เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ทุน BOI ทะลุ 1.47 ล้านล้าน ดันตลาด EPC รับลงทุน Data Center-พลังงานสะอาด
Business ทุน BOI ทะลุ 1.47 ล้านล้าน ดันตลาด EPC รับลงทุน Data Center-พลังงานสะอาด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ต.ค. 69) ปรับลง 3.52% อยู่ที่ 81,313 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (23 ต.ค. 69) ปรับลง 3.52% อยู่ที่ 81,313 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (23 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Thai PBS กับโจทย์ใหญ่สื่อสาธารณะ งบ 2,000 ล้าน อิสระ และความอยู่รอด
News Thai PBS กับโจทย์ใหญ่สื่อสาธารณะ งบ 2,000 ล้าน อิสระ และความอยู่รอด
มนร.ถอดรหัสน้ำผึ้งมรกต ‘ต่อยอด’ งานวิจัยถึงเซลล์มะเร็ง
SD มนร.ถอดรหัสน้ำผึ้งมรกต ‘ต่อยอด’ งานวิจัยถึงเซลล์มะเร็ง
ดีเดย์ 1 พ.ย. กม.ใหม่ ยิง ADs เข้าไทยต้องสแกนหน้า 4 บิ๊กแพลตฟอร์ม เมิน ไม่ชี้แจงความพร้อม
Tech ดีเดย์ 1 พ.ย. กม.ใหม่ ยิง ADs เข้าไทยต้องสแกนหน้า 4 บิ๊กแพลตฟอร์ม เมิน ไม่ชี้แจงความพร้อม
‘จิตติมา’ ดัน IP ค้ำเงินกู้เอสเอ็มอี
Economic ‘จิตติมา’ ดัน IP ค้ำเงินกู้เอสเอ็มอี
ถอดรหัส OR รุก Budget Hotel ปั้นธุรกิจ (ใหม่) ต่อยอดสมบัติ (เก่า)
Business ถอดรหัส OR รุก Budget Hotel ปั้นธุรกิจ (ใหม่) ต่อยอดสมบัติ (เก่า)
ทีทีบี เดินหน้าซื้อหุ้นคืน 1.4 หมื่นล้าน 16-27 พ.ย.นี้ กำหนดกรอบราคา 2.49-2.63 บาท
Finance ทีทีบี เดินหน้าซื้อหุ้นคืน 1.4 หมื่นล้าน 16-27 พ.ย.นี้ กำหนดกรอบราคา 2.49-2.63 บาท
วันหยุด 23 ตุลาคม 2569 วันปิยมหาราช ขึ้นทางด่วนฟรี 3 สาย
News วันหยุด 23 ตุลาคม 2569 วันปิยมหาราช ขึ้นทางด่วนฟรี 3 สาย
ดูทั้งหมด

วิถีแห่งผู้นำ นำพาองค์กรก้าวผ่านวิกฤตไวรัส

09 พ.ค. 2563 | 10:30น.

ตลอดระยะเวลาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องปรับกลยุทธ์ในการนำพาองค์กรให้รอดจากการแพร่เชื้อด้วยวิธีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการให้พนักงานทำงานจากบ้าน, การประชุมออนไลน์ และการนำเครื่องมือทางเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ

ขณะที่องค์กรที่ปรึกษาเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลก็ต้องปรับกลยุทธ์ในการให้บริการลูกค้าเช่นกัน ซึ่งเหมือนกับบริษัท สลิงชอท กรุ๊ป ที่หันมาใช้วิธีจัดเสวนาออนไลน์กับลูกค้า พันธมิตร และผู้นำธุรกิจต่าง ๆ ด้วยการถ่ายทอดสดออนไลน์บนเฟซบุ๊ก ในชื่อโครงการ “รวมพลัง ผู้นำเข้มแข็ง”

ทั้งนั้นเพื่อเป็นการเรียนรู้ “วิถีแห่งผู้นำ” ในการนำพาองค์กรก้าวข้ามผ่านวิกฤตไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้

ซึ่งผ่านมา “ประชาชาติธุรกิจ” นำเสนอเรื่องราวของโครงการ “รวมพลัง ผู้นำเข้มแข็ง” ผ่านเซ็กชั่นนี้มาแล้ว 2 ครั้งด้วยกัน สำหรับครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ที่ต้องการนำเสนอมุมมองในการบริหารจัดการองค์กรในช่วงสภาวะวิกฤตไวรัสโควิด-19 ระบาดว่า ผู้นำทั้ง 4 องค์กรจะมีวิธีบริหาร และจัดการเรื่องนี้อย่างไรบ้าง ?

“เอไอเอ” เรียนรู้วิกฤตไปด้วยกัน

เบื้องต้น “ศรัณยา เทียนถาวร” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายทรัพยากรบุคคล เอไอเอ ประเทศไทย บอกว่า เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบกับทีมงานขาย เพราะไม่สามารถพบปะลูกค้าได้เหมือนก่อน แต่ทั้งนี้เราจำเป็นต้องให้บริการลูกค้า และเมื่อคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อนุญาตให้บริษัทสามารถดำเนินการขายแบบที่ไม่ต้องพูดคุยต่อหน้าได้ เราจึงนำเทคโนโลยีมาเกี่ยวข้องในการให้บริการลูกค้ามากขึ้น เช่น เสนอผ่านอุปกรณ์สื่อสารและอินเทอร์เน็ต ใช้แอปพลิเคชั่น เช่น ไลน์ ทำให้มีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น

“ส่วนการทำงานของพนักงานสำนักงานใหญ่ แบ่งเป็น 3 รูปแบบ หนึ่ง ทำงานที่บ้าน 100% สอง มี 2 ทีมสลับกัน สาม ทำงานในสถานที่สำรอง ที่จำกัดจำนวนคน โดยมอบอำนาจให้หัวหน้าแต่ละฝ่ายตัดสินใจในการเลือกรูปแบบ ซึ่งเราพบว่าการทำงานที่บ้านไม่ได้ทำให้ประสิทธิผลน้อยลง ทั้งยังเพิ่มขึ้นด้วย เพราะพนักงานทำงานอยู่ในบรรยากาศที่ไม่เครียด และไม่เสียเวลากับการเดินทาง ทั้งนี้ เอไอเอมองเรื่องการทำงานที่บ้านมานานแล้ว เพราะแรงงานในปัจจุบันมีคนเจเนอเรชั่น Y และ Z มากขึ้น สำหรับที่เอไอเอมีคน 2 เจนนี้มากกว่าครึ่งหนึ่ง”

“ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทพยายามปรับรูปแบบการทำงานใหม่ อยู่ตลอด เพื่อให้น้อง ๆ คนรุ่นใหม่มาทำงานและรู้สึกผูกพันกับการทำงาน ส่วนรุ่นพี่สามารถเรียนรู้จากน้อง ๆ ได้ด้วย ทำให้คนทุกเจนผสานการทำงานได้ ดังนั้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงเป็นเหมือนตัวเร่งความเร็วให้ทุกองค์กรลองผิดลองถูก ดูว่าอะไรที่เหมาะสมกับการทำงาน และหาวิธีการทำงานที่บ้านให้มีประสิทธิภาพที่สูงขึ้นด้วยวิธีอะไร ซึ่งในอนาคตการทำงานที่บ้านจะเป็น new normal แน่นอน และเป็น win win situation เพราะค่าใช้จ่ายของบริษัทในเรื่องค่าไฟ และค่าน้ำน้อยลง ส่วนพนักงานก็เสียค่าเดินทางน้อยลงด้วย”

“จุฬาฯ” เชื่อใน Human Touch

ขณะที่ “ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์” อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ต่อระบบการศึกษา แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ ระดับบุคคล และระดับมหาวิทยาลัย โดยระดับบุคคลทำให้ตอนนี้อาจารย์ และนิสิตต้องเปลี่ยนไปทำการเรียนการสอนออนไลน์ 100% ส่วนระดับมหาวิทยาลัยส่งผลต่อกระบวนการบริหารจัดการการเรียนการสอน และการทำงาน ซึ่งผลกระทบมีทั้งแง่บวกและแง่ลบ

“แง่บวก คือ โควิด-19 เร่งให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตัดสินใจเพื่อจบชิ้นงานต่าง ๆ เร็วขึ้นกว่าการทำงานบนระบบออฟไลน์ แต่แง่ลบ คือ การทำงานผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ขาดมิติการทำงานเชิงลึก และความชัดเจน ทั้งยังขาด human touch (ความผูกพันกับตัวคน) เนื่องจากโควิด-19 สร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของวัฒนธรรมการเรียนรู้ของจุฬาฯชัดเจนขึ้น ในอดีตเราพูดถึง MOOCs คอร์สออนไลน์ฟรีมานาน แต่ที่ผ่านมาคืบหน้าได้น้อย พอมีโควิด-19 จึงเกิดการเร่งเชิงบังคับให้เราต้องพึ่งระบบออนไลน์อย่างจริงจัง”

“จากนี้ไปอาจารย์จะต้องปรับตัวมากในเรื่องของเทคโนโลยี และต้องอัพเดตตัวเองให้มาก เพราะนิสิตสามารถหาความรู้ทั่วไปได้จากช่องทางอื่น ๆ ดังนั้นอาจารย์ต้องสร้างจุดแข็ง และสะท้อนเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยองค์กรของเรามีระบบการจัดการการเรียนรู้ LMS (learning management system) ที่คอยซัพพอร์ตอาจารย์ในเรื่องเครื่องมือการพัฒนาตนเอง ส่วนการทำงานของระบบหลังบ้าน ตอนนี้ทำงานที่บ้าน 95% เราใช้ระบบออนไลน์ ซึ่งมีข้อดีในการตรวจสอบงานได้ง่ายขึ้น แต่เรื่องของคนคงต้องปรับตัวด้าน value (เพิ่มคุณค่าด้านทักษะ) พอสมควร เพราะไม่เช่นนั้นเทคโนโลยีจะแทนที่คน”

“จุฬาฯมี CU MOOCs กว่า 100 วิชา ที่ให้บุคลากร และคนภายนอกมาเรียนรู้อัพสกิล ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก มีคนเรียนกว่า 3 แสนคน ผมมองว่าการทำงานที่บ้านจะกลายมาเป็น new normal ขององค์กรจุฬาฯ ส่วนความท้าทายตอนนี้เป็นเรื่องของการทำอย่างไรให้การเรียนการสอน และการวัดผลมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราต้องพัฒนาต่อไป และตอนนี้เรามีการปรับการสอบบางวิชามาเป็นมอบหมายงาน และส่งงานแทน ส่วนกำหนดการจบการศึกษาจะขยายออกไปถึงเดือนสิงหาคม 2563 และหลังจากการแพร่ระบาดโควิด-19 จบลง รูปแบบการเรียนการสอนของจุฬาฯจะเป็นแบบ blended learning ผสมผสานออนไลน์ และออฟไลน์ อย่างไรก็ตาม การเรียนแบบพบปะกันยังจำเป็นอยู่ในอนาคต เพราะ human touch มีความสำคัญมาก”

“บำรุงราษฎร์” ชูกลยุทธ์ 4 ทีม

สำหรับ “ดร.วัลลภัช แก้วอำไพ” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่า ผลกระทบที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ได้รับจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในด้านธุรกิจ คือ สัดส่วนลูกค้าชาวต่างชาติที่ลดลงมาก เพราะลูกค้าชาวต่างชาติไม่สามารถเดินทางมาที่ประเทศไทยได้ โดยปกติแล้วสัดส่วนลูกค้าชาวไทย และชาวต่างชาติ คือ 50 ต่อ 50 ส่วนผลกระทบด้านการทำงาน บริษัทจำเป็นต้องมี work from home ซึ่งเรามีพนักงานรวม 4,000 คน (แบ่งเป็นพนักงานส่วนหน้า 3,000 คน)

“โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์แบ่งบุคลากรออกเป็น 4 ทีม คือ ทีม A มีความจำเป็นต้องทำงานที่โรงพยาบาล ทีม B ทำงานที่บ้าน ทีม C เป็นทีมส่วนหน้าบ้านที่ผันตัวเองมาช่วยงานหลังบ้าน และทีม D คือ พนักงานที่มีความเปราะบางด้านสุขภาพ เช่น ผู้ตั้งครรภ์ โดยเราเน้นใช้ระบบเครื่องมือที่คนทำงานที่บ้าน และคนมาทำงานที่โรงพยาบาลสามารถทำงานร่วมกันได้ แต่สิ่งสำคัญเมื่อเกิดวิกฤต คือ ผู้บริหารต้องพยายามสื่อสารกับพนักงาน ต้องเน้นการสื่อสารหลายช่องทาง สื่อสารแบบสั้น ๆ แต่บ่อย ๆ และเร็ว”

“ตอนนี้เรามีไลน์กลุ่มที่ใช้กระจายข้อมูลข่าวสาร ผมอัดคลิปวิดีโอสั้น ๆ เล่าให้พนักงานฟังว่า องค์กรกำลังทำอะไรอยู่ จะมีอะไรเกิดขึ้น เพื่อทำให้พนักงานรู้สึกว่าบริษัทไม่ได้ทอดทิ้งพวกเขา นอกจากนั้นยังมีกลุ่มในเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นกลุ่มปิดชื่อว่า Bumrungrad Connect เป็นช่องทางการสื่อสารแบบง่าย ๆ และเป็นกันเองของชาวบำรุงราษฎร์

ในการดูแลพนักงานส่วนหน้าที่มาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาล ผู้บริหารต้องให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด ให้เขาภูมิใจในความตั้งใจและเสียสละกับการทำงาน บ่อยครั้งที่ผู้บริหารของเราจะเดินไปหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อพูดคุยและแจกวิตามินบำรุงร่างกายให้กับพนักงาน”

“ข้อดีที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตนี้ คือ การพบประสิทธิภาพที่ซ่อนในตัวพนักงาน จากคนที่เคยอยู่นิ่ง ๆ ก็ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำได้ ทำให้เราเจอคนเก่ง ๆ เพิ่มขึ้น อาจเป็นเพราะการเว้นระยะห่างทางสังคมทำให้พนักงานได้อยู่กับตัวเอง และอยากลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลง ทั้งการสื่อสารผ่านเทคโนโลยีอาจทำให้พวกเขากล้าแสดงออกมากขึ้น ส่วนทีมผู้บริหารมีรวมกันในโลกออนไลน์มากขึ้น มีการแก้ปัญหาได้รวดเร็ว และตัดสินใจเร็วขึ้น เพราะลดลำดับขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งเรารู้สึกว่าสปีดการทำงานแบบนี้เหมาะสมกับ core value ของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์”

“เวิร์คพอยท์” สู้เพื่อสร้างสรรค์

ทางด้าน “ชลากรณ์ ปัญญาโฉม” กรรมการผู้จัดการ สายงานดิจิทัล บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วิกฤตจากโรคโควิด-19 ส่งผลต่อเม็ดเงินในการโปรโมตของบริษัทต่าง ๆ ลดลง ทำให้งานของเวิร์คพอยท์หายไป 40-50% แต่บริษัทไม่ได้มีนโยบายลดจำนวนพนักงาน หรือไม่จ่ายค่าตอบแทน สิ่งที่เราทำในตอนนี้ คือ การให้พนักงานช่วยออกไอเดียว่าจะทำอย่างไรเพื่อช่วยบริษัทหารายได้ได้ ซึ่งเราเปิดกว้างรับฟัง เนื่องจากเวิร์คพอยท์มีพนักงาน 700 คน ตอนนี้มีการทำงานที่บ้าน 90% โดยธุรกิจของเราเป็นสายงานที่เน้นความคิดสร้างสรรค์

“ดังนั้น ในการประชุมกับพนักงานผ่านวิดีโอ เราจะไม่พยายามคุยเรื่องงานที่จริงจังมากนัก เพราะความคิดสร้างสรรค์จะไม่เกิด หากพนักงานเครียด จึงมีเซ็กชั่นประชุมเพื่อคุยเล่นถึงชีวิตประจำวัน และเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้บริษัทเดินไปข้างหน้า เพราะวงการสื่อยังยากที่จะคาดเดาอนาคต เราต้องทำการปรับตัวแบบระยะสั้นไปก่อน หลายองค์กรอาจพิจารณาการนำ lean มาใช้ในองค์กร ด้วยการลดจำนวนคน เพราะเห็นว่าการที่บางแผนก หรือบางคนหายไปไม่ได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ”

“ดังนั้นพนักงานในหลาย ๆ บริษัทกำลังเกิดความวิตกกังวล และพยายามปรับตัว ซึ่งการทำงานที่บ้านวัดผลงานยาก เพราะงานเข้ามาหาบริษัทน้อยลง อย่างไรก็ตาม จะมีพนักงานในบางฟังก์ชั่นที่ยังมีงานทำอย่างตลอด แต่ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานอื่น ๆ ที่เนื้องานน้อยลงจะไม่ตั้งใจทำงาน ดังนั้น ผู้บริหารต้องพิจารณาการทำงานในช่วงวิกฤตเช่นนี้อย่างสมดุล”

อันเป็นมุมมองของ 4 ผู้นำองค์กรที่กำลังส่งสัญญาณในการปรับทิศสู้กับวิกฤตไวรัสร้ายครั้งนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สลิงชอท กรุ๊ป