อโณทัย เวทยากร เปิดเผยผลสำรวจระดับโลกที่ชี้ให้เห็นว่า องค์กรส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในกับดักความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีควอนตัม และกำลังกลายเป็นปัจจัยฉุดรั้งขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต
ในช่วงเวลาที่หุ้น IonQ เพิ่งปรับตัวขึ้นกว่า 20.9% หลังประกาศว่าสามารถเพิ่มจำนวน Algorithmic Qubits ได้เร็วกว่าแผน ถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าอุตสาหกรรมควอนตัมกำลังเข้าใกล้จุดคุ้มทุนเชิงพาณิชย์
อโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการใหญ่และผู้บริหารส่วนงานเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ได้เปิดเผยว่า ช่องว่างด้านบุคลากรควอนตัม คือหนึ่งในปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ทุกองค์กรต้องเผชิญร่วมกัน แม้แต่องค์กรที่มีความล้ำด้านควอนตัมในระดับสูงสุดที่เรียกว่า QRO กว่า 90% รู้สึกถึงอุปสรรคด้านนี้อย่างชัดเจน ขณะที่องค์กรทั่วไปเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่ตระหนักถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง
5 สิ่งที่รั้งองค์กรไทยไปไม่ถึงควอนตัม
อโณทัยชี้ให้เห็นว่า ความพร้อมขององค์กรสำคัญพอกับวุฒิภาวะของเทคโนโลยี โดยองค์กรส่วนใหญ่เลือกที่จะรอให้เทคโนโลยีควอนตัมพัฒนาเต็มที่ก่อน แล้วค่อยลงทุนสร้างความพร้อม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผิดพลาดอย่างมีนัยสำคัญ
“องค์กรใดที่เลือกรอให้ควอนตัมพัฒนาเต็มที่ก่อนจึงค่อยสร้างความพร้อมขององค์กร จะมีโอกาสได้รับประโยชน์น้อยกว่าองค์กรที่เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ถึง 4 เท่า”
ในทางตรงกันข้าม องค์กรที่ลงมือทำแล้ววันนี้มีพฤติกรรมร่วมกันหลายประการ ได้แก่ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งเข้าร่วมกับระบบนิเวศ อย่าง IBM Quantum Network และอีก 7 ใน 10 เริ่มวางกรอบธรรมาภิบาลด้านไอทีควอนตัมตั้งแต่ต้น ขณะที่ 3 ใน 4 ได้ผนวกแผนควอนตัมเข้ากับกลยุทธ์ทางธุรกิจไปแล้ว
ในแง่ผลตอบแทน (ROI) บริษัทที่สร้างความพร้อมขององค์กรไว้ก่อนยุคหลังการพิสูจน์ความได้เปรียบเชิงควอนตัม (Post Advantage) ซึ่งคาดว่าจะมาถึงในปี 2570 มีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าบริษัทอื่นถึง 53% ภายในปี 2573

สร้างโรดแมปนำทางแบบบูรณาการหลายมิติ
อโณทัยเผยว่า สิ่งที่องค์กรควรทำวันนี้คือสร้างโรดแมปนำทางแบบบูรณาการหลายมิติ (Integrated Multi-Dimensional Roadmap) ที่ขับเคลื่อนกลยุทธ์ทางธุรกิจ การพัฒนาบุคลากร งบฯวิจัยและพัฒนา (R&D) และกรอบการกำกับดูแลไปพร้อมกัน พร้อมทั้งสื่อสารให้ CEO และคณะกรรมการบริษัทเข้าใจว่าการลงทุนในควอนตัมวันนี้ไม่ใช่การคาดหวัง ROI ระยะสั้น แต่คือการวางรากฐานสำหรับโอกาสที่ยิ่งใหญ่กว่าในอนาคต
Use Case ควรไปในรูปแบบ Portfolio
ถัดมาคือ Use Case ควรไปในรูปแบบ Portfolio จากผลสำรวจพบว่า 1 ใน 3 ขององค์กรที่เริ่มทำวิจัยด้านควอนตัมแล้ว ยังไม่มั่นใจใน Use Case ที่ตัวเองเลือก แม้แต่กลุ่ม QRO ที่ถือว่ามีความล้ำสุด 10% ก็ยังรู้สึกเช่นนั้น
IBM พบว่าบริษัทที่ทำวิจัยมาหลายปีแล้ว เริ่มมีบางส่วนที่สามารถนำไปใช้งานจริงและสร้างประโยชน์ได้ในระยะต้น ขณะที่บางส่วนถูกตัดออกเพราะไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ การบริหาร Portfolio จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่น และหลีกเลี่ยงกับดักการพัฒนาเทคโนโลยี (Maturity Paradox) ที่ถลำลึกจนถอยกลับไม่ได้
ควอนตัมกับ AI จะ Complimemt
อโณทัยมองว่าควอนตัมกับ AI จะ Complimemt กัน โดยผลสำรวจพบว่า 86% ของกลุ่ม QRO เชื่อว่า AI การประมวลผลสมรรถนะสูงและควอนตัมจะเกื้อกูลกันและกัน ขณะที่ 98% ขององค์กรเชื่อว่าควอนตัมจะช่วยเร่งศักยภาพของ AI และ AI ก็จะช่วยเร่งศักยภาพของควอนตัมในเวลาเดียวกัน
องค์กรควรวางตำแหน่งควอนตัมให้เป็นตัวทวีคูณสมรรถนะของ AI (AI Force Multiplier) และสื่อสารให้ผู้บริหารและนักวิจัยเห็นภาพร่วมกันว่าควอนตัมจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพ AI โดยเฉพาะการฝึกโมเดล (Train) ขนาดใหญ่ที่มีความซับซ้อนสูงเกินความสามารถของเทคโนโลยีปัจจุบัน พร้อมทั้งสร้างทีมข้ามสาขา (Cross-Domain Team) ที่ผสานผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และควอนตัมเข้าด้วยกัน แชร์ความรู้ และวางแผนลงทุนในจุดที่อัลกอริทึม AI อาจถึงขีดจำกัดในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
ปัญหาช่องว่างด้านบุคลากร
สำหรับปัญหาช่องว่างด้านบุคลากรหรือ Talent Gap แม้แต่กลุ่มองค์กรที่มีความล้ำด้านควอนตัมมากที่สุด ก็ยังมีกว่า 90% ที่รู้สึกถึงอุปสรรคด้านการขาดแคลนบุคลากร ส่วนองค์กรทั่วไปราว 1 ใน 3 เพิ่งเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้
ทาเลนท์ป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ใช้เงินทุนที่สูงมาก และเป็นเรื่องระยะยาว ซึ่งมีหลากหลายทางเลือก เช่น การทำงานร่วมกับ Academic หรือการเข้ามาร่วมเป็นพันธมิตรกับศูนย์ Siam Quantum Square นี่ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ตนว่ามีประโยชน์มาก ๆ
หรือการ Develop จาก Internal Skill อย่าง IBM ได้ทำทั้งสองทาง ทำงานร่วมกับ Academic และ Build Internal Skill ขึ้นมาด้วย หรือแม้แต่ไปเฟ้นหาจาก STEM Field แล้วนำมาสร้าง แต่สร้างแล้วทำอย่างไรถึงจะ Preserve Talent เหล่านี้ให้อยู่กับองค์กรให้ได้นานที่สุด
“หลังปี 2570 เป็นต้นไป การแย่งชิงบุคลากรด้านควอนตัมจะยิ่งรุนแรงขึ้นอย่างมาก องค์กรจึงควรเริ่มสร้างความพร้อมตั้งแต่วันนี้”
อโณทัยระบุว่า องค์กรจำเป็นต้องประเมินช่องว่างทักษะในเชิงลึกมากกว่าการมองภาพรวมแบบกว้าง โดยควรระบุให้ชัดเจนถึงทักษะเฉพาะทางที่ขาดแคลนในแต่ละด้าน ไม่ว่าจะเป็น App Architecture, การพัฒนาอัลกอริทึม, ฮาร์ดแวร์ หรือ AI เพื่อให้สามารถพัฒนาบุคลากรได้สอดคล้องกับองค์ความรู้องค์กรต้องการขับเคลื่อน
ขณะเดียวกัน องค์กรควรบูรณาการการพัฒนาบุคลากรด้านควอนตัม (Quantum Talent Development) เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังคนและเส้นทางอาชีพที่มีอยู่เดิม จากปัจจุบันที่หลายองค์กรยังไม่ได้รวมประเด็นดังกล่าวไว้ในแผนอย่างเป็นระบบ
นอกจากนี้ ควรออกแบบโปรแกรมการเรียนรู้ที่มีความต่อเนื่องและเชื่อมโยงข้ามสายงาน อาทิ การหมุนเวียนงานระหว่างสายซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม ไปฮาร์ดแวร์ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแบบบูรณาการ และกระจายองค์ความรู้ภายในองค์กรให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

การใช้เทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรม
ความจริงข้อสุดท้ายที่อโณทัยเน้นย้ำคือการใช้เทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรม หรือที่เรียกว่า Responsible Computing ซึ่งต้องวางกรอบตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่เพิ่มเติมในภายหลัง
ผลสำรวจพบว่ามีเพียง 2% ขององค์กรที่ลงทุนวิจัยด้านควอนตัมเท่านั้นที่ฝังกรอบธรรมาภิบาลไว้ตั้งแต่ต้น นับเป็นช่องว่างที่น่าเป็นห่วง
“ควอนตัมนั้นมาเหมือนเหรียญสองด้าน ให้คุณประโยชน์และก็อาจจะมีความเสี่ยงในเวลาเดียวกัน เราจำเป็นต้อง Educate ความเสี่ยงคืออะไร ทั้งในแง่ของความเสี่ยงที่จะมากับควอนตัมเทคโนโลยี ในเชิงจริยธรรม ในเชิงการ Governance และอื่น ๆ อีกมากมาย”
โดยเฉพาะเมื่อพบว่า 49% ของ QRO ยังคงมีความขัดแย้งระหว่างฝั่งนวัตกรรมธุรกิจกับฝั่งความมั่นคงปลอดภัยในเรื่องควอนตัม และ 54% ของ QRO ระบุว่าการแบ่งปันความรู้เรื่องภัยคุกคามและกรอบธรรมาภิบาลข้ามอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับต่ำ
สำหรับสิ่งที่องค์กรควรทำคือ ผนวกธรรมาภิบาลด้านควอนตัมเข้าสู่กรอบการบริหารความเสี่ยงที่มีอยู่แล้ว กำหนดมาตรฐานการเข้ารหัสยุคหลังควอนตัม (Post-Quantum Cryptography : PQC) ในกระบวนการจัดซื้อเทคโนโลยีทุกประเภท และสร้างทีมบูรณาการที่ฝั่งธุรกิจกับฝั่งความมั่นคงปลอดภัยทำงานเป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อให้ธรรมาภิบาลเป็นคันเร่ง ไม่ใช่เบรกของนวัตกรรม
อโณทัยกล่าวปิดท้ายว่า เวลากำลังเดินหน้าอย่างรวดเร็วกว่าที่หลายองค์กรคิด ควอนตัมแบบทนต่อข้อผิดพลาด (Fault-Tolerant) จะมาถึงในปี 2572 และสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นยังคาดการณ์ได้ยาก จากที่เห็นการพัฒนาของควอนตัมเป็นไปอย่างรวดเร็ว แค่กะพริบตา 3-4 ปีก็จะมาถึงแล้ว 2572 Fault-Tolerant มาแล้ว Beyond 2572 ยังเป็นสิ่งที่ยังเราคาดไม่ถึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ถอดบทเรียนควอนตัม สร้างคน-วางระบบ
สำหรับความพร้อมด้านควอนตัมหมายถึงการมีบุคลากรที่รู้จริงในทุกมิติ ตั้งแต่การเขียนโปรแกรม การออกแบบอัลกอริทึมไปจนถึงความเข้าใจในฮาร์ดแวร์แต่ละประเภท และต้องสามารถทำงานร่วมกันในระบบนิเวศเดียวกันได้อย่างราบรื่น องค์กรจึงควรประเมินก่อนว่าขาดบุคลากรในด้านใดเป็นพิเศษ แล้วนำการพัฒนาบุคลากรด้านควอนตัมเข้าไปรวมอยู่ในแผนพัฒนาคนที่มีอยู่แล้ว ไม่ใช่แยกเป็นโครงการ นอกจากนี้ควรเปิดโอกาสให้พนักงานได้หมุนเวียนสับเปลี่ยนหน้าที่ข้ามสายงาน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่รอบด้านและแลกเปลี่ยนความรู้กันได้ภายในองค์กร
โดยภายหลังปี 2570 จะตรงกับช่วง Post-Quantum Advantage สงครามแย่งชิงบุคลากรด้านควอนตัมจะทวีความรุนแรงขึ้น องค์กรที่ละเลยการลงทุนด้านบุคลากรในวันนี้ เสี่ยงเผชิญภาวะขาดแคลนทักษะจนไม่สามารถไล่ตามคู่แข่งได้ทันในอนาคต