เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
นายกฯ จี้สางคดีโกงสอบท้องถิ่น รุกที่ดิน – นอมินีทุนต่างชาติ
Politics นายกฯ จี้สางคดีโกงสอบท้องถิ่น รุกที่ดิน – นอมินีทุนต่างชาติ
ยูอาร์ซี เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง ส่ง ‘ชิกกี้’ ปั้นยอดขาย 100 ล้าน
Biz Movement ยูอาร์ซี เปิดเกมรุกครึ่งปีหลัง ส่ง ‘ชิกกี้’ ปั้นยอดขาย 100 ล้าน
กทม. เปิด Traffy Fondue แจ้งสถานประกอบการไม่ปลอดภัย ผนึกตำรวจลุยตรวจ 1,000 ร้านทั่วกรุง
News กทม. เปิด Traffy Fondue แจ้งสถานประกอบการไม่ปลอดภัย ผนึกตำรวจลุยตรวจ 1,000 ร้านทั่วกรุง
อ้วยอันโอสถ จับมือ ZUS Coffee เปลี่ยนภาพจำยาดม สู่ไอเท็มคนรุ่นใหม่
Biz Movement อ้วยอันโอสถ จับมือ ZUS Coffee เปลี่ยนภาพจำยาดม สู่ไอเท็มคนรุ่นใหม่
บางจากส่งมอบ SAF ผลิตในไทยครั้งแรกให้การบินไทย เปิดเที่ยวกรุงเทพฯ–สิงคโปร์
Business บางจากส่งมอบ SAF ผลิตในไทยครั้งแรกให้การบินไทย เปิดเที่ยวกรุงเทพฯ–สิงคโปร์
มช. จับมือ อว.-MTEC เปิด 2 นวัตกรรมเด่น “ชุดตรวจไผ่โบรอน AI – เลี้ยงปลาระบบ RAS” หนุนเชิงพาณิชย์
SD มช. จับมือ อว.-MTEC เปิด 2 นวัตกรรมเด่น “ชุดตรวจไผ่โบรอน AI – เลี้ยงปลาระบบ RAS” หนุนเชิงพาณิชย์
กรุงไทย-แอกซ่า ปั้นแคมเปญรับสังคมสูงวัย สร้างการรับรู้ Age Inclusion
Biz Movement กรุงไทย-แอกซ่า ปั้นแคมเปญรับสังคมสูงวัย สร้างการรับรู้ Age Inclusion
TrueID เปิดตัว ‘ตาตั้ง’ มินิแอปละครแนวตั้ง ลูกค้าทรู-ดีแทคจ่ายแค่ 39 บาทต่อเดือน
Tech TrueID เปิดตัว ‘ตาตั้ง’ มินิแอปละครแนวตั้ง ลูกค้าทรู-ดีแทคจ่ายแค่ 39 บาทต่อเดือน
สหรัฐคว่ำ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล
World สหรัฐคว่ำ Data Center ระดับไฮเปอร์สเกล
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้หุ้นไทยมีโอกาสไปต่อ ต้องสร้าง Action ดึงดูดฟันด์โฟลว์ต่างชาติต่อเนื่อง
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ ชี้หุ้นไทยมีโอกาสไปต่อ ต้องสร้าง Action ดึงดูดฟันด์โฟลว์ต่างชาติต่อเนื่อง
ดูทั้งหมด

จี้รัฐกำกับดูแล ‘แพลตฟอร์ม’ SMEs แบกหนัก ต้นทุน ‘ค่าฟี-โค้ดส่วนลด’

21 พ.ค. 2569 | 08:00น.
15-pok

การขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย (Commission Fee) รอบใหม่ในเวลาไล่เลี่ยกันของ 3 แพลตฟอร์มใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นช้อปปี้ (Shopee) ลาซาด้า (Lazada) และติ๊กต็อก ช็อป (TikTok Shop) กลายเป็นประเด็นร้อนในหมู่ผู้ขายออนไลน์ และทำให้เกิดการแสดงความเห็นในหลายแง่มุม

ตั้งแต่ความถี่ในการปรับค่าธรรมเนียมที่เกิดขึ้นแทบทุกไตรมาส บ้างก็สะท้อนสภาวะ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” แม้ต้องแบกต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ก็ไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้ เพราะกำลังซื้ออ่อนแออาจทำให้ขายสินค้ายากกว่าเดิม

อีกหลายเสียงยังพร้อมใจกันตั้งคำถามเกี่ยวกับกลไกการกำกับดูแลของภาครัฐ และเรียกร้องให้มีการออกแบบกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้น

เปิดรายละเอียด “ค่าฟี” ใหม่

เริ่มจาก “ช้อปปี้” ได้ประกาศว่าจะมีการปรับปรุงอัตราค่าธรรมเนียมการขาย (Sale Transaction Fee) สำหรับ Mall Sellers และ Non-Mall Sellers ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2569 เป็นต้นไป โดย Mall Sellers ต้องจ่ายสูงสุด 17.12% และ Non-Mall Sellers สูงสุด 13.19% (รวม VAT แล้ว)

ก่อนหน้านี้ “ช้อปปี้” มีการประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย และค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมแล้ว 1 ครั้ง ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. 2569 ที่ผ่านมา

ขณะที่ “ลาซาด้า” ได้ปรับเปลี่ยนอัตราค่าธรรมเนียมบริการมาร์เก็ตเพลซ (Marketplace Service Fee) และค่าธรรมเนียมโปรแกรมลาซาด้า ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 2569 โดยร้านค้าทั่วไปเก็บสูงสุดที่ 13% และ LazMall 14.5% (ไม่รวม VAT)

ส่วน “ติ๊กต๊อก ช็อป” มีการปรับปรุงค่าธรรมเนียมใน 2 ส่วน คือค่าคอมมิชชั่น และค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า (Commerce Growth Fee) ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยค่าคอมมิชชั่นสูงสุดของร้านค้าทั่วไป และร้านค้า Mall อยู่ที่ 9.63% และ 11.77% ตามลำดับ (รวม VAT แล้ว)

15-1

TDPA แจงเหตุผลขึ้นค่าฟี

ฟาก “สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย” (Thai Digital Platform Trade Association : TDPA) ที่เกิดจากการรวมตัวของ 4 แพลตฟอร์มใหญ่ ประกอบด้วย ช้อปปี้, ลาซาด้า, แกร็บ (Grab) และไลน์แมน (LINE MAN) ได้ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊กเพจชี้แจงเหตุผลในการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมตลอดหลายปีที่ผ่านมา

โดยระบุว่าการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมทำเพื่อรักษาความปลอดภัย และพัฒนาระบบ ไม่ใช่การขูดรีด “ผู้ค้า” เมื่อตลาดออนไลน์ของไทยพัฒนาขึ้น แพลตฟอร์มเติบโตจากการเป็นเพียงแอปพลิเคชั่น “ตัวกลาง” สู่การเป็น “ผู้มีส่วนร่วม” ในเศรษฐกิจการจับจ่ายใช้สอยของประเทศ

เมื่อระบบใหญ่ขึ้น และมีความซับซ้อน ต้นทุนในการดูแลรักษาย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย การเก็บค่าธรรมเนียมจึงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แพลตฟอร์มสามารถให้บริการต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ท่ามกลางความท้าทายของค่าครองชีพและต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้น แพลตฟอร์มนำรายได้เหล่านี้ไปลงทุนในเทคโนโลยี และยกระดับความปลอดภัย อาทิ ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ขั้นสูง การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และการพัฒนาระบบ AI เพื่อปกป้องผู้ใช้งานหลักสิบล้านคนจากภัยคุกคามและมิจฉาชีพที่มีกลโกงซับซ้อนขึ้นทุกวัน

ทั้งย้ำว่าการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมที่ผ่านมาดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้ผู้ขายมีเวลาปรับตัวและบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

SMEs เผชิญวิกฤตต้นทุน

ด้าน “กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ” นายกสมาคมอีคอมเมิร์ซไทย (Thai e-Commerce Association : THECA) เปิดเผยว่า ปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมสูงต่อเนื่อง/ไร้เพดาน เป็นข้อร้องเรียนอันดับ 1 ของผู้ประกอบการไทยกว่า 500 ราย โดยเฉพาะในไตรมาส 1-2/2569 แบ่งได้เป็น 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ปรับขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉลี่ยใน 18 เดือน มีการประกาศเพิ่มค่าธรรมเนียม 1-4 ครั้ง 2.อัตราสูง ค่าธรรมเนียมรวม (คอมมิชชั่น + การทำธุรกรรม + ค่าทำแคมเปญ + VAT) สูงถึง 22-40%

15-2
กุลธิรัตน์ ภควัชร์ไกรเลิศ

และ 3.มีการคิดค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน ทำให้ร้านค้าต้องแบกรับภาระภาษี จากตัวเลขที่ไม่ได้เป็นกําไรจริง เช่น ตั้งราคาขายไว้ที่ 289 บาท เป็นต้นทุนสินค้า 195 บาท ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 67 บาท VAT 20 บาท พอหักส่วนต่างทั้งหมดเหลือกำไรสุทธิอยู่ 7 บาท บางกรณียังไม่รวมค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ ด้วย เช่น ค่าแพ็ก เป็นต้น

“ทุกวันนี้ผู้ประกอบการหลายรายขายบนแพลตฟอร์มได้กำไรบางมาก หักต้นทุนสินค้า และค่าธรรมเนียมที่ขึ้นแบบถี่ ๆ แล้วเหลืออยู่ประมาณ 2% แค่คิดว่าจะขายเพื่อให้อยู่รอดยังยากเลย SMEs ไทยจำนวนมากกำลังหายไปจากระบบอย่างเงียบ ๆ”

โค้ด “ส่วนลด” ทำลายตลาด

ขณะเดียวกันยังมีข้อร้องเรียนอื่น ๆ จากผู้ประกอบการ เช่น การรุกรานจากร้านค้าต่างประเทศ นโยบายคืนเงิน/คืนสินค้าไม่เป็นธรรม การบังคับระบบขนส่งและผูกขาดให้ใช้ของแพลตฟอร์มเป็นหลัก โดยไม่สามารถเลือกผู้ให้บริการที่ชำนาญพื้นที่ได้ รวมถึงการปิดกั้นการมองเห็น/บีบยิงโฆษณา หากร้านค้าไม่ซื้อโฆษณา (Ads) หรือไม่เข้าร่วมแคมเปญที่หักค่าธรรมเนียมเยอะ ๆ ระบบจะลดการมองเห็น (Shadow Ban)

ที่สำคัญยังมีการแทรกแซงราคา โดยใช้โค้ดส่วนลดจนราคาสินค้าเสียโครงสร้าง ลูกค้าเคยชินกับราคาที่ต่ำกว่าทุนจริง และไม่ค่อยอยากซื้อสินค้าในราคาปกติ ทําให้ช่องทางการขายอื่น ๆ อยู่รอดไม่ได้ เช่น หน้าร้านออฟไลน์ เป็นต้น

“ส.อีคอมเมิร์ซ” ชง 3 ข้อเสนอ

“กุลธิรัตน์” กล่าวต่อว่า สมาคมอีคอมเมิร์ซไทยพยายามผลักดันให้ภาครัฐเข้ามาศึกษา และดูแลโครงสร้างค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มอย่างจริงจัง เพื่อสร้างสมดุลในยุคที่เศรษฐกิจไม่เป็นใจ โดยเมื่อวันที่ 14 พ.ค.ที่ผ่านมาได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐสภา 3 ประเด็น เพื่อผลักดันมาตรการคุ้มครอง และสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs บนแพลตฟอร์มออนไลน์อย่างเป็นธรรม

ประกอบด้วย 1.การกำกับดูแลแพลตฟอร์ม (Platform Regulation) เสนอให้มีการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเข้มข้น โดยศึกษาโมเดลจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐ อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และเกาหลีใต้ เป็นต้น เพื่อหาจุดสมดุลที่เหมาะสมกับบริบทเศรษฐกิจไทย

ขณะเดียวกันต้องการให้หน่วยงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และกรมการค้าภายใน มีบทบาทเชิงรุกในการออกมาตรการกำกับดูแลมากขึ้น พร้อมจัดตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณา (ผู้แทนรัฐ + นักวิชาการ + สมาคม) ให้เสร็จสิ้นใน 3 เดือน

2.การยกระดับศักยภาพ SMEs ไทย บูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เร่งผลักดันมาตรการ แนวทาง และกลไกที่ปฏิบัติได้จริงภายในปี 2570 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้ทั้งในและต่างประเทศ

และ 3.การส่งเสริมสินค้าและผู้ค้าไทย ผลักดันแนวคิด “Made in Thailand” และ “ช็อปสินค้าไทย ช่วยเศรษฐกิจไทย” บนทุกแพลตฟอร์มในปี 2569 พร้อมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่สมดุลระหว่างผู้ค้าไทยและผู้ค้าข้ามพรมแดน โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษี (VAT) และการปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเท่าเทียม

จี้ “กขค.” คุมแพลตฟอร์ม

ด้าน “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” รองประธานคณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า หลังรับข้อเสนอจากสมาคมอีคอมเมิร์ซไทยแล้วจะนำเรื่องนี้เข้าสู่การติดตามผ่านคณะกรรมาธิการ ประสานไปยังหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ “กขค.” เพื่อผลักดันการบังคับใช้แนวปฏิบัติฯ สำหรับแพลตฟอร์ม หรือ “ไกด์ไลน์ e-Commerce” ที่มีการประกาศออกมาเมื่อเดือน มี.ค. 2569 อย่างจริงจัง

ประกาศฉบับดังกล่าวจะช่วยสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางพิจารณาพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม อันมีลักษณะผูกขาด ลดการแข่งขัน หรือจำกัดการแข่งขัน รวมไปถึงการตกลงร่วมกันหรือทำนิติกรรมอื่นภายใต้ พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2560

ซึ่งจะพิจารณาใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.พฤติกรรมด้านราคา และ 2.พฤติกรรมทางการค้าอื่น เช่น มีพฤติกรรมต้องห้ามในการกีดกันการมองเห็นสินค้าหรือบริการของผู้ขาย โดยใช้ระบบอัลกอริทึ่มปิดกั้นหรือจำกัดการมองเห็น และให้สิทธิพิเศษเอื้อประโยชน์เฉพาะตน (Self-preferencing) หรือของผู้ขายรายอื่นที่ตนได้รับผลประโยชน์มากกว่า โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

“ที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานมักโยนกันไปมา ไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าภาพจัดการชัดเจน ในฐานะ สส.ที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอดผมจะผลักดัน และสื่อสารไปยังรัฐบาลทุกช่องทางจนเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ไม่ปล่อยปัญหาทิ้งไว้อย่างที่ผ่าน ๆ มา”