Skip to content

ส่องเทรนด์อินฟลูเอนเซอร์ 2026 แบรนด์ควรปรับกลยุทธ์ให้ ‘ปัง’ อย่างไร ?

05 ม.ค. 2569 | 08:31น.
ส่องเทรนด์อินฟลูเอนเซอร์ 2026 แบรนด์ควรปรับกลยุทธ์ให้ ‘ปัง’ อย่างไร ?

“อินฟลูเอนเซอร์” กลายเป็นเครื่องมือการตลาดที่ทรงพลัง และตัวเลือกหลักที่แบรนด์ใช้ในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย โดยเม็ดเงินโฆษณาที่ใช้กับกลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ เห็นได้จากข้อมูลของมีเดียเอเยนซี่ MI Group ระบุว่ามูลค่าเม็ดเงินโฆษณาในกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ปี 2025 คาดว่าอยู่ที่ 2.3 หมื่นล้านบาท และปี 2026 มีโอกาสแตะที่ 2.4 หมื่นล้านบาท

น่าสนใจว่าภายใต้เม็ดเงินทุกบาททุกสตางค์ที่แบรนด์ต้องใช้อย่างคุ้มค่า ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังท้าทาย และไม่มีปัจจัยบวกสร้างการเติบโต จะทำให้เทรนด์การใช้อินฟลูเอนเซอร์ปี 2026 ต่างจากปี 2025 มากน้อยแค่ไหน ?

สรุปภาพรวมปี 2025

จากข้อมูลของ Wisesight Research ผู้ให้บริการเครื่องมือ Social Listening “Zocial Eye” ระบุว่า ปี 2025 ตลาดอินฟลูเอนเซอร์ไทยเติบโตต่อเนื่อง ผู้บริโภคเปิดรับครีเอเตอร์ในทุกเจเนอเรชั่น โดยเฉพาะบน “ติ๊กต๊อก” (TikTok) ที่กลายเป็นแพลตฟอร์มสำคัญสำหรับครีเอเตอร์หน้าใหม่ ด้วยเอ็นเกจเมนต์ (การมีส่วนร่วมของผู้บริโภคกับแบรนด์ผ่านการกดไลก์ คอมเมนต์ แชร์ คลิก หรือการโต้ตอบรูปแบบอื่น ๆ) เฉลี่ยสูงกว่า Facebook ถึง 15 เท่า

ขณะเดียวกัน Short-Form Video ก็ได้รับความนิยมสูงสุดบน TikTok และ Facebook Reels ผู้บริโภคใช้เวลารับชมคลิปสั้นค่อนข้างนาน ทำให้แบรนด์ต้องออกแบบคอนเทนต์ให้ดึงดูดตั้งแต่ไม่กี่วินาทีแรก

นอกจากนี้ Instagram Reels และ Live Commerce ยังเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยให้ Micro & Nano Influencers รวมถึงผู้มีชื่อเสียง และ KOLs โดดเด่นขึ้น โดยครีเอเตอร์ไทยยังใช้ Cross Platform ปรับคอนเทนต์ให้เหมาะกับแต่ละช่องทาง เพื่อเข้าถึงผู้ชมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

แบ่งกลุ่มอินฟลูฯปี 2026

และในปี 2026 การเลือกอินฟลูเอนเซอร์ไม่ใช่เรื่องของความดังหรือผู้ติดตามเยอะที่สุด แต่เป็นการเลือกคนที่เหมาะสมกับสินค้าและเป้าหมายของแบรนด์ ดังนั้น การเข้าใจขนาดกลุ่ม และบทบาทของอินฟลูเอนเซอร์แต่ละประเภทจะช่วยให้การวางกลยุทธ์อินฟลูเอนเซอร์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากการวิเคราะห์ของ Wisesight Research พบว่ากลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังอย่าง Elite Influencer (จำนวนผู้ติดตามมากกว่า 5 ล้านคน) เหมาะกับการเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ระดับพรีเมี่ยม เช่น แบรนด์หรูหรือสินค้าระดับบน แคมเปญที่ใช้กลุ่มนี้ควรเน้น Branding มากกว่าขายตรง ส่วน Mega (จำนวนผู้ติดตาม 1-5 ล้านคน) เป็นกลุ่มที่สร้าง Reach สูงเหมาะกับแคมเปญใหญ่ ต้องการการรับรู้เร็ว แต่ต้องแลกกับค่าใช้จ่ายสูง และการสื่อสารที่อาจไม่ส่วนตัวเท่ากลุ่มเล็ก

ขณะที่การโปรโมตต่อเนื่อง Macro (จำนวนผู้ติดตาม 5 แสน-1 ล้านคน) จะช่วยเข้าถึงผู้ชมจำนวนมากอย่างสม่ำเสมอ ส่วน Mid-Tier (จำนวนผู้ติดตาม 1-5 แสนคน) ให้ความรู้สึกจริงและน่าเชื่อถือ เหมาะกับสินค้าที่ต้องการสร้าง Trust สูง เช่น สินค้าสุขภาพหรือบริการทางการเงิน กลุ่มนี้มักสร้างเอ็นเกจเมนต์ดีกว่ากลุ่ม Mega เพราะมีความใกล้ชิดกับผู้ติดตามมากกว่า

กลุ่มที่มาแรงและแบรนด์ไทยนิยมใช้มากขึ้น คือ Micro (จำนวนผู้ติดตาม 1 หมื่น-1 แสนคน) และ Nano (จำนวนผู้ติดตาม 1 พัน-1 หมื่นคน) เพราะสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทาง สร้าง Brand Loyalty และเอ็นเกจเมนต์ได้สูง Micro & Nano Influencers เหมาะกับแคมเปญที่ต้องการผลลัพธ์เฉพาะกลุ่ม เช่น การโปรโมตสินค้าสำหรับไลฟ์สไตล์เฉพาะ หรือการทดลองตลาดสินค้าใหม่

อย่างไรก็ตาม การผสมผสานอินฟลูเอนเซอร์ในไทยหลายประเภท ถือเป็นกลยุทธ์ที่ได้ผลดี โดยแบรนด์สามารถใช้ Elite และ Mega สร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ ขณะที่ Micro และ Nano ช่วยสร้างเอ็นเกจเมนต์ และความน่าเชื่อถือ ทำให้แคมเปญครอบคลุมตั้งแต่ Awareness จนถึง Conversion ได้

5 รูปแบบคอนเทนต์อินฟลูฯ

กลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ไทยใช้รูปแบบคอนเทนต์หลากหลายตามขนาดกลุ่มและเป้าหมายของผู้ติดตาม แบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ 1.ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle) แชร์การใช้ชีวิตประจำวัน การท่องเที่ยว การแต่งตัว หรือไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่ม

2.รีวิว (Review) รีวิวสินค้า บริการ ร้านอาหาร หรือประสบการณ์ตรง เน้นสร้างความน่าเชื่อถือและช่วยผู้บริโภคตัดสินใจ 3.เกม (Gaming) แคสต์เกม เล่นเกม และคอนเทนต์เกมอื่น ๆ เหมาะกับกลุ่มเป้าหมาย Gen Z และผู้สนใจเกมโดยเฉพาะ

4.ให้ความรู้ (Knowledge Sharing) ถ่ายทอดความรู้เฉพาะทาง การสอน หรือเทคนิคต่าง ๆ เพิ่มมูลค่าให้ผู้ติดตามและสร้าง Trust สูง และ 5.บันเทิง (Entertainment) คลิปตลกวิดีโอสร้างสรรค์ หรือโชว์ความสามารถพิเศษ สร้างเอ็นเกจเมนต์สูง และเข้าถึงผู้ชมจำนวนมาก

จากภาพรวมการใช้งานโซเชียลมีเดียในไทยไตรมาสที่ 1-3/2025 โดย Wisesight Research ยังพบว่า GL (Gay Lifestyle) และ BL (Boys Love) เป็นกลุ่มคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมและมีเอ็นเกจเมนต์สูง แบรนด์ที่จับกลุ่มตลาดเฉพาะ หรือมีสินค้าที่เข้ากับแนวคิดเหล่านี้สามารถใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อเจาะตลาดเฉพาะได้ตรงจุด

กลยุทธ์การใช้อินฟลูฯ

สำหรับแนวทางการใช้อินฟลูเอนเซอร์จะขึ้นอยู่กับเป้าหมายการตลาดและประเภทของผู้บริโภคในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น 1.เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว (Cosmetic & Skincare) แบรนด์ควรเน้นกลยุทธ์ “Authenticity” หรือความแท้จริง ใช้ Mid-Tier, Micro และ Nano เป็นหลักในการสร้างปริมาณคอนเทนต์และขยายการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รูปแบบคอนเทนต์มักเป็นวิดีโอสอนการใช้จริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจ

2.ยานยนต์ (Automotive) ใช้กลยุทธ์ “Know-How Leads” เลือกอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการนำเสนอประสบการณ์ขับขี่และเปรียบเทียบสินค้า แม้ Mid-Tier และ Micro จะถูกใช้มากที่สุด (51%) แต่ Mega หรือดาราพรีเซ็นเตอร์ยังคงมีบทบาทสำคัญในแคมเปญใหญ่และการสร้างภาพลักษณ์เช่นกัน

3.โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Mobile & Consumer Electronics) ใช้กลยุทธ์ “Proof of Use” พิสูจน์การใช้งานผ่านอินฟลูเอนเซอร์หลายประเภท เช่น Gamers, Photographers และ Gadget Reviewers เพื่อแสดงคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์จากหลายมุมมอง

และ 4.ศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า (Shopping Center & Department Store) ใช้ “Dual Strategy” ผสมผสาน Mid-Tier และ Micro เพื่อกระจายเนื้อหาผ่านรีวิวไวรัลและอีเวนต์ รวมถึงใช้ Mega เพื่อสร้างเอ็นเกจเมนต์จากการปรากฏตัวของคนดัง

2026 ปีแห่งการ “ตั้งหลัก”

“สุวิตา จรัญวงศ์” ประธานกรรมการบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เทลสกอร์ จำกัด (Tellscore) ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มจ้างงานอินฟลูเอนเซอร์ มองว่าปัจจุบันแบรนด์ต่าง ๆ มีความระมัดระวังในการใช้อินฟลูเอนเซอร์ หรือพรีเซ็นเตอร์อย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากผลกระทบจากดราม่าที่รุนแรงและรวดเร็ว

สุวิตา จรัญวงศ์

เรียกว่า 2025 เป็นปีแห่งการ “สะดุ้ง” ที่แบรนด์ตื่นรู้ และเข้าใจกลไกของอินฟลูเอนเซอร์ จนนำไปสู่ปี 2026 ที่เป็นปีแห่งการ “ตั้งหลัก” และ “ปรับตัว”

“ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ใช้อินฟลูเอนเซอร์เพื่อกระตุ้นยอดขาย เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ต้องการปั๊มยอดและสร้างรายได้ แต่ปี 2026 จะเข้าสู่ช่วงที่ตลาดไม่หวือหวา และการลงทุนของแบรนด์จะเน้นคุณภาพมากขึ้น เพราะแบรนด์มีบทเรียนจากปี 2025 มาแล้ว”

นอกจากนี้ ยังเห็นแนวโน้มที่แบรนด์หันมาสร้าง หรือเข้าร่วมใน “คอมมิวนิตี้” เฉพาะกลุ่มมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาแค่ “ผู้ติดตาม” จำนวนมหาศาล แต่ไม่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากพอ รวมถึงแบรนด์ใหญ่ ๆ เริ่มใช้วิธี “ยืม” ชุมชนของอินฟลูเอนเซอร์ที่มีความเฉพาะตัวสูง เพื่อเชื่อมต่อกับกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณภาพและมีกำลังซื้อ

ตัวอย่างเช่น แบรนด์อสังหาริมทรัพย์ไม่ได้เจาะที่อินฟลูเอนเซอร์กลุ่มบ้านหรือคอนโดฯโดยตรง เพราะเป็นสายเฉพาะที่ยังมีจำนวนไม่มาก แต่จะคิดเผื่ออีกหนึ่งสเต็ปว่าคนที่ต้องการซื้อบ้านเป็นใคร อาจเป็นคนที่มีรายได้สูง หรือเลี้ยงสัตว์ ทำให้แบรนด์ตัดสินใจลงเงินกับกลุ่ม Pet Influencer แทน สะท้อนถึงการใช้อินฟลูเอนเซอร์ข้ามสายที่มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ภาพรวมของอุตสาหกรรมอินฟลูเอนเซอร์ในปี 2026 จะกลับเข้าสู่ยุค Trust & Branding แม้จะเป็นเรื่องเดิม ๆ ที่พูดกันมา 10-20 ปี แต่การสร้าง Branding ในยุคนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน เพราะท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย แบรนด์ต้องให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่นระยะยาวของลูกค้า มากกว่ายอดขายฉาบฉวย หรือยอดวิว (Views) มหาศาล แต่ไม่เกิดเป็นตัวเงินเท่าที่ควร”