เศรษฐกิจครีเอเตอร์ไทยโตไม่หยุด ปี 2030 มีโอกาสแตะ 5 ล้านล้านบาท
TikTok เปิดอินไซต์เศรษฐกิจ “ครีเอเตอร์” ในเอเชีย-แปซิฟิก ภายในปี 2030 มีโอกาสแตะ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (38 ล้านล้านบาท) เป็นมูลค่าที่เกิดจากไทยกว่า 1.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.45 ล้านล้านบาท) ขณะที่จำนวนครีเอเตอร์ที่สร้างรายได้ ณ ไตรมาส 3/2025 โตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 1,267%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ติ๊กต๊อก” (TikTok) เปิดตัวรายงานฉบับล่าสุด “The Art and Science of Authenticity” ที่ทำร่วมกับ Accenture Song เพื่อศึกษาบทบาทของ “ครีเอเตอร์” ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะเกิดจากครีเอเตอร์ (Creator Commercial Contribution) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีโอกาสแตะ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (38 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030 เพิ่มขึ้นจากปี 2025 ถึง 1.4 เท่า และเป็นมูลค่าที่เกิดจากประเทศไทยกว่า 1.72 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (5.45 ล้านล้านบาท)
การเติบโตนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงกลุ่มความงามและแฟชั่นเท่านั้น แต่ยังขยายตัวไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมเกม บริการทางการเงิน แอปพลิเคชั่น และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งแบรนด์ต่าง ๆ ใช้ครีเอเตอร์ในการสร้างความเชื่อใจและอธิบายเนื้อหาที่ซับซ้อน
ขณะที่ฝั่งของระบบนิเวศครีเอเตอร์ และความสำเร็จในระดับท้องถิ่นพบว่าจำนวนครีเอเตอร์ที่สามารถสร้างรายได้บน TikTok เติบโตขึ้นถึง 1,267% เมื่อเทียบเป็นรายปี (ข้อมูล ณ ไตรมาส 3/2025) ตัวอย่างความสำเร็จที่น่าสนใจ ได้แก่
1.เติร์ก (@turk_tk) ครีเอเตอร์ชาวไทยที่เปลี่ยนการกดปุ่มบันทึกวิดีโอโดยบังเอิญ ให้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจเครื่องประดับที่ประสบความสำเร็จ
2.Jayni (@Jaynitravel) ครีเอเตอร์สายท่องเที่ยวจากเวียดนาม ที่สร้างการเติบโตของรายได้ถึง 87 เท่า และยอดคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้น 94 เท่า
3.Caitanya (@caitofalltraits) ครีเอเตอร์สุดชิกจากสิงคโปร์ ที่นำเสนอคอนเทนต์ผ่านการเล่าเรื่องวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของตนเอง

นอกจากนี้ 3 ใน 4 ของผู้บริโภคเลือกที่จะปัดข้ามเนื้อหาที่ดูสมบูรณ์แบบ หรือปรุงแต่งจนเกินไป (Inauthenticity) และ 76% ของผู้บริโภคต้องการให้แบรนด์นำเสนอเนื้อหาที่ “จริงใจ” (Authenticity) มากขึ้น สะท้อนว่าเนื้อหาแบบ “Flawsome” ที่มีความบกพร่องแต่ดูจริง สามารถเชื่อมโยงกับผู้คนได้ดีกว่า
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภค 9 ใน 10 คนมองว่าเนื้อหาที่จริงใจมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจซื้อ เพราะเชื่อมโยงกับเรื่องราวที่แท้จริงได้ลึกซึ้งกว่าโฆษณาที่ถูกทำมาอย่างดี หมายความว่า “ความจริงใจ” สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ โดย 76% ของผู้บริโภคมีแนวโน้มจะค้นหาข้อมูลต่อ คลิก หรือเพิ่มสินค้าลงตะกร้าหลังจากชมเนื้อหาที่จริงใจ
อย่างไรก็ตาม 2 ใน 3 ของผู้บริโภคยินดีที่แบรนด์และครีเอเตอร์จะใช้เนื้อหาที่สร้างโดย AI (AI-Generated Content : AIGC) โดยผู้ใช้ TikTok มีความสนใจในเนื้อหาที่เสริมด้วย AIGC มากกว่าแพลตฟอร์มอื่นถึง 1.5 เท่า สะท้อนว่าแบรนด์สามารถนำ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตเนื้อหาได้ แต่ยังต้องคงความรู้สึกจริงใจเอาไว้
ตัวอย่างเช่น วาสลีน (Vaseline) แบรนด์ในเครือยูนิลีเวอร์ (Unilever) ใช้เครื่องมือ TikTok Symphony เพื่อสร้างเนื้อหาสำหรับแคมเปญการตลาด โดยสามารถสร้างภาพแอนิเมชั่น 2,000 ภาพได้ในเวลาเพียง 3 วัน และผลิตวิดีโอพร้อมใช้งานกว่า 330 คลิป ร่วมกับครีเอเตอร์และผู้บริโภค เป็นต้น