์
เตรียมพร้อมพลังงานสำรอง-ความมั่นคงอาหาร รับสงครามสหรัฐ-อิหร่านปะทุ
Politics เตรียมพร้อมพลังงานสำรอง-ความมั่นคงอาหาร รับสงครามสหรัฐ-อิหร่านปะทุ
‘เอทิฮัด’ บูมบินตรงกรุงเทพฯ ชู A380 เพิ่มตัวเลือกพรีเมี่ยม
Business ‘เอทิฮัด’ บูมบินตรงกรุงเทพฯ ชู A380 เพิ่มตัวเลือกพรีเมี่ยม
ราคาน้ำมันวันนี้ (30 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Uncategorized ราคาน้ำมันวันนี้ (30 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 4.3% อยู่ที่ 77,734 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (30 ต.ค. 69) ปรับลง 4.3% อยู่ที่ 77,734 เหรียญสหรัฐ
ทุ่ม 4.5 หมื่นล้านบูม ‘หาดใหญ่’ เวนคืน-ก่อสร้าง ‘วงแหวนรอบเมือง’
Real Estate ทุ่ม 4.5 หมื่นล้านบูม ‘หาดใหญ่’ เวนคืน-ก่อสร้าง ‘วงแหวนรอบเมือง’
กดปุ่ม gamescom asia 2026 ตั้งเป้าดันผู้สร้างเกมไทย ระดมทุนทะลุ 1.2พันล้านบาท
Tech กดปุ่ม gamescom asia 2026 ตั้งเป้าดันผู้สร้างเกมไทย ระดมทุนทะลุ 1.2พันล้านบาท
ธปท. จ่อออกประกาศคุมซื้อทองเงินสด 10 ล้าน เล็งสกัดเงินเทาซื้อวิลล่าหรู
Finance ธปท. จ่อออกประกาศคุมซื้อทองเงินสด 10 ล้าน เล็งสกัดเงินเทาซื้อวิลล่าหรู
ดูทั้งหมด

จากมื้ออาหารสู่การรักษ์โลก: ความมั่นคงทางอาหารจากสองมือและหนึ่งจานของทุกคน

15 ต.ค. 2568 | 19:19น.

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงทั่วโลก ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ จากปัจจัยทั้งสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนในเขตร้อนชื้น และความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติที่ยังมีไม่มาก จึงทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะยังไม่มีภัยพิบัติจากธรรมชาติครั้งใหญ่ แต่ประเทศไทยก็ยังประสบกับความร้อนสูง ภูมิอากาศแปรปรวน ฝุ่น PM 2.5 น้ำท่วม โรคและแมลงศัตรูพืช ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ผลผลิตทางการเกษตร และลุกลามสู่วิถีชีวิตของผู้คนโดยไม่รู้ตัว

นอกเหนือจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้น คืออุตสาหกรรมต่างๆ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และย้อนกลับมาทำลายวิถีชีวิตมนุษย์ หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมปศุสัตว์ขนาดใหญ่
“โปรตีนจากพืช” วิถีดั้งเดิมเพื่อรับมือโลกร้อน

เมื่อกล่าวถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คนทั่วไปมักจะนึกถึงปัจจัยอย่างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น พลังงานฟอสซิล ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ประมาณ 70% ในสัดส่วนของโลก ขณะที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเป็นอันดับที่ 20 ของโลก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เรามักจะมองข้ามไป คือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้เกิดจากสัดส่วนของภาคพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีระบบเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะการปลูกพืชเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมปศุสัตว์ซึ่งอาจเรียกได้ว่าสัดส่วนใหญ่ของการผลิตอาหารมักจะเป็นการปลูกพืชเพื่อให้เป็นอาหารสัตว์ และเราก็บริโภคเนื้อสัตว์เหล่านั้นอีกทอดหนึ่ง โดยไม่เพียงแต่จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น การปลูกพืชเพื่อเลี้ยงสัตว์ยังใช้ทั้งพื้นที่และทรัพยากรมากมายตลอดห่วงโซ่การผลิต

กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และ Thai Climate Justice for all กล่าวว่า 1 ใน 3 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาจากระบบอาหาร และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในส่วนที่มาจากอาหารมาจากการผลิตโปรตีนสัตว์ ก็ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก

“ถ้าเราเจาะไปที่ภาคเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นอาหารที่เราบริโภคกัน กระบวนการผลิตเนื้อสัตว์เชิงอุตสาหกรรมปล่อยทางอาหารก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อย 15% ของทั้งโลก และไม่ใช่แค่การเกิดก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น พื้นที่ป่าส่วนมากของโลกสูญเสียไปเพราะอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ เราเสียน้ำไปเยอะ เราต้องเปลี่ยนผืนดินที่มีระบบนิเวศ มีความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งไม่ใช่แค่ระบบนิเวศอย่างเดียว ยังรวมถึงเศรษฐกิจของเกษตรกร และสุขภาพของผู้บริโภคด้วย ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่โยงเป็นลูกโซ่”

นอกจากนี้ กฤษฎายังกล่าวอีกว่า อีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของคนไทย นั่นคือ PM 2.5 ซึ่งตัวการหนึ่งคือการเผาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ท่ามกลางภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง แนวทางหนึ่งที่กฤษฎามองว่าจะช่วยชะลอผลกระทบต่างๆ และอาจนำไปสู่การฟื้นฟูโลกได้ คือการย้อนกลับไปสู่วิถีดั้งเดิมของมนุษย์ อย่างการบริโภคโปรตีนจากพืช หรือแพลนต์เบสโปรตีน (Plant-based protein)

“ถ้าเป็นโปรตีนจากพืช พืชใช้ที่ดินน้อยกว่ามาก เพราะไม่ต้องปลูกหลายขั้นใช่ไหมครับ ปลูกถั่วเราก็ได้กินถั่ว ปลูกพืชผักเราก็ได้กินผัก ไม่ต้องเอาถั่วหรือพืชผักไปให้หมูให้ไก่กินอีกที ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรอีกเยอะ”

“จะเห็นได้ว่า นอกจากลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เรายังประหยัดพื้นที่ในการปลูกพืชได้เยอะมาก มีที่ให้เกษตรกร ให้ประชาชนมีที่ทำกินได้มากขึ้น จะประหยัดได้ขนาดไหนครับ เท่ากับจังหวัดนครราชสีมาทั้งจังหวัด ให้ประชาชนได้มีพื้นที่ให้กับความมั่นคงทางอาหาร ที่ดินทำกิน และมีการปรับตัวกับภูมิอากาศได้อย่างมั่นคง”

นอกจากนี้ ในระดับโลกยังมีความสนใจโปรตีนจากพืชมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ซึ่งกฤษฎาได้ยกตัวอย่างว่า

“ลอสแองเจลิส นิวยอร์ก มีนโยบายจัดซื้ออาหารพืชเพื่อลดคาร์บอน ภาคประชาสังคมในอังกฤษก็รณรงค์เปิดสภาท้องถิ่นผลักดันนโยบายเรื่องแพลนต์เบส เยอรมนี ฝรั่งเศส ก็มีนโยบายที่ชัดเจน” กฤษฎากล่าว

“เกษตรยั่งยืน” แนวทางเปลี่ยนผ่านสู่โปรตีนจากพืช

ขณะที่กฤษฎามองการเปลี่ยนผ่านจากโปรตีนจากเนื้อสัตว์สู่โปรตีนจากพืชเป็นหนึ่งแนวทางในการรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ พลูเพ็ชร สีเหลืองอ่อน ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จ.ฉะเชิงเทรา มองว่าโปรตีนจากพืชยังเป็นทางออกสำหรับปัญหาด้านเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย เนื่องจากในอดีต ระบบการผลิตขนาดใหญ่บีบให้เกษตรกรต้องพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เทคโนโลยีการเกษตร เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมาก ทว่าสิ่งที่ตามมาคือต้นทุนที่สูง และนำไปสู่ภาระหนี้สิน ตามด้วยการสูญเสียที่ดินทำกิน

“ก่อนหน้านี้เราลงทุนสูง ขายได้ราคาต่ำ แล้วก็ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นต้นทุนทั้งหมด แต่พอเราหันมาปรับวิถีเกษตรกรรมทางเลือกหรือเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจครัวเรือนและระบบนิเวศ ระบบเกษตรแบบยั่งยืน และฟื้นฟูสุขภาพด้วย อันนี้พิสูจน์ด้วยวิถีการปรับเปลี่ยนของเกษตรกรเอง”

ในฐานะเกษตรกรที่ทำการเกษตรบนวิถีแห่งความยั่งยืน พลูเพ็ชรมองว่าระบบเกษตรยั่งยืนความสอดคล้องกับแนวทางการเปลี่ยนผ่านโปรตีน เพราะไม่เพียงแต่การหันมาปลูกพืชโปรตีน เช่น พืชตระกูลถั่ว เพื่อบริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นวิถีการเกษตรที่ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย

“ระบบการผลิตแบบนี้จะมีความยืดหยุ่น คือเกษตรกรกังวลมากเกี่ยวกับการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ถ้าเราทำเกษตรยั่งยืนในระบบที่ฟื้นฟูระบบนิเวศ ปลูกพืชผักหลากหลาย เลี้ยงสัตว์ในระบบ และอาศัยลักษณะธรรมชาติดั้งเดิมเป็นตัวตั้งในการผลิต ก็จะทำให้เกิดความยืดหยุ่น สามารถลดความเสี่ยงในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อม จะเกิดน้ำท่วม ฝนแล้ง อะไรก็ตาม ถ้ามีความหลากหลายหรือสอดคล้องกับระบบนิเวศ มันก็จะได้รับผลกระทบน้อยลง”

นอกจากนี้ พลูเพ็ชรยังเสริมอีกว่า ระบบเกษตรยั่งยืนเป็นการปลูกพืชที่อาศัยระบบนิเวศดั้งเดิม ซึ่งเป็นการปลูกพืชครั้งเดียวแต่ให้ผลผลิตนาน การดูแลไม่ยุ่งยาก ทำให้ประหยัดต้นทุนและแรงงาน ในขณะที่การปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ในระบบอุตสาหกรรมต้องอาศัยต้นทุนในการผลิตมากกว่าและบ่อยครั้งกว่า อีกทั้งยังไม่ต้องใช้วิธีการเผา จึงไม่ก่อให้เกิดมลพิษ

“สรุปได้ว่า ถ้าเราจะพูดถึงสมดุลโปรตีน นั่นหมายความว่ามันเป็นเรื่องเดียวกับสมดุลสิ่งแวดล้อม คือหันมาให้ความสำคัญกับการบริโภคที่หลากหลาย ตอนหลังเราก็เริ่มรณรงค์ให้กินพืชผักให้มากขึ้น กินเนื้อสัตว์ให้น้อยลงในจานข้าว อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านโปรตีนจำเป็นต้องอาศัยพลังของผู้บริโภคในการขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” พลูเพ็ชรกล่าว

บริโภคโปรตีนจากพืชอย่างไรให้ดีต่อร่างกายและดีต่อโลก

แต่ไหนแต่ไรมา เมื่อพูดถึงการบริโภคโปรตีน เรามักจะถูกปลูกฝังว่าโปรตีนจากเนื้อสัตว์เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพดี ทั้งยังเต็มไปด้วยธาตุเหล็ก และยังเป็นโปรตีนที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้มากถึง 90 – 100% ขณะที่โปรตีนจากพืชมักจะถูกมองว่าเป็นโปรตีนที่ร่างกายดูดซึมได้ไม่ดีเท่าเนื้อสัตว์ รวมทั้งหลายคนยังมีทัศนคติที่ว่าการบริโภคเนื้อสัตว์นั้นคุ้มค่ากว่าบริโภคพืชผัก จึงทำให้โปรตีนจากพืชไม่ได้รับความนิยมมากนัก

สมิทธิ โชติศรีลือชา นักกำหนดอาหารวิชาชีพ สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในระยะหลังมีการศึกษาจำนวนมากที่ค้นพบว่าว่าการบริโภคโปรตีนจากสัตว์มากเกินไป ทั้งกลุ่มของเนื้อสัตว์แปรรูปและเนื้อแดง เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคเบาหวาน อีกทั้งอุตสาหกรรมปศุสัตว์ยังเป็นสาเหตุหนึ่งของการก่อมลพิษ ดังนั้น ปัจจุบันจึงมีคำแนะนำในการจัดอาหารให้เพียงพอต่อความต้องการของแต่ละคน โดยที่ได้จุดคุ้มทุนทางสิ่งแวดล้อม กล่าวคือ เป็นการจัดอาหารที่คำนวณให้คนเราได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ขณะเดียวกันก็ลดการใช้สารเคมีในการเกษตรหรือปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ด้วย ข้อแนะนำดังกล่าวนี้เรียกว่า Planetary Diet for Earth and Health โดยกลุ่มการศึกษาชื่อ Eat Lancet

“หลักการของ Planetary Health Diet ก็คือกินอาหารที่หลากหลาย ทุกคนคงเคยได้ยินเลข 2:1:1 ผัก 2 ส่วน ข้าว 1 ส่วน เนื้อสัตว์ 1 ส่วน อันนี้คือจานสุขภาพดี แต่ Eat Lancet เขาพัฒนาไปมากกว่านั้น ก็คือว่า ในผักครึ่งจานควรจะเป็นผักที่หลากหลาย และควรจะเป็นผักท้องถิ่น อีกหนึ่งส่วนเป็นธัญพืช ก็เน้นความหลากหลายของท้องถิ่น ซึ่งประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้มากนัก เพราะว่าเรามีแหล่งธัญพืชค่อนข้างมาก”

“แต่ปัญหาต่อมาคือแหล่งของโปรตีน ใน Eat Lancet บอกว่าควรกินโปรตีนจากสัตว์ต่อโปรตีนจากพืชอยู่ที่ประมาณ 50:50 คือโปรตีนจากสัตว์ 50% โปรตีนจากพืช 50% หรือขยับเพิ่มขึ้นไปจนถึงโปรตีนจากสัตว์เพียง 40% และโปรตีนจากพืช 60% ได้ อันนี้เป็นตัวเลขการคำนวณความต้องการโปรตีนที่ช่วยให้ทุกท่านได้โปรตีนที่เพียงพอต่อสุขภาพ ไม่ทำให้เกิดภาวะขาดสารอาหาร แล้วก็ไม่ได้ผลเสียจากการกินโปรตีนจากพืชมากเกินไป ผมมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่เหมาะสมสำหรับการบริโภคโปรตีนในปัจจุบัน”

สำหรับสมิทธิ การบริโภคโปรตีนจากพืชไม่จำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบราคาแพงจากต่างประเทศ แต่สามารถบริโภคถั่วเปลือกแห้ง ถั่วเปลือกแข็ง เต้าหู้ เมล็ดธัญพืช ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่หาได้ง่ายในประเทศไทย และสามารถให้โปรตีนได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

“ผมมองว่าอาหารที่ดีควรจะต้องส่งเสริมความยั่งยืนของสุขภาพ คือหนึ่ง คุณกินอาหารแบบนั้นแล้ว ในระยะยาวคุณไม่เป็นโรค ทั้งโรคขาดสารอาหารและโรคจากการได้รับสารอาหารมากเกินไป ขณะที่ทางออกที่สำคัญที่จะส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารได้ มันต้องมีสมดุลสัดส่วนของอาหารที่ดี โปรตีนจากสัตว์ประมาณ 50% โปรตีนจากพืชประมาณ 50 – 60% จะเป็นจุดคุ้มทุนในแง่ของการส่งเสริมเชิงสุขภาพ”

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักโภชนาการ สมิทธิมองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่การบริโภคโปรตีนจากพืชยังคงมีความท้าทายให้ขบคิดกันต่อ นั่นคือประเด็นเรื่องราคาวัตถุดิบที่อาจสูงขึ้นเมื่อความนิยมในการบริโภคมีมากขึ้น เช่นกรณีศึกษาเกี่ยวกับผักวูลฟ์เฟีย ที่เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี เต็มไปด้วยวิตามินและเกลือแร่ จนได้รับการผลักดันให้เป็นอาหารแห่งอนาคต แต่ก็ทำให้ราคาของผักชนิดนี้พุ่งขึ้น 3 – 4 เท่าทีเดียว ซึ่งสมิทธิให้ความเห็นต่อกรณีนี้ว่า

“แน่นอนว่ามันขายได้ในเชิงการตลาด เชิงการตลาดทำสำเร็จ เชิงนวัตกรรม ทำสำเร็จ อาหารแห่งอนาคต ทำสำเร็จ คำถามของผมก็คือว่า มันจะช่วยแก้ปัญหาประชาชนเข้าถึงสารอาหารจริงไหม ถ้าเราต้องการให้ผู้ที่มีปัญหาการเข้าถึงสารอาหารสามารถเข้าถึงอาหารที่ดีได้ในราคาที่ถูก การไปเล่นกับเทรนด์การตลาดหรืออาหารแห่งอนาคต คุณควรเอาไปขายคนที่เขาซื้อได้มากกว่า”

“เพราะฉะนั้น มันต้องบาลานซ์ให้ดีว่าเรากำลังจะแก้ปัญหาเรื่องอะไร กับใคร เราจะผลักดันอาหารแห่งอนาคตหรืออาหารนวัตกรรม ผมไม่ขัด เพราะมันทำประโยชน์ ทำรายได้ได้ หรือว่าคุณจะไปกระแสแพลนต์เบส หรือผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปที่ยังคงดีต่อสุขภาพอยู่บ้าง อันนี้โอเค ในขณะเดียวกัน เราก็ยังต้องบาลานซ์การแก้ปัญหาของการเข้าถึงสารอาหารของกลุ่มประชาชนทั่วไปด้วยในเวลาเดียวกัน” สมิทธิกล่าว

โอกาสในการเปลี่ยนผ่านสู่โปรตีนจากพืช

การเปลี่ยนผ่านสู่โปรตีนจากพืชไม่เพียงแต่จะสร้างประโยชน์ให้กับปัจเจกบุคคล ทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสทางด้านธุรกิจที่น่าสนใจด้วย โดยล่าสุด องค์กรสิ่งแวดล้อม Madre Brava ซึ่งเป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนเรื่องการเปลี่ยนผ่านการบริโภคจากโปรตีนจากสัตว์สู่โปรตีนจากพืช ได้วิเคราะห์ข้อมูลจาก Euromonitor International และพบว่าปัจจุบัน ตลาดของเนื้อสัตว์และอาหารทะเลแบบแพลนต์เบส หรือการใช้วัตถุดิบจากพืชหรือสาหร่ายมาผลิตอาหารให้มีรสสัมผัสและรสชาติคล้ายกับเนื้อสัตว์และอาหารทะเล กำลังเติบโตขึ้น

วิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์ ผู้อำนวยการประเทศไทย องค์กรสิ่งแวดล้อม Madre Brava อธิบายว่า “ในช่วง 2 – 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดนี้เติบโตขึ้น 30% และทาง Euromonitor ก็ได้คาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ตลาดนี้ก็จะเติบโตพุ่งไปอีก 43% Madre Brava จึงมองว่านี่เป็นโอกาสของผู้ผลิตเนื้อสัตว์รายใหญ่ที่จะขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ไม่ติดอยู่กับการผลิตโปรตีนที่มาจากเนื้อสัตว์แบบดั้งเดิมแล้ว แต่เป็นโอกาสให้ขยายผลิตภัณฑ์ไปสู่ผลิตภัณฑ์จากโปรตีนจากพืชด้วย”

วิชญะภัทร์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ในทวีปยุโรปเริ่มเห็นความสำคัญของโปรตีนแพลนต์เบส เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และผลกระทบด้านสุขภาพจากการบริโภคเนื้อสัตว์ และอีกส่วนหนึ่งก็มาจากซูเปอร์มาร์เก็ตที่ประกาศเจตนารมณ์ว่าจะเพิ่มอัตราส่วนในการจำหน่ายโปรตีนจากพืชมากขึ้น เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น

“ส่วนหนึ่งที่เขาประกาศเจตนารมณ์นี้ก็เพราะว่าเขาอยากจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมที่มาจากผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในห่วงโซ่คุณค่าของซูเปอร์มาร์เก็ตทั้งหมด เขามีเจตนารมณ์อย่างนี้ค่ะ ผู้บริโภคในยุโรปก็สนใจ ประเทศไทยก็ส่งเนื้อไก่ไปยุโรปอยู่แล้ว มันมีความเชื่อมโยงกันอยู่แล้ว ก็สามารถส่งออกโปรตีนจากพืชไปยุโรปแทนได้ไหม ตลาดนั้นกำลังเติบโต น่าจะฉวยเอาไว้ เพื่อที่จะสร้างกำไร และช่วยประเทศไทยบรรลุเป้าหมายเรื่องสภาพภูมิอากาศด้วย” วิชญะภัทร์กล่าว

ก่อนหน้านี้ Madre Brava ได้ร่วมมือกับ Asia Research Engagement ทำการวิจัยเพื่อศึกษาถึงประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีน โดยผลการศึกษาพบว่า หากประเทศไทยประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านด้านโปรตีน ให้มีโปรตีนจากพืชมาทดแทนโปรตีนจากสัตว์ ในอัตรา 50% ประเทศไทยอาจจะมีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 1.3 ล้านล้านบาทในปี 2050 นอกจากนี้ก็ยังจะสามารถสร้างงาน สร้างตำแหน่งงานเพิ่มในสายงานการผลิตโปรตีนจากพืช การปลูกพืชโปรตีนสูง ถึง 1.15 ล้านตำแหน่ง ส่วนในด้านสิ่งแวดล้อม จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 35.5 ล้านเมตริกตัน ภายในปี 2050 แล้วก็ประหยัดพื้นที่ปลูกพืชเพื่อนำมาเลี้ยงสัตว์ประมาณ 21,000 ตารางกิโลเมตร ถือเป็นขนาดพื้นที่เทียบเท่าจังหวัดนครราชสีมา

เมื่ออาหารในจานของเราทุกคนไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายของเราเท่านั้น แต่ยังหมายถึงสุขภาพของโลกด้วย การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี และวิถีชีวิตที่ยั่งยืน จึงน่าจะเริ่มต้นได้ง่ายๆ จากจานอาหารของเราเอง บวกกับความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เชื่อแน่ว่าโอกาสในการสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าคงไม่เกินความจริงอย่างแน่นอน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ความมั่นคงทางอาหาร