เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เร่งเชื่อม หนองคาย-เวียงจันทน์ บูมรถไฟความเร็วสูง ‘ไทย-ลาว-จีน’
Real Estate เร่งเชื่อม หนองคาย-เวียงจันทน์ บูมรถไฟความเร็วสูง ‘ไทย-ลาว-จีน’
ค่าเงินบาทวันนี้ (6 ส.ค.) เปิดตลาดแข็งค่า 33.08 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (6 ส.ค.) เปิดตลาดแข็งค่า 33.08 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
รายงานชี้ พิษสงครามอิหร่าน เวียดนามแซงไทย ขึ้นแท่นตลาดการบินใหญ่อันดับที่ 2 ในอาเซียน
World รายงานชี้ พิษสงครามอิหร่าน เวียดนามแซงไทย ขึ้นแท่นตลาดการบินใหญ่อันดับที่ 2 ในอาเซียน
อิหร่านเผย บรรลุข้อตกลงช่องแคบฮอร์มุซกับโอมาน
World อิหร่านเผย บรรลุข้อตกลงช่องแคบฮอร์มุซกับโอมาน
เจนใหม่ทรานส์ฟอร์ม IROYAL รีเซต องค์กรสู่ธุรกิจวิศวกรรมอัจฉริยะ
Economic เจนใหม่ทรานส์ฟอร์ม IROYAL รีเซต องค์กรสู่ธุรกิจวิศวกรรมอัจฉริยะ
‘ดร.นิเวศน์’ เซียน VI มองปัญหาข้อมูลรั่ว ?พอใจหุ้นไทยดันพอร์ตกำไร
Finance ‘ดร.นิเวศน์’ เซียน VI มองปัญหาข้อมูลรั่ว ?พอใจหุ้นไทยดันพอร์ตกำไร
จุดพลุ ‘Quantum Club Thailand’ เร่งสร้างอีโคซิสเต็ม ‘ควอนตัม’ ในไทย
Tech จุดพลุ ‘Quantum Club Thailand’ เร่งสร้างอีโคซิสเต็ม ‘ควอนตัม’ ในไทย
พยากรณ์อากาศ (6 ส.ค.) เกือบทั่วทุกภาคมีฝนตก 60-70% ของพื้นที่
Economic พยากรณ์อากาศ (6 ส.ค.) เกือบทั่วทุกภาคมีฝนตก 60-70% ของพื้นที่
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (6 ส.ค.) ขยับขึ้น 0.72% อยู่ที่ 64,276 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (6 ส.ค.) ขยับขึ้น 0.72% อยู่ที่ 64,276 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (6 ส.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (6 ส.ค.) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

5 องค์กรดันไทยสู่เวทีโลก ผนึกกำลังทำวิจัยก้าวทันดิสรัปต์

28 ก.ย. 2562 | 10:46น.

จากข้อมูลของ World Economic Forum (WEF) ประจำปี 2562 ที่ระบุว่า สถานการณ์ตลาดแรงงานในอีก 4 ปีข้างหน้า จำนวนงานกว่า 75 ล้านตำแหน่งจะหายไป และจะมีตำแหน่งงานใหม่ ๆ ขึ้นแทนกว่า 113 ล้านตำแหน่ง จึงทำให้ “ทุกองค์กร” รวมถึง “คน” ที่เป็นแรงงาน ต้องเตรียมการรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนในตลาดแรงงานส่วนใหญ่ยังคงทำงานในกลุ่มเกษตรกรรม

และจากความเปลี่ยนแปลงท่ามกลางกระแสดิสรัปชั่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และในอนาคตที่คาดว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ทุกองค์กร ทุกหน่วยงาน ไม่สามารถนำเอารูปแบบ ขั้นตอน วิธีการ หรือตำราเดิม ๆ มาใช้ตอบโจทย์ความต้องการ การแก้ปัญหาในวันนี้และวันพรุ่งนี้ได้ เพราะสิ่งเหล่านั้นถูกคิด ถูกเขียนมาจากอดีต ที่ไม่มีโจทย์ซับซ้อนอะไรมากมาย

หรือแม้กระทั่งงานวิจัยใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัว การเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ศึกษาเกี่ยวกับบริบทของแต่ละประเทศ หากแต่จะนำมาปรับใช้กับประเทศไทย ดูเหมือนว่าจะไม่เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อองค์กรในภาพรวมได้

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เกิดการรวมกันของบริษัทชั้นนำของไทยอย่าง เอพี ไทยแลนด์, เอไอเอส, ธนาคารกสิกรไทย และมหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกอย่าง “มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด” ในการร่วมกันศึกษา วิจัย เพื่อหาแนวทางพัฒนาคนและองค์กร รวมทั้งการพัฒนาขีดความสามารถทางธุรกิจเพื่อการแข่งขันบนเวทีโลก ภายใต้ชื่อ “The Stanford Thailand Research Consortium” โดยการดูแลและสนับสนุนจาก SEAC ศูนย์พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตแห่งภูมิภาคอาเซียน

โดยใน The Stanford Thailand Research Consortium จะมีคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกว่า 20 คน จาก 9 สาขาวิชา อาทิ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะวิศวกรโยธาและสิ่งแวดล้อม คณะบริหารธุรกิจ เพื่อศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเจาะลึกเต็มรูปแบบภายในระยะเวลา 5 ปี ด้วยงบกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุม 4 มิติองค์ความรู้เพื่ออนาคต ได้แก่

หนึ่ง การยกระดับความสามารถคนไทยให้เท่าทันโลก

สอง การนำเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์มาพัฒนาธุรกิจและเศรษฐกิจไทย

สาม เสริมสร้างมาตรฐานคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

และสี่ การส่งเสริมการพัฒนาสังคมเมืองที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

“พอล มาร์คา” ผู้บริหารระดับสูง Stanford Center for Professional Development (SCPD) มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นเล่าให้ฟังว่า การรวมตัวกันเพื่อศึกษาวิจัยในครั้งนี้เกิดจากการเล็งเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก จึงทำให้มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดคิดค้นวิธีการเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาดังกล่าว ซึ่งพบว่านวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรต่าง ๆ ในแต่ละประเทศให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงและรับมือกับยุคดิสรัปชั่นได้อย่างทันท่วงที

“และจากการติดตามสังเกตสถานการณ์โลกมาอย่างยาวนาน พบว่าประเทศที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วนั้น ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีการทำวิจัยอย่างเจาะลึกเป็นจำนวนหลายหมื่นงานวิจัยต่อปี เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ถึงต้นเหตุของปัญหาที่องค์กรกำลังเผชิญ รวมถึงการคิดค้นและเร่งพัฒนาองค์กรเพื่อต่อสู้กับความท้าทายใหม่ที่กำลังเข้ามา จนเกิดเป็นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลง ทั้งยังสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด”

“ในส่วนประเทศไทยนั้น เรามองว่ามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดจะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการศึกษาวิจัยอย่างลึกซึ้งได้อย่างไร เพราะที่ผ่านมาเราได้เริ่มเข้ามาเพื่อศึกษาระบบต่าง ๆ ทั้งด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และธรรมชาติวิทยา จึงเห็นถึงความเป็นไปได้ในการที่จะพัฒนาและยกระดับศักยภาพของคนไทย รวมไปถึงขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไทย

โดย The Stanford Thailand Research Consortium จะเป็นการรวมกลุ่มทำวิจัยระดับโลกที่เจาะลึกเต็มรูปแบบต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 5 ปี โดยมี SEAC เป็นผู้ดูแลและสนับสนุนการดำเนินการหัวข้อวิจัย ซึ่งเป้าหมายระยะยาวใน 2 เรื่องหลัก ๆ คือ “doing good” ซึ่งจะนำเอาข้อสรุปและผลสำเร็จของงานวิจัยมาต่อยอดในการพัฒนา และยกระดับศักยภาพ มาตรฐานของประเทศไทยในบริบทใหม่ ๆ รวมถึง “doing well” ที่เน้นด้านความสนใจของสมาชิก เพื่อพัฒนาความสามารถของบริษัท และผลักดันศักยภาพคนในองค์กร ทั้งเรื่ององค์ความรู้และต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ ให้พร้อมสู่การแข่งขันเชิงธุรกิจบนเวทีโลกได้

“ทั้งนี้ ในการเลือกหัวข้องานวิจัยนั้น ทั้ง 3 บริษัทมีความมุ่งหวังตรงกันในเรื่องการพัฒนาและยกระดับประเทศไทยในหลากหลายแง่มุม โดยเอไอเอสจะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เอพี ไทยแลนด์ จะมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถของคนและการศึกษา ธนาคารกสิกรไทยจะเน้นเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

“อริญญา เถลิงศรี” กรรมการผู้จัดการ SEAC กล่าวว่า หน้าที่หลักของ SEAC ใน The Stanford Thailand Consortium จะครอบคลุม 3 ส่วน ได้แก่ การทำความเข้าใจกับบริษัทที่จะเข้ามาร่วมใน consortium โดยมุ่งเน้นองค์กรที่ต้องการทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติ และต้องการที่จะพัฒนาบริษัทตัวเอง เพื่อเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปในทางที่ดีขึ้น

“การทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริบท (context) ของบริษัทนั้น ๆ โดยพิจารณาถึงความต้องการขององค์กรที่จะมีส่วนช่วยพัฒนาประเทศ รวมถึงการพัฒนาและยกระดับบริษัทของตนเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในสากล ตลอดจนปัญหาและความท้าทายต่าง ๆ เพื่อที่เราจะได้สรุปเรื่องราวต่าง ๆ แล้วส่งให้ทีมงานของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในการออกแบบในเรื่องของหัวข้อวิจัยที่จะตอบโจทย์ได้”

“และสุดท้ายคือ การทำงานร่วมกับ 3 องค์กร ทั้งเอไอเอส เอพี ไทยแลนด์ ธนาคารกสิกรไทย และที่กำลังจะเข้ามาร่วมใหม่อย่างไทยยูเนี่ยน โดย SEAC จะทำความเข้าใจว่าแต่ละบริษัทกำลังมีบริบทใด ๆ เพื่อนำเอาข้อมูล ข้อเท็จจริงส่งผ่านไปยังมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดและทีมอาจารย์ เพื่อให้ตอบโจทย์กับการทำวิจัยในภาพที่เจาะลึกสำหรับประเทศไทยโดยเฉพาะ”

“The Stanford Thailand Research Consortium จึงถือเป็นการทำวิจัยที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงในบริบทของแต่ละบริษัท เพื่อช่วยในการหาคำตอบสำหรับยุคที่การแข่งขันเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือในครั้งนี้นอกจากจะพัฒนาความสามารถขององค์กร ตลอดจนการเพิ่มศักยภาพของคนไทยแล้ว ยังเป็นการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศในระยะยาว เพราะจากข้อมูลสถิติทั่วโลกพบว่าประเทศที่ลงทุนและให้ความสำคัญกับการทำวิจัยมากเท่าไหร่ จะส่งผลโดยตรงต่ออัตราผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) สูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ”

“อนุพงษ์ อัศวโภคิน” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นมากมายในยุคปัจจุบัน คุณภาพของคนคือประเด็นสำคัญที่โลกธุรกิจกำลังเผชิญอยู่ และคำว่า best practice ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้นแล้ว จะไม่สามารถตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ ฉะนั้นแล้วทุกองค์กรจึงต้องศึกษา ค้นคว้า หาแนวทางใหม่ ๆ เพื่อให้นำมาปรับใช้ให้ทันท่วงที และเหมาะกับบริบทของธุรกิจ รวมถึงสังคมนั้น ๆ

“ประเด็นเรื่องการยกระดับความสามารถของคนไทยให้เท่าทันโลกจะเป็นหัวข้อหนึ่งในงานวิจัยที่ทาง The Stanford Thailand Research Consortium จะทำการศึกษา ค้นคว้า และวิจัยเจาะลึกอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ผมเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาศักยภาพคนไทย ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน นำประเทศก้าวเดินไปสู่มาตรฐานใหม่ ให้เท่าทันกับบริบทของโลกธุรกิจและสังคมที่เปลี่ยนไป”

“กานติมา เลอเลิศยุติธรรม” หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในวันนี้คำว่า digital disruption ไม่ใช่เพียงกระแสที่พัดเข้ามาแล้วจากไป แต่เอไอเอสเชื่อว่าสิ่งที่ท้าทายมากไปกว่าการปรับตัวให้ทันกระแสโลกยุคดิจิทัล นั่นคือการเตรียมพร้อมให้คนไทยมีความเข้าใจ ตื่นตัว และพร้อมนำองค์ความรู้ใหม่ ๆ ไปคิดค้นต่อยอดทำสิ่งใหม่ ๆ โดยมีพื้นฐานจากความคิดสร้างสรรค์และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพื่อก่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยในวงกว้าง

“การทำให้คนไทยมีองค์ความรู้และมีทักษะที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และนอกจากที่องค์กรภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐบาลร่วมมือช่วยเหลือกันแล้ว ตัวบุคคลเองต้องปรับตัวด้วย เพราะคนที่มีทักษะที่พร้อมจะได้เปรียบ และไม่ควรรอให้องค์กรเป็นคนให้ ตัวบุคคลเองต้องลุกขึ้นมาเพิ่มทักษะและศักยภาพตัวเองให้พร้อมอยู่ตลอดเวลา”

“สำหรับเงินที่ทั้ง 3 องค์กรร่วมกันสนับสนุนจำนวน 100 ล้านบาท ไม่อยากให้มองที่ตัวเงินเป็นหลัก แต่อยากให้มองถึงความมุ่งมั่นองค์กรที่พร้อมจะขับเคลื่อนประเทศนี้ และสิ่งที่มากกว่าเงินคือเรื่องของกำลังคนและองค์ความรู้ที่เราต้องทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นมูลค่าที่เปรียบเทียบได้ยากมาก ฉะนั้นแล้วการที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญในการวิจัยให้ความสำคัญและทำให้ประเทศไทยขนาดนี้ องค์กรเอกชนต้องไม่ละเลยโอกาสที่จะช่วยสร้างให้สังคมแข็งแรง และถ้าประเทศแข็งแรง บริษัทจะแข็งแรง ท้ายสุดประชาชนจะแข็งแรงไปด้วยเช่นกัน”

“การเข้าร่วมศึกษาวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญระดับโลกอย่างมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด และ SEAC ในครั้งนี้ เราเชื่อว่าจะช่วยยกระดับองค์ความรู้ของคนไทยได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตลอดจนช่วยยกระดับสังคมและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวต่อไป”

“ขัตติยา อินทรวิชัย” กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทยมีความมุ่งมั่นในการช่วยแก้ไขปัญหาและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย โดยเน้นสร้างความร่วมมือกับภาครัฐและประชาสังคม เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างโครงการรักษ์ป่าน่าน โดยร่วมขับเคลื่อนโครงการ Nan Sandbox เพื่อปฏิรูปและหาวิธีแก้ปัญหารากฐานของความถดถอยของทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเป็นการพัฒนาเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหากับจังหวัดอื่น ๆ ในอนาคต

“ความร่วมมือในการทำวิจัยในครั้งนี้ จะเป็นการยกระดับการแก้ปัญหาของประเทศให้เป็นที่รับรู้และเข้าใจมากขึ้น เพราะด้วยดีเอ็นเอของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่มีความแข็งแกร่งในเรื่องการพัฒนาผู้นำให้พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลง จะเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการสร้างดีเอ็นเอให้กับทีมงานและผู้นำในทุกภาคส่วน”

เพื่อพร้อมผลักดันให้สังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนต่อไป และผลลัพธ์จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศทั้งในเรื่องของ do good และ do well ต่อไป