ย้อนวันวาน! วิวัฒนาการ 10 ปี ” iPhone” สมาร์ทโฟนราคาครึ่งแสน ตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน

AP Photo/Marcio Jose Sanchez

เปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่สำหรับสมาร์ทโฟน 3 รุ่นล่าสุดจากตระกูล “แอปเปิล” เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ด้วยลูกเล่น สีสัน เทคโนโลยีล้ำสมัย สไตล์ “สตีฟ จอบส์” ที่เเม้จะเปลี่ยนผ่านมือกุมบังเหียนบริษัทไปตามกาลเวลา เเต่ทุกครั้งที่แอปเปิลเปิดตัวโทรศัพท์รุ่นใหม่ ยังคงสร้างปรากฎการณ์อย่างหนึ่งบนสื่อออนไลน์ ที่สาวกยักษ์อิเล็กทรอนิกส์โลโก้ผลไม้นี้ต่างรอคอย

สำหรับ iPhone รุ่นใหม่ล่าสุด 3 รุ่น ประกอบด้วย iPhone XS และ iPhone XS Max ที่ราคายังคงเเพงหู่ฉี่ เเต่แอปเปิลก็ยังคงปล่อย iPhone XR มาเเบบม้ามืด ด้วยราคาที่ถูกลง เป็นอีกทางเลือกที่งัดมาสู้คู่เเข่งจากค่ายอื่น รวมถึงตอบโจทย์กลุ่มตลาดที่อยากใช้สมาร์ทโฟนของค่ายนี้ให้เข้าถึงราคาของไอโฟนได้

AFP PHOTO / NOAH BERGER

เมื่อตระกูล X ตัวใหม่ออกมาพร้อมกันถึง 3 รุ่น เป็นไปตามคาดการณ์มีประกาศเลิกจำหน่าย iPhoneX ที่เพิ่งเปิดตัวครบ 1 ปี เรียกได้ว่า iPhoneX ขึ้นเเท่นเป็นสมาร์ทโฟนที่เปิดตัวพร้อมคำเคลมว่าเป็นมือถือเเห่งอนาคตกลายเป็นรุ่นลิมิเตดไปเสียเเล้ว

ย้อนกลับไปกว่า 10 ปีก่อน ในช่วงปี 2007 “สตีฟ จอบส์” เปิดตัวไอโฟนรุ่นเเรก ในวันที่ 29 มิถุนายน ภายใต้เเนวคิด “Your life in your pocke” ขณะนั้นตัวเครื่องมีหน่วยความจำ 4 GB กล้องหลัง 2 ล้านพิกเซล ขณะนั้นมือถือรุ่นนี้ยังไม่มี 3G เเละยังไม่มี App Store ส่วนราคานั้นอยู่ที่ 499 ดอลลาร์ หรือประมาณ 16,000 บาท

เเละเเม้จะราคาสูง เเต่ด้วยรูปแบบทัชสกรีนเเละความทันสมัยในช่วงนั้น เเอปเปิลก็สามารถกวาดรายได้จากการเปิดตัวไอโฟนรุ่นเเรกไปอย่างมหาศาล ด้วยยอดขายกว่า 5 ล้านเครื่อง

AFP PHOTO / Ryan Anson

ปี 2008 แอปเปิล เปิดตัวมือถือ iPhone 3G ในวันที่ 9 มิถุนายนซึ่งเป็นมือถือยุครุ่งเรืองของบริษัทเพราะสามารถรองรับ 3G รุ่นเเรก ขนาดหน้าจอ 3.5 นิ้ว กล้องดิจิตอล 2 ล้านพิกเซล มาพร้อมช่องเสียบชุดหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร อีกทั้งยังมี GPS บอกเส้นทาง หน่วยความจำ 16 GB ราคาเริ่มต้นที่ 24,000 บาท

AFP PHOTO

ปี 2009 บริษัทเเถลงเปิดตัว iPhone 3GS เปิดตัวเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน เเละนี่เป็นที่มาของรุ่น S ครั้งเเรกของแอปเปิล ด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 3.5 นิ้ว มาพร้อมระบบปฏิบัติการ iOS 3.0 กล้องขนาด 3 ล้านพิกเซล รวมถึงปรับปรุงสเปคของเครื่อง ระบบภายในให้เร็วขึ้น พร้อมหน่วยความจำเครื่อง 8,16 เเละ 32 GB

ปี 2010 แอปเปิลเปิดตัว iPhone 4 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ด้วยดีไซน์เครื่องใหม่หมด ใช้กรอบสเเตนเลส เเต่ขนาดหน้าจอยังอยู่ที่ 3.5 นิ้ว แต่ความละเอียดของหน้าจอเพิ่มขึ้นเป็น 640 x 960 พิกเซล มาพร้อมระบบปฏิบัติการ iOS 4 นับเป็นมือถือรุ่นเเรกที่มีทั้งกล้องหน้าเเละกล้องหลัง โดยกล้องหน้ามีความละเอียดอยู่ที่ 0.3 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหลัง 5 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ยังเป็นไอโฟนรุ่นเเรกที่กล้องหลังมีเเฟลชใช้ในการถ่ายภาพ

ความทันสมัยของไอโฟนที่ไม่ได้พัฒนาเเค่ตัวเครื่อง เเต่ยังมาพร้อมลูกเล่น FaceTime คือการสนทนากับอีกสายเเบบเห็นหน้า เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อย เพราะยังเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยสุดในยุคนั้น

AFP PHOTO / Ryan Anson

ปี 2011 แอปเปิลเปิดตัว iPhone 4S เปิดตัวเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม มาพร้อมเสียงที่หลายคนคุ้นหูอย่าง Siri “คุณจะให้ฉันช่วยทำอะไร” เป็นครั้งเเรก เเละเชื่อว่าหลายคนที่ใช้ไอโฟนมารุ่นต่อรุ่นคงตื่นเต้นไม่น้อยจากการมีสิริ โดยแอปเปิลปรับปรุงไอโฟน 4 ให้เสถียรมากขึ้น ระบบปฏิบัติการณ์ iOs 5.0 กล้องหลังชัดขึ้นถึง 8 ล้านพิกเซล ความชัดของวิดีโออยู่ที่ 1080p หน่วยความจำเครื่อง 16,32,64 GB เรียกได้ว่าความจุกระโดดข้ามจนหลายคนตั้งคำถามว่าจะใช้งานได้ครบหมดหรือเปล่า


ปี 2012 แอปเปิลเปิดตัว iPhone 5 ในวันที่ 12 กันยายน โดยตัวเครื่องรุ่นนี้เป็นอะลูมิเนียม มีขนาดบางลง หน้าจอเพิ่มขึ้นถึง 4 นิ้ว ความละเอียดสูงถึง 1,136 × 640 พิกเซล รองรับ LTE หรือ 4G นั่นเอง ระบบปฏิบัติการณ์ iOS 6.0 หน่วยความจำมีให้เลือก 3 แบบคือ 16GB, 32GB และ 64GB กล้องหลังมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซลเท่ารุ่นก่อนเเต่กล้องหน้าเพิ่มขึ้นมาที่ 1.2 ล้านพิกเซล นอกจากนี้ยังเปิดตัวพอร์ต Lightning รุ่นเเรก

ปี 2013 แอปเปิลเปิดตัว iPhone 5S ในวันที่ 10 กันยายน เปิดมิติใหม่ของการปลดล็อกสมาร์ทโฟนด้วยการสเเกนนิ้ว Touch ID ตัวเครื่องเป็นอลูมีเนียม ใช้ชิปประมวลผล Apple A7 มาพร้อมระบบปฏิบัติการ iOS 7 กล้องหลังความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าความละเอียด 1.2 ล้านพิกเซล

โดยในปีเดียวกันนี้ ยังได้เปิดตัวอีกรุ่นที่ราคาย่อมเยาอย่าง iPhone 5C ที่สีสันเริ่มแหวกเเนวออกไป ซึ่งจะเห็นหลักๆ ว่าไอโฟนมักทำสีดำ เงิน ขาว เเต่รุ่นนี้มีให้เลือกถึง 5 สี ได้เเก่ ขาว เเดง เหลือง ฟ้า เเละเขียว ตัวเครื่องด้านหลังนั้น ใช้วัสดุเป็น Polycarbonate เป็นพลาสติกที่มีความแข็งแรงมาก โดยรุ่นนี้ใช้ชิปเซ็ต A6 กล้องหลังของรุ่นนี้เหมือนกันกับ iPhone 5S เเต่ความต่างของสองรุ่นนี้คือ iPhone 5C ไม่มี สเเกนนิ้ว Touch ID หน่วยความจำเครื่อง 16,32 GB ราคาเริ่มต้น 18,900-22,900 บาท

อย่างไรก็ตามเเม้จะเปิดตัวในปีเดียวกันถึง 2 รุ่น เเต่ iPhone 5C ก็ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ซึ่งยอดขายในรุ่นนี้ยังไม่ดีมากนัก

AFP PHOTO / KAZUHIRO NOGI

ปี 2014 แอปเปิลฉีกทุกกฎของไอโฟนที่เคยมีมา ด้วยการออกเเบบใหม่หมด ชนิดที่ว่าโบกมือลาสิ่งเดิมๆ ด้วยรุ่น iPhone 6, iPhone 6 Plus เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 19 กันยายน ด้วยหน้าจอเเสดงผลที่ใหญ่ขึ้น 4.7 เเละ 5.5 นิ้ว ตามลำดับ ใช้ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ A8 ทั้ง 2 รุ่นมีการปรับปรุงการเชื่อมต่อแบบ LTE และ Wi-Fi ให้ดีขึ้น

ไอโฟนสองรุ่นนี้แอปเปิลได้ทำการเปิดจองล่วงหน้า 24 ชั่วโมง มียอดสั่งซื้อกว่า 4 ล้านเครื่อง เเละ 3 วันหลังเปิดตัวไอโฟนทั้งสองรุ่น บริษัทสามารถขายได้มากกว่า 10 ล้านเครื่อง เรียกได้ว่าหุ้นของเเอปเปิลในขณะนั้นเนื้อหอมเเละพุ่งทะยานกันเลยทีเดียว

ปี 2015 แอปเปิลเปิดตัว iPhone 6S และ iPhone 6S Plus เมื่อวันที่ 9 กันยายน โดยใช้ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ A9 วัสดุมีความเเข็งเเรงขึ้น เเละสีใหม่ที่ติดปากใครหลายคนอย่างสีโรสโกลด์ กล้องหลังพัฒนาขึ้นเป็น 12 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้าอยู่ที่ 5 ล้านพิกเซล

โดย iPhone 6S มาพร้อม 3D Touch ระบบสัมผัส Multi-Touch ฟีเจอร์ Live photo ถ่ายวิดีโอได้ถึง 4K 6s จอแสดงผล Retina Display 24-bit (16 ล้านสี) กว้าง 4.7 นิ้ว ส่วนไอโฟน 6s Plus จอแสดงผล Retina Display 24-bit (16 ล้านสี) ระบบสัมผัส Multi-Touch กว้าง 5.5 นิ้ว ระบบปฏิบัติการ iOS 9 โดยราคาเริ่มต้นที่ 18,500 บาท

ปี 2016 เข้าสู่ยุคที่แอปเปิลเปิดตัวไอโฟน “เครื่องเล็ก สเปคเเรง” ด้วย iPhone SE เปิดตัวเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ลักษณะต่อยอดมาจากไอโฟน 5 หน้าจอเเสดงผลอยู่ที่ 4 นิ้ว โดยเจ้าตัวนี้ถูกนำฮาร์ดแวร์ที่นำฮาร์ดแวร์ของ iPhone 6S มาใส่ไว้ใน iPhone SE แต่ดูเหมือนการรีโนเวทรุ่นเก่ากลับมานั้นไม่ใช่เเนวทางที่รุ่งเสียทีเดียว เพราะไอโฟนรุ่นนี้ก็ยังไม่เป็นที่ตอบโจทย์เเละยอดขายไม่ได้ดีแต่อย่างใด

ปี 2016 แอปเปิลเปิดตัว iPhone 7 และ iPhone 7 plus ในวันที่ 7 กันยายน โดย iPhone 7 มาด้วยลุคใหม่สี Jet Black เเละสี Black เป็นมือถือตระกูลแอปเปิลที่มีระบบป้องกันน้ำและป้องกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP67 และชิปเซ็ตรุ่นใหม่ A10 Fusion โดยมีการปรับปรุงกล้องหน้าเพิ่มเป็น 7 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องถ่ายรูปด้านหลัง มีการเพิ่มเลนส์อีก 6 เลนส์ รูรับแสง f/1.8 ซึ่งใน iPhone 7 Plus มีกล้องหลัง 2 ตัวรุ่นเเรก ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มี Portrait Mode จอภาพ Retina HD สว่างขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหน่วยความจำอยู่ที่ 32-128 GB ราคาเริ่มต้น 17,000-25,000 บาท

ปี 2017 เป็นอีกหนึ่งปีทองของบริษัท เมื่อเเอปเปิลเปิดตัว iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X เมื่อวันที่ 12 กันยายนมาพร้อมคำเคลมที่ว่า สมาร์ทโฟนแห่งอนาคต เเละเปิดฉากมือถือไร้ขอบรุ่นเเรก

โดย iPhone 8 และ iPhone 8 Plus มีการเพิ่มกระจกนิรภัยทั้งด้านหน้าเเละด้านหลัง อีกทั้งยังมีการชาร์จเเบบไร้สาย ใช้ชิปเซ็ตรุ่นใหม่ระดับ Apple A11 Bionic ไอโฟน 8 จอแสดงผล Retina Display 24-bit (16 ล้านสี) ระบบสัมผัส Multi-Touch

ไอโฟน 8 กว้าง 4.7 นิ้ว ความละเอียด 750 x 1334 พิกเซล (326 ppi) ระบบป้องกัน ฝุ่นละออง มีคุณสมบัติการกันน้ำ ส่วนไอโฟน 8 พลัส จอแสดงผล Retina Display 24-bit (16 ล้านสี) ระบบสัมผัส Multi-Touch กว้าง 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 1920 พิกเซล

และมาถึงสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์อย่าง iPhone X หรือ ไอโฟน เท็น มือถือรุ่นเเรกแบบไร้ขอบจอราคาเกือบครึ่งเเสน เป็น OLED ขนาด 5.8 นิ้ว มีความละเอียด 2,436 × 1,125 พิกเซล สามารถกันน้ำ โดยมี 2 สีให้เลือก คือ ดำและเงิน ดีไซน์ตัดปุ่มด้านหน้าของเครื่องออกเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งานหน้าจอแสดงผลให้มากขึ้น

มาพร้อมกับกล้องหลังคู่ ด้วยเลนส์มุมกว้างความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.8 ซึ่งประกอบด้วยชุดเลนส์หกชิ้น ที่มาพร้อมกับเลนส์ telephoto รูรับแสง f/2.4 และมี Flash LED แบบทรูโทน กล้องหน้า “TrueDepth” มีความละเอียด 7 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/2.2

สำหรับสิ่งที่สมาร์ทโฟนค่ายอื่นยังไม่สามารถต่อกรกับ iPhone X ได้คือระบบ Face Id ปลดล็อกด้วยใบหน้าของเจ้าของเครื่อง อีกทั้งยังมีลูกเล่นอย่างแอนิโมจิ

AP Photo/Marcio Jose Sanchez

เรียกได้ว่า แอปเปิล กลับมาตีตลาดได้อีกครั้งท่ามกลางการเเข่งขันจากค่ายคู่เเข่งจากฟากเกาหลี เเละจีน

โดยล่าสุด เมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา แอปเปิล เปิดตัวมือถือตระกูล X รุ่นใหม่ถึง 3 รุ่นได้เเก่ ประกอบด้วย iPhone XS และ iPhone XS Max โดยโทรศัพท์มือถือ iPhone 2 รุ่นใหม่นี้มีการปรับความละเอียดของกล้องเป็น 12 ล้านเมกะพิกเซล หน้าจอประมวลผลเป็น OLED และใช้ชิปประมวลผล A12 ที่เพิ่มความเร็วมากขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ iPhone XR เป็นโทรศัพท์ที่มีราคาถูกลง เพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งาน iPhone ได้มากขึ้น

ทั้งนี้ iPhone XS ขายในราคาเริ่มต้น 64GB 999 ดอลลาร์สหรัฐ 256GB 1,149 ดอลล่าร์ และ 1,349 ดอลลาร์ สำหรับความจุใหญ่สุดที่ 512GB ส่วน iPhone XS Max ราคาเริ่มต้น 64GB 1,099 ดอลลาร์ 256GB 1,249 ดอลลาร์ และ 1,449 ดอลลาร์ สำหรับ 512GB ขณะที่ iPhone XR มีเพียงขนาดเดียวที่ 64GB ราคา 749 ดอลลาร์ โดยสเปกส่วนใหญ่เหมือนรุ่นท็อป แต่จะมีสีสันสดใสกว่า ใช้หน้าจอโทรศัพท์เป็นระบบ LCD และมีขนาดแบตเตอรี่เล็กกว่าอีก 2 รุ่น

iPhone XS และ iPhone XS Max มาพร้อมหน้าจอขนาด 5.8 และ 6.5 นิ้ว มี 3 สี คือสีทอง เงิน และสเปซเกรย์ กล้องคู่ ด้านหลังละเอียด 12 ล้านเมกะพิกเซล กล้องหน้า 7 ล้านเมกะพิกเซล กันน้ำได้ลึก 2 เมตรได้นานครึ่งชั่วโมง แบตเตอรี่ iPhone XS ยาวนานกว่า iPhone X รุ่นแรก 30 นาที ขณะที่ iPhone XS Max แบตเตอรี่จะใช้งานได้นานกว่าถึงชั่วโมงครึ่ง สนับสนุนระบบการใช้งาน 2 ซิม ผ่านเทคโนโลยี eSIM ระบบเฟสไอดีสามารถใช้งานได้รวดเร็วกว่าเดิม มีระบบเสียงที่ดีขึ้น และใช้ชอฟแวร์ iOS 12

มาฟังเสียง Annette Zimmermann นักวิเคราะห์จาก Gartner ระบุว่า เเอปเปิลเพิ่มขนาดหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นเพื่อต่อสู่กับคู่เเข่งอย่างซัมซุงที่เพิ่งเปิดตัวซัมซุง กาแล็คซี่ โน๊ต 9 เนื่องจากหน้าจอขนาดใหญ่นั้นมีความสำคัญอย่างมากในตลาดจีน

แต่ช้าก่อน! เเม้จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเเล้ว เเต่ไทยเรานั้นยังไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ 1 หรือ 2 ในการวางจำหน่าย ใครที่กำลังจะเปลี่ยนมือถือใหม่ก็ยังพอมีเวลาตัดสินใจ….

Previous articleเปิดมติเสียงข้างน้อย กสทช. ทำไมควรเยียวยาให้ดีแทค
Next article‘ซูจี’ เปิดใจครั้งแรก! ถามบนเวที WEF มีใครอ่านสรุปคำตัดสิน 2 นักข่าวรอยเตอร์สบ้าง?