จากปัจจุบันการเดินเรือในทะเลน้ำแข็งเขตอาร์กติก อยู่ในเขตอิทธิพลของรัสเซีย ซึ่งขณะนี้ถูกลงโทษทางเศรษฐกิจ หรือแซงก์ชั่น แต่อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ภาวะโลกร้อนที่ละลายน้ำแข็งจะทำให้โลกเปลี่ยนไป
วันที่ 22 มิถุนายน บีบีซี รายงานผลการศึกษาของ ทีมนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบราวน์และมหาวิทยาลัยเมน สหรัฐอเมริกา ที่ตีพิมพ์ผลการศึกษาในวารสาร PNAS ว่า ภาวะโลกร้อนจะช่วยเปิดเส้นทางใหม่ในมหาสมุทรอาร์กติกตอนเหนือ
ภายในไม่กี่สิบปีข้างหน้า หรืออย่างเร็วที่สุดในปี 2035 (พ.ศ.2578) เรือสินค้าของนานาประเทศจะผ่านเส้นทางไปได้โดยไม่ต้องใช้เรือตัดน้ำแข็งนำทาง และไม่ต้องใช้เส้นทางหลักที่ลัดเลาะไปตามแนวเขตเศรษฐกิจจำเพาะของรัสเซีย

สภาพภูมิอากาศในเส้นทางเดินเรือทะเลเหนือ จากทะเลคารา (Kara Sea) มาถึงช่องแคบแบริง (Bering Strait) คิดเป็นระยะทาง 24,000 กิโลเมตร ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเขตควบคุม 300 กิโลเมตรจากชายฝั่งของรัสเซีย
การแล่นเรือผ่านน่านน้ำดังกล่าว ทำให้รัสเซียเก็บค่าธรรมเนียมและบริหารจัดการเดินเรือในแถบนั้นได้ตามใจชอบ ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่บริษัทผู้เดินเรือขนส่งสินค้ามักประสบปัญหากับการทำงานล่าช้าของทางการรัสเซียอยู่เสมอ
ยิ่งเมื่อเกิดสงครามในยูเครน และนานาชาติแซงก์ชั่นรัสเซีย ทำให้มีความต้องการมองหาเส้นทางใหม่นอกเขตอิทธิพลรัสเซียดังกล่าว
ช่วง 1 เดือนไม่ต้องพึ่งเรือตัดน้ำแข็ง
ทีมผู้วิจัยพบว่า แบบจำลองภูมิอากาศชี้ถึงความเป็นไปได้สูงในอนาคตอันใกล้ ที่แผ่นน้ำแข็งในเขตน่านน้ำสากลของทะเลเหนือจะละลายตัวมากพอเป็นเวลา 1 เดือนในทุกปี จนสัญจรผ่านไปมาได้โดยไม่ต้องใช้เรือตัดน้ำแข็ง
สภาพการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นระหว่างปี 2035 – 2065 (พ.ศ. 2578-2608) โดยจะเกิดขึ้นช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกและอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเป็นอย่างไร

ก่อนหน้านี้การเดินเรือผ่านเส้นทางทะเลเหนือจะสามารถทำได้เพียงปีละ 4 เดือน ช่วงฤดูร้อนไปจนถึงต้นฤดูใบไม้ร่วง โดยจะต้องใช้เรือตัดน้ำแข็งนำทางเท่านั้น ทำให้บริษัทขนส่งต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง แม้จะเป็นเส้นทางที่สั้นและรวดเร็วกว่าการเดินเรือผ่านคลองสุเอซถึง 30%
แต่ภาวะโลกร้อนซึ่งทำให้อุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส กำลังทำให้ข้อจำกัดนี้หมดไป
สถาบันบริหารธุรกิจโคเปนเฮเกน (Copenhagen Business School) ระบุเมื่อปี 2016 (2559) ว่า การใช้เส้นทางเดินเรือผ่านทะเลเหนือจะเริ่มคุ้มทุนประมาณปี 2040 (พ.ศ.2583) หากน้ำแข็งยังละลายต่อเนื่องด้วยอัตราความเร็วในปัจจุบัน
เมื่อปี 2017 (พ.ศ.2560) เรือบรรทุกก๊าซธรรมชาติเหลว “คริสทอฟ เดอ มาร์เจอรี” (Christophe de Margerie) ของรัสเซีย สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยใช้เส้นทางทะเลเหนือเดินทางจากพื้นที่แถบขั้วโลกมายังภูมิภาคเอเชียได้ โดยที่ไม่ต้องใช้เรือตัดน้ำแข็งแล่นนำเป็นครั้งแรกของโลก
อย่างไรก็ตามบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเตือนว่า การเดินเรือในน่านน้ำดังกล่าวยังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะชนกับภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งอาจทำให้มีการรั่วไหลของน้ำมัน รวมทั้งไอเสียจากเครื่องยนต์เรือที่แล่นผ่านจำนวนมากขึ้น
มลพิษเหล่านี้อาจไปปนเปื้อนในหิมะและน้ำแข็งของเขตอาร์กติก จนส่งผลให้แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วยิ่งขึ้นได้
……….
เนื้อหาข่าว บีบีซีไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือระหว่างสององค์กรข่าว