โมเมนต์ฟุตบอลโลก 2022 ทัวร์นาเมนต์แห่งน้ำตา ดราม่า และชาติเอเชียผงาด

ฟุตบอลโลก 2022 บนแผ่นดินกาตาร์ เจ้าภาพที่ถูกตั้งคำถามถึง “ที่มาของการเป็นเจ้าภาพ” ไปจนถึงวัฒนธรรม กฎหมาย ที่ดูไม่เปิดรับต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้คนหลายชาติ จนเกิดการประท้วงเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ

แต่ในทัวร์นาเมนต์ที่ดูเหมือนประเด็นดราม่าถาโถมไม่หยุด แต่เรื่องราวความมหัศจรรย์ของ “ฟุตบอลที่แท้จริง” ในสนาม กลับขีดเขียนเรื่องราวที่สวยงาม ดราม่าน้ำตาแตก และน่าจดจำ จนกลายเป็นหนึ่งในฟุตบอลโลก ที่จะถูกพูดถึงไปอีกนาน

“ประชาชาติธุรกิจ” รวบรวมโมเมนต์พิเศษในฟุตบอลโลก 2022 เป็นบันทึกความทรงจำก่อนอำลาปี 2022

กาตาร์ เจ้าภาพที่ทุ่มงบเป็นประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

กาตาร์ เป็นชาติเจ้าภาพที่ทุ่มงบประมาณสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก นับจากปี 1930 ถึง 2.29 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 8 ล้านล้านบาท สำหรับการสร้างสนามแข่ง โครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาอื่น ๆ เทียบกับรัสเซีย เจ้าภาพปี 2018 ที่ใช้ไป 16,000 ล้านดอลลาร์ และบราซิล เจ้าภาพปี 2014 ใช้ไป 19,700 ล้านดอลลาร์

แต่แม้จะทุ่มงบมหาศาลในด้านการจัดการ และคาดหวังว่า ทีมชาติเจ้าภาพจะสามารถสร้างเซอร์ไพรส์ได้ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ แต่ผลงานนั้นตกรอบแรกด้วยการแพ้ 3 นัดรวด ต่อ เอกวาดอร์ 0-2 แพ้ เนเธอแลนด์ 0-2 และแพ้ เซเนกัล 1-3 ถูกบันทึกสถิติเป็นเจ้าภาพที่ตกรอบไวที่สุดในรอบ 92 ปี และผลงานเจ้าภาพที่แย่ที่สุด ด้วยการจมบ๊วยกลุ่ม A มี 0 แต้ม

ทีมชาติเยอรมนี

กฎหมายในกาตาร์ กับความหลากหลายของผู้คนทั่วโลก

ในประเทศกาตาร์ การรักเพศเดียวกันถือเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เพราะถือว่าผิดศีลธรรมตามกฎหมายชารีอะห์ของศาสนาอิสลาม มีบทลงโทษทั้งปรับและจำคุกสูงสุด 7 ปี โดยประธานเจ้าหน้าที่บริหารฟุตบอลโลก กาตาร์ 2022 “นัสเซอร์ อัล คาเทอร์” ยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่แก้กฎหมายข้อนี้ โดยขอให้แฟนบอลชาติต่างๆ ที่มาเยือน เคารพวัฒนธรรมของประเทศ ทำให้ผู้คนต่างต้องปรับตัว และไม่สามารถแสดงออกทางตัวตนได้เต็มที่ ซึ่งขัดกับโลกฟุตบอล ที่ต่างรณรงค์และสนับสนุนความหลากหลาย ทั้งประเด็นสีผิว และความเท่าเทียมเพศ

เรื่องดังกล่าวกระเพื่อมไปถึง ทีมฟุตบอลหลายๆ ชาติ ที่ต้องการยืนหยัด ส่งเสียงสนับสนุนความเท่าเทียม จึงเกิดแคมเปญ One Love ร่วมมือโดย 9 ทีมชาติ ซึ่งกัปตันทีมจะสวมปลอกรูปหัวใจสีรุ้ง พร้อมข้อความ “ONE” เพื่อประท้วงกฎหมายดังกล่าวของเจ้าภาพ ก่อนที่ทางฟีฟ่าจะออกมาแตะเบรกว่า หากกัปตันทีมชาติใดใส่ลงสนาม จะถูกลงโทษด้วยใบเหลืองทันที

แม้กัปตันอย่าง แฮร์รี่ เคน จากอังกฤษ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ จากเนเธอแลนด์ แกเร็ธ เบล จากเวลส์ จะยืนยันใส่ปลอกแขนลงสนาม และพร้อมรับบทลงโทษ แต่สุดท้าย พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ลงสนามในที่สุด พร้อมถ้อยแถลงด้วยความผิดหวัง ถึงท่าทีของฟีฟ่าต่อเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม ทีมชาติเยอรมนี ที่จำใจยอมรับการไม่สวมปลอกแขน ก็ได้แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในสนาม ด้วยการเอามือปิดปากขณะถ่ายรูปทีมก่อนเกมกับ ญี่ปุ่น ภายหลังฟีฟ่าออกมาแบนปลอกแขน One Love ซึ่งทีมอินทรีเหล็ก เป็นอีกชาติที่ร่วมแคมเปญสนับสนุนความหลากหลายทางเพศ และสิทธิมนุษยชน

ทีมชาติญี่ปุ่น

ทีมเล็ก-ชาติเอเชียผงาด ล้มยักษ์ตกรอบ

คำว่าทีมเล็ก ทีมใหญ่ อาจยังคงอยู่ในแง่นามธรรม แต่ผลงานการเล่นในสนาม “ทีมเล็ก” ต่างยกระดับการเล่นได้ไม่แพ้ทีมใหญ่ โดยเฉพาะฟุตบอลโลกฉบับกาตาร์ ที่ยืนยันให้เห็น ชาติเอเชีย และแอฟริกา สามารถโชว์ฟอร์มน่าประทับใจ และได้ใจคนทั่วโลก โมร็อกโก เล่นได้อย่างแข็งแกร่ง คงเส้นคงวา สามารถผ่านทีมอย่าง โปรตุเกส และทะลุเข้ารอบ 4 ทีมสุดท้ายได้ เช่นเดียวกับ โครเอเชีย ที่ยกระดับเป็นทีมที่เล่นได้อย่างเหนียวแน่น แข็งแกร่ง การันตีจากผลงาน รองแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 และอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2022 กลายเป็นคู่ต่อสู้ที่ใครก็ไม่อยากเจอ

อีกสีสันที่ได้ใจคนดูไปเต็มๆ คือ ทีมจากเอเชีย ญี่ปุ่น น็อกทั้ง เยอรมนี และ สเปน พลิกเข้ารอบไปแบบช็อกโลก จากการเล่นที่มีระเบียบวินัย ใจสู้ ถึงตกรอบ 16 ทีม แต่ก็ยื้อโครเอเชียไปถึงดวลฎีกา แม้ไปไม่ถึงฝัน แต่ทัพซามูไรบลูก็กลับบ้านในฐานะฮีโร่ของชาติ

เช่นเดียวกับ เกาหลีใต้ ที่เปิดหัวด้วยการเสมอ อุรุกวัย 0-0 และ แพ้ กานา 3-2 ชนิดเกือบตีเสมอได้ ก่อนจะพลิกนรกแซง โปรตุเกส 2-1 ช่วงทดเจ็บ เข้ารอบไปแบบช็อกแฟนบอล ก่อนจะมาแพ้ บราซิล 4-1 ในรอบ 16 ทีม แม้จะดูเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์ แต่ปรากฏการณ์เหล่านี้ ก็ทำให้สายตาทั่วโลก หันมาจับจ้องในศักยภาพ พัฒนาการของทีมเอเชียที่ยกระดับขึ้นมาสู้กับทีมหัวแถวยุโรปได้สบาย

ซึ่ง จานนี อินฟานติโน ประธานฟีฟ่า กล่าวว่า ฟุตบอลโลก กาตาร์ เป็นฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดเท่าที่มีมา เห็นได้จากรอบแบ่งกลุ่ม 32 ทีม การแข่งขันเข้มข้นสูสีที่สุดในประวัติศาสตร์ บ่งบอกว่า ฟุตบอลกำลังจะกลายเป็นกีฬาที่ทั่วโลกพัฒนาขึ้นมาสู้กันได้แบบสูสีกว่าเดิม และจะไม่มีคำว่า “ทีมเล็ก” ในฟุตบอลโลกอีกต่อไป

คริสเตียโน โรนัลโด

โรนัลโด ฝันสลาย กับโอกาสฟุตบอลโลกครั้งสุดท้าย?

หลังพาทีมคว้าแชมป์ฟุตบอลยูโร 2016 อีกถ้วยที่ คริสเตียโน โรนัลโด คาดหวังว่าจะไปให้ถึง อีกหนึ่งแชมป์เมเจอร์ที่เจ้าตัวไม่เคยได้ ก็คือ ฟุตบอลโลก ที่หลายคนบอกว่า ทั้ง โรนัลโด้ และ เมสซี ต่างเป็นสุดยอดนักเตะระดับโลกที่ยิ่งใหญ่ จะขาดก็แค่ ถ้วยแชมป์โลกเท่านั้น ที่พอจะพูดได้ว่า ทั้งสองยังขาดอะไรอยู่

ฟุตบอลโลกครั้งนี้ หากมีใครได้ไป น่าจะเติมเต็มให้ฝ่ายนั้น สมบูรณ์แบบในแง่ถ้วยรางวัล ทัวร์นาเมนต์นี้ โรนัลโด จึงคาดหวังมากเป็นพิเศษ เพราะมีโอกาสที่จะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเจ้าตัว

ทว่า โปรตุเกส กลับจอดป้ายที่รอบ 8 ทีมสุดท้าย พ่าย โมร็อกโก ที่เหลือ 10 คนไป 0-1 ยุติเส้นทางแห่งความฝันทั้งหมด โดยโรนัลโด เปิดใจว่า ขอใช้เวลาทำใจสักพัก โดยไม่เผยว่าจะเล่นให้ทีมชาติต่อไปหรือไม่ หลังจากเล่นให้โปรตุเกสมายาวนาน 19 ปี และเล่นฟุตบอลโลกครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 แล้ว

“ไม่จำเป็นจะต้องด่วนตัดสินอะไร ผมแค่อยากให้ทุกคนรู้ว่า มีเรื่องมากมายที่พูดกัน ที่เขียนกัน และตั้งข้อสังเกตกัน แต่การอุทิศตนของผมเพื่อทีมชาติโปรตุเกสไม่เคยหวั่นไหววูบวาบ ผมแค่ต้องการสู้อีกครั้งเพื่อทำประตูให้ทุกคน ผมไม่เคยหันหลังให้เพื่อนร่วมทีมหรือประเทศชาติ

ในการเล่นฟุตบอลโลกมา 5 ครั้งนานเกิน 16 ปี ผมได้เล่นกับนักเตะที่ยิ่งใหญ่มากมายและมีชาวโปรตุเกสหลายล้านคนสนับสนุน ผมจึงทุ่มเททุกสิ่ง ผมจะทิ้งทุกสิ่งไว้เวลาผมลงสนาม ผมไม่เคยหนีจากสนามต่อสู้ และผมไม่เคยล้มเลิกความฝันนั้น น่าเสียดายว่า ความฝันนั้นจบลงแล้วเมื่อวานนี้

จากนี้ไป คงไม่มีอะไรให้พูดมาก นอกจากขอบคุณโปรตุเกส ขอบคุณกาตาร์ ความฝันสวยงามนั้นยาวนานจนตราบเท่าที่มันยุติลง” 

น้ำตาของฝ่ายโรนัลโด จึงเป็นน้ำตาแห่งความผิดหวัง

เมสซี

เมสซี ครองบัลลังก์แชมป์โลก

ลิโอเนล เมสซี ในวัย 35 ปี เคยเข้าใกล้แชมป์ฟุตบอลโลก เมื่อได้เข้าชิงในปี 2014 แต่แพ้ ทำให้ด่างพร้อยให้ชีวิตการค้าแข้งของเขา ยังขาดสองแชมป์เมเจอร์ระดับทีมชาติ นั่นคือ โคปา อเมริกา ทว่า เมสซี และทัพฟ้า-ขาว สามารถทำสำเร็จในปี 2021 จากการเอาชนะ บราซิล 1-0 ทำให้เหลือเพียงแชมป์ฟุตบอลโลกเท่านั้น ที่เจ้าตัวยังคงรอคอย และคงเป็นการโกหก หากบอกว่า ฟุตบอลโลกที่กาตาร์ เมสซี ไม่ได้คาดหวังไปถึงแชมป์เท่านั้น

แม้จะเปิดหัวด้วยการแพ้ ซาอุดีอาระเบีย 1-2 แต่เมสซี และผองเพื่อน ก็กรุยทางสู่แชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่ เทียบชั้นความสำเร็จของตำนานรุ่นพี่ในทีมชาติอย่าง ดิเอโก มาราโดน่า พร้อมทำสถิติลงเล่นในฟุตบอลโลกรวม 26 นัด ทำลายสถิติ โลธาร์ มัทเธอุส ที่เคยทำไว้ 25 นัด

และทำสถิติยิงประตูได้ในทุกรอบการแข่งขัน รอบแบ่งกลุ่ม รอบ 16 ทีมสุดท้าย, รอบ 8 ทีมสุดท้าย, รอบรองชนะเลิศ และนัดชิงชนะเลิศ

ขึ้นแท่นเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของอาร์เจนตินา ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ยิงรวม 13 ประตู ทำลายสถิติ กาเบรียล บาติสตูต้า ที่เคยทำไว้ 10 ประตู

ความสำเร็จที่มาพร้อมสถิติมากมาย ถือเป็นทัวร์นาเมนต์ที่เหมือนเขียนบทมาเพื่อส่งให้เมสซี ขึ้นบัลลังก์นักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในโลก อย่างสมบูรณ์แบบ ในฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเขา

อาร์เจนตินา เนเธอร์แลนด์
AP Photo/Ariel Schalit

ฟุตบอลโลกแห่งความดราม่า แมตช์ที่อยู่ในความทรงจำ

แม้ฟุตบอลโลกหนนี้จะเริ่มต้นด้วยบรรยากาศแห่งการตั้งคำถาม เมื่อถูกจัดแข่งระหว่างซีซั่นฟุตบอลลีก ความสนุกจะน้อยลงหรือไม่ อีกทั้ง มีสตาร์ชื่อดังมากมายที่ถูกอาการบาดเจ็บลักพาตัวไป ทำให้พลาดทัวร์นาเมนต์ใหญ่ในครั้งนี้ รวมถึงประเด็นดราม่าการจัดการ กฎหมาย วัฒนธรรมของเจ้าภาพ ที่อาจะลดบรรยากาศ อรรถรสของฟุตบอล และแฟนบอลลงไป

แต่ทว่า นี่คือฟุตบอลโลกในความทรงจำเป็นแน่ เมื่อมีเกมระดับขึ้นหิ้งน่าจดจำมากมาย ไม่ว่าจะ ญี่ปุ่น สามารถเอาชนะ เยอรมนี สเปน เข้ารอบ เกาหลีใต้ที่ต้องลุ้นถึงนัดสุดท้าย ก็สามารถพลิกแซงโปรตุเกส ด้วยหัวใจนักสู้ แม้กระทั่ง โมร็อกโก ที่สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการทะยานถึงอันดับ 4 โดยในเส้นทาง สามารถเอาชนะ โปรตุเกส มาด้วย

หรือสุดยอดแมตช์แห่งอารมณ์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย อาร์เจนตินา เสมอ เนเธอแลนด์ 120 นาที โดยเป็นทีมกังหันสีส้มมาตามตีเสมอสุดช็อก 2-2 ก่อนดวลเป้าชนะ 4-3 ซึ่งเต็มไปด้วยดราม่า การให้สัมภาษณ์ทำสงครามประสาทก่อนเกม การปะทะในเกม ที่ทำให้อารมณ์นักเตะพุ่งเดือดไม่แพ้กัน

คีลิยัน เอ็มบัปเป
Photo by ADRIAN DENNIS / AFP

ไปจนถึงแมตช์ชิงชนะเลิศ อาร์เจนตินา ที่ดูเหมือนจะคว้าแชมป์ได้แบบไม่ยาก เมื่อออกนำถึง 2-0 พร้อมกับฟอร์มการเล่นที่เหนือกว่า แต่ทว่า ความมหัศจรรย์ของ คิลิยัน เอ็มปับเป ที่เสกสองประตูตามตีเสมอ ยื้อชีวิตไปถึงช่วงต่อเวลาพิเศษชนิดแฟนบอลหายใจไม่ทั่วท้อง ก่อนที่ เมสซีจะยิงขึ้นนำ 3-2 พาทีมเข้าใกล้แชมป์ แต่ฝรั่งเศสยังไว้ลายแชมป์เก่า เอ็มปัปเป้ ซัดจุดโทษตีเสมอ 3-3 ต้องดวลจุดโทษกันในที่สุด

ทุกๆ เกม ล้วนจะต้องถูกพูดถึง เมื่อมีบทสนทนาเรื่องฟุตบอลโลก 2022 แน่นอน