Skip to content

ส่องตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล แนะสานต่อ G Token ดึงลงทุน

10 พ.ย. 2568 | 09:05น.
ส่องตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล แนะสานต่อ G Token ดึงลงทุน

ตลาดคริปโตเคอร์เรนซีไต่ระดับเพิ่มมูลค่าอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปี 2566 จนถึงช่วง Bitcoin Halving (เม.ย.2567) เพื่อเริ่มวัฏจักรขาขึ้น ตามมุมมองของชุมชนคริปโตมองว่าราว 1 ปีครึ่งหลัง Halving หรือช่วง ต.ค.-ธ.ค.ปีนี้ 2568 จะเป็นจุดพีกสุดของตลาดที่คริปโตและโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ ของสินทรัพย์ดิจิทัลจะได้รับอานิสงส์ทำให้มูลค่าพุ่งทะยาน หรือเรียกว่าปาร์ตี้ “Alt Season”

แต่รอบนี้ปรากฏการณ์ปาร์ตี้ Alt Season ไม่เกิด มิหนำซ้ำตลาดยังร่วงแรงติดต่อกันนานนับเดือน

เหตุการณ์ใหญ่สุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา จากการชำระบัญชีครั้งใหญ่สุดในประวัติศาสตร์สินทรัพย์ดิจิทัลที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และยังไม่ปรากฏว่ามี “ใคร” ได้รับผลกระทบหนักจนอาจลากตลาดลงทั้งแผง เช่นเดียวกับที่เห็นในรอบที่แล้วที่มี LUNA Terra และแพลตฟอร์ม FTX ระเบิด ทำให้ตลาดคริปโตรอบปี 2564 จบลง

ตลาดปัจจุบันยังอยู่ในภาวะอิหลักอิเหลื่อว่าจะ “จบ” รอบขาขึ้น หรือ “ไปต่อ” ส่งผลต่อตลาดคริปโตโดยตรง และธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้ประโยชน์จากคริปโต และเทคโนโลยีบล็อกเชน ที่โดดเด่นที่สุดในปีนี้ คือการ Tokenization สินทรัพย์จริงสู่ดิจิทัล

“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “ธนศักดิ์ กฤษณะเศรณี” รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็กซสปริง ดิจิทัล จำกัด นายหน้าสินทรัพย์ดิจิทัล และเป็นผู้ให้บริการเสนอขายโทเค็นดิจิทัลที่ได้รับความเห็นชอบจาก ก.ล.ต. (ICO Portal) และ “นเรศ เหล่าพรรณราย” นายกสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ดังนี้

ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

“ธนศักดิ์” มองว่า การ Tokenization เป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ๆ ที่แปลงสินทรัพย์ที่เหมาะสมหรือที่มีมูลค่าชัดเจน และสามารถประเมินได้ เช่น อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน และสินทรัพย์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการซื้อขายเป็นโทเค็นยืดหยุ่นและมีต้นทุนถูกกว่า

“ประเด็นสำคัญคือ สินทรัพย์ที่นำมาแปลงเป็นโทเค็นนั้นต้องสามารถสร้างรายได้ เพื่อที่จะนำมาสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือโทเค็นได้ หากสินทรัพย์นั้นไม่ก่อให้เกิดรายได้ ก็จะกลับไปสู่ปัญหาเรื่องการจ่ายผลตอบแทนหรือดอกเบี้ย ยิ่งเมื่อดูสภาพตลาดท่ามกลางความกังวล แม้จะเกิดในตลาดคริปโต แต่เซนติเมนต์เกี่ยวข้องกัน ทั้งเศรษฐกิจมหภาคที่มีเรื่องการลดดอกเบี้ยส่งผลต่อสินทรัพย์ให้เช่า กรณี Xspring ที่มีใบอนุญาต ICO Portal มีโครงการในแผนปีนี้ 6 โครงการ แต่ออกเป็นโทเค็นได้ 2-3 โครงการ เพราะเจ้าของโครงการก็จับตาภาวะตลาดว่าออกเหรียญไปแล้วจะมี Subscriber หรือผู้มาลงทุนถือครองโทเค็นไหม”

ในสภาวะตลาดหมี อาจเกิดสถานการณ์ที่สินทรัพย์ถูกประเมินค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ผู้ออกโทเค็น (Issuer) อาจไม่พอใจหากสินทรัพย์ที่มีมูลค่าจริง 10 บาท ถูกนำมาออกขายในราคา 6 บาท ขณะที่ฝั่งผู้ซื้อ (Subscriber) อาจมองว่าเป็นราคาที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด

โดยโปรเจ็กต์ล่าสุดอยู่ระหว่างการยื่นขออนุญาตต่อสำนักงาน ก.ล.ต. สำหรับเสนอขายโทเค็นดิจิทัลเพื่อการลงทุน “SiriHub2” ที่มีอาคาร Siri Campus มูลค่าประเมินกว่า 2,500 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินอ้างอิง และมี บมจ.แสนสิริ (เครดิตเรตติ้ง BBB+) เป็นผู้เช่าหลักเพียงรายเดียว ให้ผลตอบแทนคงที่ 6% ต่อปี ตลอดอายุโครงการ 3 ปี พร้อมสิทธิได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด เปิดให้ผู้ลงทุนจองซื้อครั้งแรก (ICO) ในราคาโทเค็นละ 10 บาท ขั้นต่ำ 1,000 บาท

Tokenized พันธบัตรยังไม่พร้อม ?

เมื่อถามถึงโครงการแปลงพันธบัตรรัฐบาลเป็นโทเค็น หรือ G Token ซึ่ง Xspring มีส่วนร่วมในการพัฒนาว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง “ธนศักดิ์” กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลทำให้ในเบื้องต้นอาจชะลอโครงการ แต่ในฐานะผู้พัฒนาระบบจะยังทำต่อ เพราะการทำให้ระบบ G Token เข้ากันได้กับผู้เกี่ยวข้องต้องเจรจาอีกมาก

“อุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดประการหนึ่งคือการทำให้ผลิตภัณฑ์เป็นที่ยอมรับโดยกลุ่มเป้าหมายหลักของพันธบัตรส่วนใหญ่เป็น ลูกค้ารุ่นใหญ่ ซึ่งยังไม่เปิดรับเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มที่ นักลงทุนกลุ่มนี้ไม่ต้องการความยุ่งยากในการดาวน์โหลดหรือเรียนรู้แอปพลิเคชั่นใหม่ ๆ มักมอบหมายให้ผู้ช่วยหรือเลขานุการเป็นผู้ดำเนินการแทน แต่แนวโน้มในอนาคต นักลงทุนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับดิจิทัลจะเติบโตขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนผ่านการถือครองสินทรัพย์โลกจริงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่ช้าเกินไป”

เมื่อถามต่อว่า หาก G Token ไม่สามารถออกมาขายได้จะส่งผลต่อการตัดสินใจแปลงตราสารหนี้ หรือหุ้นกู้ของภาคเอกชน เป็น”ดิจิทัล” หรือไม่ “ธนศักดิ์” อธิบายว่า การทำ Tokenization ตราสารหนี้ เอกชนควรเป็นผู้นำ และรัฐบาลรับรอง เช่น แอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ของภาครัฐ ก็เกิดขึ้นหลังแอปธนาคารพาณิชย์

จบวัฏจักร 4 ปี สินทรัพย์ดิจิทัล

“ธนศักดิ์” เน้นย้ำว่า แนวโน้มการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ทั้งนักลงทุน และเจ้าของโปรเจ็กต์ ต่างจับจ้องสถานการณ์ในภาพรวมซึ่งมีความไม่ชัดเจนว่าเป็นตลาดขาลงหรือขาขึ้น

ขณะที่ “นเรศ” เสริมว่า ตลาดคริปโตและสินทรัพย์ดิจิทัล ในวัฏจักรนี้เปลี่ยนไปแล้ว หากนับเฉพาะตลาดคริปโต หลายคนเห็นว่าเป็นตลาดขาลงแล้ว เพราะ Bitcoin และเหรียญอื่น ๆ ปรับตัวลงต่อเนื่องตั้งแต่ ต.ค.ที่ผ่านมา แต่หากถอยออกมาดูจะเห็นว่าเป็นลักษณะของการไซด์เวย์

และเมื่อดูจากอดีตที่ช่วงเวลานี้ควรเป็นจุดพีกสุด แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เหตุผลสำคัญคือนักลงทุนสถาบันเข้ามาเป็นผู้เล่นสำคัญจึงดูดซับแรงขายออกไปทำให้ตลาดไม่ลง แต่ก็ไม่ได้ขึ้น “พีก” เพราะ “ไม่มีรายย่อย” เข้ามา ตลาดไม่ไฮป์แบบรอบปี 2020-2021 โปรเจ็กต์คริปโตหรือสินทรัพย์ดิจิทัลต่าง ๆ นิ่งสนิท มีแค่ไม่กี่ตัวที่เคลื่อนไหว หากติดตามตลาดจะเห็นว่ามีการพยายาม “ลากราคา” โดยนักลงทุนรายใหญ่หลายรอบ แต่ลากไม่ขึ้น มีแต่เงินที่กลับมาลงที่ Bitcoin และเหรียญที่มีกองทุน ETF ลงมาเล่น สะท้อนให้เห็นว่าวัฏจักร 4 ปีที่คุ้นเคยไม่มีแล้ว

นโยบายต้องชัดดึงลงทุนไทย

“นเรศ” กล่าวด้วยว่า การที่ประเทศไทยยังไม่ผลักดันนโยบายส่งเสริมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจัง อาจทำให้สูญเสียโอกาสมหาศาลจากเม็ดเงินลงทุนของผู้เล่นรายใหญ่ หรือนักลงทุนสถาบัน ทั้งที่เป็นประเทศกลุ่มแรกของโลกที่มีกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลชัดเจน และมีพัฒนาการของการกำกับดูแลที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับระดับโลก

ไม่ว่าจะเป็นการจัดเก็บสินทรัพย์ลูกค้าผ่านคัสโทเดียน, การจัดการกับบัญชีม้า และการใช้เป็นช่องทางฟอกเงิน รวมถึงนโยบายการส่งเสริม ทั้งการระดมทุนด้วยดิจิทัลโทเค็น ทำให้ไทยมีโอกาสเป็นหนึ่งในเป้าหมายของผู้เล่นระดับโลกที่จะเข้ามาลงทุน หากวางนโยบายกำกับดูแล และส่งเสริมอย่างถูกทาง

“สมาคมมองว่ากฎหมายสินทรัพย์ดิจิทัลไทย รวมถึงนโยบายที่มีอยู่เป็นในทิศทางเดียวกับแนวโน้มในระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น Stablecoin และ Real World Asset ซึ่งมีโอกาสที่จะเติบโตได้ในระดับสูง โดยประเทศไทยเคยติดอันดับสูงสุดที่ 8 จากการจัดอันดับ Global Adoption Index ที่จัดโดย Chainanalysis ในปี 2022”

แต่ปีล่าสุดไทยลงมาอยู่ในอันดับที่ 17 และประเทศในภูมิภาคเดียวกันอย่างสิงคโปร์ เวียดนาม และอินโดนีเซีย ต่างมีอันดับที่สูงกว่าทั้งหมด เนื่องจากเวียดนาม และมาเลเซีย มีแผนพัฒนานโยบายที่จะส่งเสริมเทคโนโลยีดังกล่าวให้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล

“มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม รัฐบาลหรือผู้นำประเทศจะเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตัวเอง ขณะที่ไทยเองที่ผ่านมามีนโยบายส่งเสริมการใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับระบบการเงินดั้งเดิมอยู่แล้ว เช่น G Token บัตรคริปโตจ่ายร้านค้า เป็นต้น”

“นเรศ” ทิ้งท้ายด้วยว่า สมาคมขอเสนอให้รัฐบาลชุดต่อไปที่จะเข้าบริหารประเทศมีแนวทางส่งเสริมเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจังอยู่ในนโยบายรัฐบาลด้วย เพื่อไม่ให้พัฒนาการขาดตอน เพราะที่ผ่านมามีหลายโครงการดำเนินการอยู่ก่อนแล้ว รวมถึงมีกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องที่ออกมาแล้ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

G-Token ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล