จิบเครื่องดื่ม ลิ้มรสอาหารอีสานลาวโมเดิร์นทวิสต์ ในโอเอซิสแห่งสุขุมวิท ที่ MONKEY POD

ต้นจามจุรีสูงใหญ่ที่อยู่คู่กับบ้านไม้สักทองสไตล์โคโลเนียลอายุราว 100 ปี ซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 13 ถูกล้อมรอบด้วยตึกสูงของโรงแรมและคอนโดมิเนียม เป็นเสมือนโอเอซิสแห่งสุขุมวิทที่เข้าไปเห็นแล้วจะต้องร้องว้าว ในพื้นที่ที่ว่านี้เพิ่งถูกดัดแปลงเป็นร้าน MONKEY POD ทาปาสบาร์เรสเตอรองต์แอนด์คาเฟ่ ในเครือ Blue Elephant

MONKEY POD คือชื่อภาษาอังกฤษของต้นจามจุรี ซึ่งเป็นที่มาของชื่อร้าน ร้านเปิดมาพร้อมกับคอนเซ็ปต์
อิซากายะ ที่ตั้งใจจะให้ร้านแห่งนี้เป็นจุดพบปะสังสรรค์กินดื่มควบคู่ไปกับอาหารที่อร่อยถูกปาก โดยมีเมนูเป็นอาหารอีสานสไตล์ตะวันตก (East meets West) รังสรรค์โดยเชฟสายเลือดลาวที่เก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างโชกโชนมาจากประเทศในแถบตะวันตก

หากเลือกนั่งในบ้าน จะได้ดื่มเครื่องดื่มและทานอาหารในบรรยากาศสุดคลาสสิก แต่ถ้านั่งที่โซนเอาต์เดอร์ก็จะรื่นรมย์ท่ามกลางความร่มรื่นใต้ร่มเงาของต้นจามจุรียักษ์ที่แผ่กิ่งก้านขนาดใหญ่ บริเวณรอบ ๆ เต็มไปด้วยความเขียวขจีของแมกไม้นานาชนิดในสวนสวย ที่นี่จึงเปรียบเสมือนอยู่ในโอเอซิสแห่งสุขุมวิท และยังเพิ่มความผ่อนคลายโดยการอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้าไปในโซนเอาต์ดอร์และปล่อยให้น้อง ๆ วิ่งเล่นในสวนได้ด้วย

ต้อง-จิรกฤต อุ่นจิต ผู้จัดการร้านเล่าความเป็นมาของร้านว่า Blue Elephant ได้เช่าบ้านเก่าแก่หลังนี้มาเมื่อปี 2018 เดิมทีต้องการเปิดเป็นร้านอาหาร fine dining แต่เมื่อเริ่มโปรเจ็กต์ไปได้ประมาณ 30% ก็หยุดเพื่อไปโฟกัสร้านหลัก แล้วต่อมาพอเกิดโควิด-19 ขึ้นทำให้เทรนด์การทำร้านอาหารเปลี่ยนไป ร้านอาหารแบบ fine dining ดูจะไม่เหมาะแล้ว จึงทำให้โปรเจ็กต์นี้ต้องเปลี่ยนไปด้วย

ขณะที่เกิดโควิด-19 ร้าน Blue Elephant บางสาขาในยุโรปต้องปิดตัวลงโดยไม่รู้ว่าจะกลับมาเปิดได้อีกเมื่อไหร่ จึงต้องขนเฟอร์นิเจอร์บางส่วนจากร้านเหล่านั้นกลับมาที่ไทย โดยนำมาเก็บไว้ที่บ้านหลังนี้ มิสเตอร์คาร์ล สเต็ปเป้ เจ้าของร้าน Blue Elephant ซึ่งชื่นชอบและสะสมของเก่าอยู่แล้ว จึงนำของเก่าและเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้มาตกแต่งร้านออกมาเป็นสไตล์โคโลเนียล

ร้าน MONKEY POD เน้นขายเครื่องดื่มเป็นหลัก และมีอาหารเป็นส่วนเสริมในสไตล์ไทยทาปาส มีความพิเศษตรงที่นำอาหารอีสานและอาหารลาวมาผสมผสาน เรียกว่า “อีสานลาวโมเดิร์นทวิสต์” โดยการรังสรรค์ของ เชฟดู๊ดู่-ทวีศักดิ์ พุทธาวงศ์ เชฟสัญชาติลาว ซึ่งเกิดที่เบลเยียมและโตที่อังกฤษ มีประสบการณ์การทำงานกับเชฟระดับโลก Claude Bosi และ Albert Adria จึงนำเอาเทคนิคที่ได้จากยุโรปมาปรับใช้กับเมนูอาหารในร้าน

ในช่วงที่ร้านไม่สามารถให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ภายใต้มาตการควบคุมโรคระบาด ร้านจึงปรับเมนูอาหารซึ่งเดิมไม่ได้เน้นอาหารมากนัก อย่างหมูปลาร้า เนื้อปลาร้า และไก่อบ ให้ออกมาเป็นอาหารที่ลูกค้าสามารถเข้ามารับประทานในตอนกลางวันได้ และกลายมาเป็นอาหารจานหลักของทางร้าน

 

สำหรับเมนูแรกซึ่งทางร้านบอกว่า เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้านเลย คือ LAO DOG หรือ “ฮอทด็อกหมั่นโถวทอดไส้กั่ว” เป็นเมนูที่เชฟได้แรงบันดาลใจมาจากหมั่นโถวทอดสไตล์ไต้หวันที่หอมกลิ่นเนย รับประทานคู่กับไส้กั่ว ลูกผสมระหว่างไส้อั่วและไส้กรอกอีสาน เป็นสูตรลับที่เชฟได้รับการถ่ายทอดมาจากคุณแม่ ราดด้านบนด้วยแจ่วหมากเล๋นหรือแจ่วมะเขือเทศ เป็นเมนูที่รสชาติกลมกล่อม ตัวไส้อั่วที่เป็นพระเอกของเมนูนี้ไม่เปรี้ยวและไม่มีกลิ่นฉุนสมุนไพรมากเกินไป


ต่อด้วย “ปีกไก่ทอดนํ้าปลาหวาน” (NAM PLA WAAN CHICKEN WING) เกิดจากเชฟได้ทานมะม่วงน้ำปลาหวานครั้งแรก ก็มีไอเดียว่าอยากลองทำเป็นไก่น้ำปลาหวาน โดยนำปีกไก่ทอดเหลืองกรอบมาคลุกเคล้ากับซอสน้ำปลาหวานสูตรพิเศษ เสิร์ฟคู่กับมะม่วงพิวเร (mango puree)

ถัดมา “ไก่คลองไผ่อบพริกเหลือง” (KLONG PHAI CHILLI CHICKEN) เมนูนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากไก่ย่างอีสาน โดยใช้ไก่ที่มาจากฟาร์มไก่คลองไผ่ที่เขาใหญ่ ซึ่งเลี้ยงด้วยวิธีธรรมชาติ นำเนื้อไก่มาหมักด้วยพริกเหลืองและสมุนไพรไทย เช่น ตะไคร้ น้ำมะขาม รากผักชี กระเทียม ทิ้งไว้หนึ่งคืนก่อนนำมาย่าง เสิร์ฟมาคู่กับหอมแขกดองใส่น้ำบีทรูท และซอสซิมิชูริแบบอเมริกาใต้ แต่ปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทยมากขึ้น

“ข้าวผัดแจ่วบองหมูย่างปลาร้า ไข่ดองนํ้าปลา” (MOO PLA RA KHAO PAD JEOW BONG) เป็นเมนูที่นำข้าวหอมมะลิไปผัดคลุกเคล้ากับแจ่วบองลาว ส่วนหมูจะใช้สันคอเคลือบด้วยซอสปลาร้าและนำไปย่างบนเตาถ่าน โปะมาบนข้าวผัด ทานคู่กับไข่แดงดองน้ำปลา สูตรเฉพาะของทางร้านที่ใช้มิรินมาเป็นตัวช่วยเพิ่มความหวานให้กับไข่ดอง

เมนูทานเล่นที่ร้านตั้งใจคิดค้นขึ้นมาสำหรับคนที่ทานมังสวิรัติคือเมนู “ลาบเห็ดทอด” (LARB HED TOD) โดยนำเห็ดไปผัดกับเครื่องลาบ แล้วนำมาห่อกับใบชะพลูและแผ่นป่อเปี๊ยะ นำไปทอด แล้วเสิร์ฟคู่กับพิวเรลาบ

ตบท้ายด้วยเครื่องดื่มม็อกเทล 2 สูตรพิเศษที่ให้ความสดชื่นและดีต่อสุขภาพ คือ TROPICAL SPICE ทำจากน้ำส้ม น้ำเสาวรส เติมน้ำเชื่อมโฮมเมดกลิ่นชินนาม่อน เติมความเปรี้ยวด้วยน้ำมะนาวสด โปะด้วยฟองโฟมที่ทำจากไข่ขาวเพื่อให้ความสมูท และ MONKEY SPRITZER ทำจากน้ำแอปเปิล น้ำลิ้นจี่ ตัดเปรี้ยวหวานด้วยน้ำเชื่อมสตรอว์เบอร์รี่ น้ำมะนาวสด และโปะด้วยฟองโฟมจากไข่ขาวเพิ่มสัมผัสให้สมูทอีกเช่นกัน

สำหรับใครที่อยากหาสถานที่พบปะสังสรรค์ในใจกลางเมือง ย่านสุขุมวิทต้น ๆ ที่ยังมีสีเขียวให้ร่มรื่นชื่นใจ เราขอแนะนำว่า MONKEY POD ก็เป็นตัวเลือกที่ดี ร้านเปิดให้บริการทุกวัน เวลา 11.30-23.00 น. (ปิดครัว 21.30 น.) สามารถรองรับได้ทั้งมื้อเที่ยง มื้อบ่าย และมื้อเย็น ถ้าสนใจติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทรไปได้ที่เบอร์ 02-115-9830 หรือทาง www.facebook.com/Monkeypodbkk หรือ Line Official account @monkey_pod

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ