เอโกะ เชอร์บะ
“ธุรกิจเครื่องนุ่งห่มใช้วัสดุจากธรรมชาติจำนวนมาก ทั้งฝ้าย ขนสัตว์ วัสดุธรรมชาติอื่น ๆ ความยั่งยืนของทรัพยากรเป็นปัจจัยหลักต่ออนาคตของธุรกิจโดยตรง หลายบริษัทจึงหันมาให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น”
เอโกะ เชอร์บะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดด้านความยั่งยืน กลุ่มบริษัทฟาสต์รีเทลลิ่ง เผยว่า ทิศทางด้านความยั่งยืนของยูนิโคล่ มีตั้งแต่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การขยายระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ไปจนถึงโครงการด้านการศึกษาในภูมิภาคเอเชีย
“ยูนิโคล่” ดำเนินธุรกิจ ด้วยแนวคิด “LifeWear = A New Industry” มีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนตลอดกระบวนการผลิต ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การจำหน่ายสินค้า คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ทั้งยังให้ความสำคัญกับ “หลังการขาย” โดยส่งเสริมให้ลูกค้าใช้เสื้อผ้าให้นานที่สุด ผ่านบริการซ่อมแซม การเย็บ และให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาเสื้อผ้า
เมื่อผู้บริโภคไม่ต้องการใช้งานแล้ว ได้มีการตั้ง Recycle Box เพื่อสร้างคุณค่าให้กับเสื้อผ้าอีกครั้ง ส่วนเสื้อผ้าที่ไม่อยู่ในสภาพเหมาะสมจะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ปัจจุบันมีเสื้อ Down Jacket ที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิลแล้ว
เป้า 2030 คืบหน้าใกล้เส้นชัย
กลุ่มบริษัทฟาสต์รีเทลลิ่ง ประกาศเป้าหมายหลัก 4 ด้านภายในปี 2030 ได้แก่
1.GHG Emissions Reduction ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานถึง 90% ในห่วงโซ่อุปทาน 30% เทียบกับปี 2019 พร้อมตั้งเป้าใช้วัสดุรีไซเคิล-วัสดุที่ปล่อย GHG ต่ำให้ได้ 50%
2.Waste Reduction การบรรลุเป้าหมาย Zero Waste ผ่านการลด ทดแทน นำกลับมาใช้ซ้ำ และรีไซเคิลวัสดุ
3.Supply Chain Transparency and Traceability เสริมความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทานถึงระดับวัตถุดิบ
4.Ethical & Responsible Procurement เปิดเผยรายชื่อโรงงานตัดเย็บ โรงงานผ้า พร้อมผลตรวจสอบ และการขยายควบคุมโดยตรง เพื่อตรวจสอบและแก้ปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน แรงงาน สิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทาน
“เชอร์บะ” อธิบายว่า บริษัทตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง (Own Operation) ลง 90% ภายในปี 2030 โดยใช้ปี 2019 เป็นฐาน ปัจจุบันคืบหน้าใกล้เป้าหมายแล้ว คาดว่าอาจบรรลุได้ก่อนกำหนด
ขณะที่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในฝั่งซัพพลายเออร์ที่ตั้งไว้ 30% ยังอยู่ระหว่างการหารือ เนื่องจากเป็นเรื่องบุคคลที่สามและการลงทุน ซึ่งบริษัทมีซัพพลายเออร์กว่า 100 รายในไทย เวียดนาม จีน และอินเดีย
โดยการลงทุนในเครื่องจักรที่ประหยัดพลังงานขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละซัพพลายเออร์ บางรายนำเครื่องจักรพลังงานหมุนเวียนมาใช้แล้ว แต่ยังไม่มีตัวเลขชัดเจน
เป้าหมายการใช้วัสดุรีไซเคิลและวัสดุ Low GHG ให้ได้ 50% ในปี 2030 ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนอยู่ที่ 18-20% และยังให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจัดจ้างอย่างเป็นธรรม พร้อมสร้าง Transparency และ Traceability ในธุรกิจเครื่องนุ่งห่มผ่านการตรวจสอบทุกๆ ปี
ศก.หมุนเวียนมีช่องว่างให้พัฒนา
เชอร์บะ ระบุว่า ความท้าทายสำคัญที่สุดในการบรรลุเป้าหมายปี 2030 คือการสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ให้เกิดขึ้นจริง ต้องรักษาสมดุลความยั่งยืน การทำธุรกิจ การสร้างกำไร และการคืนคุณค่าให้สังคมได้พร้อมกัน
อีกด้านคือเรื่องเทคโนโลยี โดยเฉพาะการนำเส้นใยสิ่งทอกลับมารีไซเคิลเพื่อผลิตเป็นสินค้าใหม่ ยังเป็นกระบวนการซับซ้อน และท้าทายด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น ส่งเสริมให้ใช้เสื้อผ้าให้นานขึ้น หรือนำเสื้อผ้ากลับสู่ระบบรีไซเคิลผ่าน Recycle Box ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วม
เธอมองว่า RE.UNIQLO Studio เป็นบริการซ่อมแซมและต่ออายุการใช้งานเสื้อผ้า เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ยังขยายได้อีก ปัจจุบันมีเพียง 67 แห่งทั่วโลก ในไทยมีเพียง 1 แห่ง การเพิ่มจำนวนสตูดิโอจะช่วยยืดอายุการใช้งานเสื้อผ้าได้ดี
สำหรับประเทศที่ยังไม่มีสตูดิโอ บริษัทจะใช้เว็บไซต์ให้ความรู้คู่กับการดูแลรักษาและการรีไซเคิลเสื้อผ้าแทน
ด้านโมเดลเสื้อผ้ามือสอง ปัจจุบันในประเทศญี่ปุ่นมีการจำหน่ายสินค้ายูนิโคล่มือสองในบางสาขา ผลตอบรับจากผู้บริโภคอยู่ในระดับดีและได้รับความเชื่อถือ
บางรายการยังนำเสื้อโลโก้เก่ากลับมาจำหน่ายในรูปแบบสินค้า Vintage อีกด้วย บางชิ้นมีอายุการใช้งานกว่า 20 ปีแต่ยังคงสภาพดี ซึ่งบ่งชี้ว่า คุณภาพของผลิตภัณฑ์และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการใช้งานที่ยั่งยืนมากขึ้น

Sustain Our Oceans
เชอร์บะ เผยถึงโครงการ Sustain Our Oceans (SOO) เริ่มจากแคมเปญ JOIN: The Power of Clothing ช่วงปี 2022-2023 โดยยูนิโคล่บริจาคเงินให้ UNESCO จากการจำหน่ายสินค้า มูลค่า 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
“มหาสมุทรเป็นปัญหาระดับโลก การเก็บขยะอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องแก้ไขที่ต้นเหตุ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้คน โดยเริ่มจากการสร้างความตระหนักรู้”
บริษัทจึงเลือกใช้แนวทาง Education for Sustainable Development (ESD) เป็นแกนหลัก ปัจจุบันทำแล้วใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น โดยมี 4 เสาหลัก ได้แก่ การพัฒนาสื่อการเรียนการสอน, การทำงานร่วมกับโรงเรียนนำร่อง, การฝึกอบรมครู และสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อขยายผล
สำหรับประเทศไทยได้เลือกจังหวัดระนอง เนื่องจาก UNESCO มีพื้นที่ Biosphere Reserve อยู่แล้ว ซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ครอบคลุมทั้งพื้นที่ทางทะเล เกษตรกรรม และชุมชน เหมาะกับการเรียนรู้เรื่อง Biodiversity ผ่านประสบการณ์จริง
โครงการมีการพัฒนาห้องสมุด Andaman Sea Diving Library เกมการศึกษา Ocean Challenge และ Toolkit สำหรับเด็กและเยาวชนใช้เก็บข้อมูล ศึกษาสิ่งแวดล้อมด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ยังมีแผนขยายสื่อการเรียนรู้ไปยังโรงเรียนรัฐบาลกว่า 3 หมื่นแห่งทั่วประเทศ ภายใต้ความร่วมมือกับยูเนสโกและกระทรวงศึกษาธิการ มีการใช้เทคโนโลยี VR และ AR สร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบอิมเมอร์ซีฟ หลักสูตรจะปรับให้สอดคล้องกับบริบทและวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น
แม้ SOO จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าโดยตรง แต่บริษัทมองว่า เรามีบทบาทในฐานะ Global Citizen ที่ต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาสังคมและสร้างความตระหนักรู้ให้กับผู้คนในวงกว้าง ซึ่งนับเป็น Nature Positive อีกแขนงหนึ่ง
ปรัชญาการทำงานของ “เอโกะ เชอร์บะ”
เชอร์บะ กล่าวว่า ตัวเขามองความยั่งยืนเป็นงานที่ต้องทำตลอดชีวิต เป็นวิถีที่ผ่านการกระทำในแต่ละวัน เช่น การปั่นจักรยานไปทำงานแทนการใช้ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
ในมุมขององค์กร เธอเชื่อว่า แนวคิดเศรษฐกิจช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ หากองค์กรขนาดใหญ่อย่างยูนิโคล่ขับเคลื่อนได้สำเร็จ องค์กรขนาดเล็กก็ทำได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ขนาดของผลกระทบย่อมแตกต่างกันไป