เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แบงก์ชาติ เกาะติดผลกระทบ “ทรัมป์” แพ้เลือกตั้ง เอฟเฟกต์ “ค่าเงิน-ราคาน้ำมัน-การค้า”
Finance แบงก์ชาติ เกาะติดผลกระทบ “ทรัมป์” แพ้เลือกตั้ง เอฟเฟกต์ “ค่าเงิน-ราคาน้ำมัน-การค้า”
โปรอิฐ GM โรบินส์วูด กอล์ฟ คลับ คว้ารางวัลผู้นำรุ่นใหม่จาก AGIF
Biz Movement โปรอิฐ GM โรบินส์วูด กอล์ฟ คลับ คว้ารางวัลผู้นำรุ่นใหม่จาก AGIF
กรมการปกครอง ร้องทุกข์ “มูลนิธิองค์กรทำดี” ปมเปิดรับบริจาคช่วยน้ำท่วมไร้ใบอนุญาต
News กรมการปกครอง ร้องทุกข์ “มูลนิธิองค์กรทำดี” ปมเปิดรับบริจาคช่วยน้ำท่วมไร้ใบอนุญาต
Bitget ชี้บิตคอยน์ลุ้นกลับทิศ เปิดสถิติหลังเลือกตั้งสหรัฐผ่านจุดต่ำสุดใน 1 เดือน
Finance Bitget ชี้บิตคอยน์ลุ้นกลับทิศ เปิดสถิติหลังเลือกตั้งสหรัฐผ่านจุดต่ำสุดใน 1 เดือน
บล.กสิกรไทย มองไทยรับโชค! ดาต้าเซ็นเตอร์สหรัฐ เสี่ยงชะงัก ชู 6 หุ้นรับอานิสงส์
Finance บล.กสิกรไทย มองไทยรับโชค! ดาต้าเซ็นเตอร์สหรัฐ เสี่ยงชะงัก ชู 6 หุ้นรับอานิสงส์
แสนสิริปักหมุดฝั่งธนฯ ดันพอร์ต 3 หมื่นล้าน เสิร์ฟทาวน์โฮมหรู “เดมี อรุณอมรินทร์” ลุ้น Sold Out อีกครั้ง
Real Estate แสนสิริปักหมุดฝั่งธนฯ ดันพอร์ต 3 หมื่นล้าน เสิร์ฟทาวน์โฮมหรู “เดมี อรุณอมรินทร์” ลุ้น Sold Out อีกครั้ง
ราคาทองวันนี้ (5 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 1,100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,300 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 1,100 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,300 บาท
อิตาเลียนไทย ขายโรงปูนภูมิใจไทย ให้ทุนฮ่องกง 49% มูลค่า 1,114 ล้าน
Real Estate อิตาเลียนไทย ขายโรงปูนภูมิใจไทย ให้ทุนฮ่องกง 49% มูลค่า 1,114 ล้าน
YOTEL ขยายขุมทรัพย์ ‘เอเชีย-แปซิฟิก’
Business YOTEL ขยายขุมทรัพย์ ‘เอเชีย-แปซิฟิก’
กรุงศรี เร่งเคลื่อน AI พลิกโฉมแบงก์ ยกระดับบริการ สินเชื่อ บริหารความเสี่ยง
Finance กรุงศรี เร่งเคลื่อน AI พลิกโฉมแบงก์ ยกระดับบริการ สินเชื่อ บริหารความเสี่ยง
ดูทั้งหมด

‘สินค้าปลอมระบาด’ ทำแบรนด์ป่วน จี้ ‘รัฐ-แพลตฟอร์ม’ เร่งปราบ

27 พ.ค. 2569 | 12:30น.
15-poknum

ประเด็นร้อนของผู้ขายสินค้าออนไลน์ในช่วงนี้ ไม่ใช่มีแต่เรื่องที่เจ้าของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขึ้นค่าธรรมเนียมการขาย และให้ร่วมรับภาระต้นทุนในการทำแคมเปญโปรโมชั่นจนแทบไม่เหลือกำไรเท่านั้น ยังมีปัญหา “สินค้าปลอมระบาด” ที่สร้างความหนักใจให้บรรดาผู้ประกอบการ เพราะกระทบทั้งความเชื่อมั่นในแบรนด์ และยังซํ้าเติมกำลังซื้อจากภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจด้วย

ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเจ้าของแบรนด์สินค้าความงามหลายรายออกมาสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับ “ของปลอม” หรือสินค้าลอกเลียนแบบที่ไม่ได้มาตรฐาน วางจำหน่ายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิด ด้วยว่ามีการใช้ชื่อร้านค้าและรูปสินค้าเหมือน “ร้านจริง”

“ลากลาส” ชี้กระทบเศรษฐกิจโดยรวม

“ไอติม-เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอดีล แอนด์ มาเวลลัส เท็น จำกัด เจ้าของแบรนด์เครื่องสำอาง “ลากลาส” (LA GLACE) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แบรนด์พบปัญหาเกี่ยวกับสินค้าปลอมมาแล้วประมาณ 6 เดือน และสถานการณ์ยังคงรุนแรงเรื่อย ๆ ซึ่งไม่ได้กระทบแค่กับยอดขาย แต่รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของแบรนด์ด้วย

ที่ผ่านมาบริษัทพยายามจัดการด้วยการรีพอร์ตร้านค้าที่แอบอ้างเป็นร้านแบรนด์ และจำหน่ายสินค้าลอกเลียนแบบ ที่แม้บรรจุภัณฑ์จะเหมือนของจริงมาก แต่ “สารสกัดหรือส่วนผสม” ที่ใช้ไม่ได้คุณภาพ โดยแจ้งไปยังแพลตฟอร์มให้ปิดร้านเหล่านั้น พร้อมทั้งจ้างทนายความให้ดำเนินคดีแล้ว แต่เรื่องยังไม่ค่อยคืบหน้าเท่าที่ควร

“บางทีรีพอร์ตไปก็ปิดได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ไม่รู้เหมือนกันว่าดูจากอะไร หรือต่อให้ปิดไปแล้วก็กลับมาเปิดใหม่และสร้างรีวิวปลอมได้ เรารู้สึกว่าเขาทำกันเป็นกระบวนการ ใช้ชื่อเสียงของแบรนด์ที่พยายามสร้างมาหลายปีหลอกคนอื่น”

“ไอติม” กล่าวต่อว่า ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้ามากำกับดูแลอย่างจริงจัง เช่นกันกับฝั่งของแพลตฟอร์มที่ต้องมีมาตรการออกมาจัดการ ไม่ใช่แค่การรับปากว่าจะดูแลให้มากขึ้นเฉย ๆ

“คนที่ตั้งใจทำแบรนด์พอโดนก๊อปเรื่อย ๆ ก็หมดแรง เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ แต่กระทบกับเศรษฐกิจภาพใหญ่ด้วยซ้ำ เราเองมีทีมงานกว่า 80 คน เมื่อยอดขายเราลดไม่ไช่แค่รายได้ของบริษัทหายไป แต่กระทบกับอีกหลายครัวเรือน”

AMT สะท้อนอุปสรรค “รีพอร์ต”

ด้าน “ฝุ่ง-อมต ชัยเกรียงไกร” ผู้ก่อตั้งบริษัท อมต อินโนเวชั่น จำกัด เจ้าของแบรนด์ AMT Skincare สะท้อนปัญหากับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กระบวนการ “Take Down” หรือปิดร้านปลอมบนแพลตฟอร์มมีความล่าช้ามาก หลังแจ้งรีพอร์ตไปแล้วยังต้องใช้เวลานานถึง 7 วัน กว่าจะเอาร้านออกจากระบบได้

ทั้งระบบยังมีเงื่อนไขว่าถ้าจะปิด 1 ตะกร้าสินค้า ต้องนำสินค้านั้นมาถ่ายรูปเปรียบเทียบกับของจริง หากร้านปลอมมี 10 ตะกร้า (10 SKUs) เจ้าของแบรนด์ก็ต้องยอมเสียเงินซื้อของปลอมทั้ง 10 ครั้ง เพื่อมาเป็นหลักฐานในการไล่ปิดทีละตะกร้า

“ผมพยายามตามหาต้นตอของสินค้าปลอม ล่อซื้อจนพบแหล่งที่ตั้งร้าน แม้จะมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายหรือวิดีโอแล้วก็ยังไม่สามารถดำเนินคดีได้ เพราะสาวไปไม่ถึงตัวการ รวมถึงข้อมูลร้านค้ายังจัดเก็บในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ ทำให้การตามตัวผูกระทำผิดทำได้ยากมาก”

แนะแพลตฟอร์ม KYC ร้านค้า

“ฝุ่ง” บอกด้วยว่า สิ่งที่แบรนด์กำลังเผชิญในขณะนี้ไม่ต่างกับปัญหา “บัญชีม้า” ที่ผ่านมามาตรการในการเปิดร้านบนแพลตฟอร์มยังมีจุดหละหลวม และช่องโหว่ในการคัดกรอง แม้มีการบังคับให้ส่งเอกสารต่าง ๆ เช่น ใบรับรองการเป็นนิติบุคคล เลขทะเบียน อย. และใบอนุญาตนำเข้า แต่ไม่มีการทำ KYC (Know Your Customer) หรือยืนยันตัวตนผู้ขายอย่างชัดเจน

“แพลตฟอร์มควรนำระบบ KYC มาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการขอเปิดบัญชีร้านค้า เพื่อสกัดไม่ให้นอมินีเข้ามาเปิดร้านได้ง่าย ๆ จริง ๆ การเปิดร้านตามขั้นตอนที่ถูกต้องใช้เวลาพิจารณา 2-3 สัปดาห์ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมร้านปลอมเปิดกันง่ายขนาดนี้”

ETDA แจงรายปัญหา

ด้าน “ชัยชนะ มิตรพันธ์” ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เปิดเผยว่า ลักษณะปัญหาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซขณะนี้เกี่ยวข้องกับหลายส่วน ส่วนแรกคือการสวมรอยปลอมแปลงเป็นร้านค้าเพื่อหลอกลวงให้คนซื้อ ส่วนนี้ต้องพิจารณาเรื่องการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งแพลตฟอร์มต้องช่วยดำเนินการตามกฎหมาย

ถัดมาส่วนที่สอง คือเรื่องสินค้าที่ผลิตอย่างไม่ถูกต้อง ไม่ได้มาตรฐาน อย. และ มอก. ส่วนนี้ต้องเป็นไปตามกฎหมายของหน่วยงานอย่างสำนักงานอาหารและยา และสำนักมาตรฐานอุตสาหกรรม ส่วนที่สามเมื่อสินค้าเหล่านี้ขึ้นสู่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

แพลตฟอร์มต้องตรวจสอบยืนยันร้านค้าที่นำสินค้าเหล่านั้นมา แต่ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 หรือ DPS กำหนดให้ต้องทำ KYC ร้านค้าเฉพาะกรณีที่เป็นสินค้าที่ต้องได้รับมาตรฐาน มอก. หรือ อย.เท่านั้น สำหรับร้านค้าสินค้าทั่วไปยังไม่มีมาตรการบังคับให้ต้อง KYC

“การบังคับใช้กฎหมาย DPS เพื่อให้แพลตฟอร์มดำเนินการตามนั้นมีขั้นตอนที่ยาว และยุ่งยาก หากแพลตฟอร์มไม่ปฏิบัติตามเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งให้แก้ไขหรือสั่งปิดบัญชีไปทีละบัญชี ซึ่งบทลงโทษปัจจุบันน้อยเกินไป ไม่เพียงพอที่จะสร้างความเกรงกลัว”

ดังนั้น กระทรวงดีอี และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเห็นว่าควรเข้าไปยกระดับ พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ขึ้นมาบังคับใช้ในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มให้เข้มงวดขึ้น แต่ร่างกฎหมายปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของ ป.ย.ย. (สำนักงานคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง) ซึ่งกำลังคิดว่าจะดึงกลับมาให้กระทรวงดีอีดูแลเอง และเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด

คุมแพลตฟอร์มต้องไม่เดินตาม

ด้าน “ไชยชนก ชิดชอบ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า มีการเตรียมนำร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม มาตรวจสอบ และจะเร่งเสนอผ่านกระบวนการให้เร็ว เพราะกฎหมาย DPS ปัจจุบันไม่เพียงพอที่จะกำกับดูแลแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ

“เราไม่อยากวิ่งตามไปกำกับปัญหาที่เกิดมาแล้ว อย่างเช่นเรื่องค่า GP เรื่องสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ตอนนี้เรารวบรวมข้อมูลและองค์ความรู้ไว้มากพอที่จะเห็นว่ามีปัญหาอีกมากที่ลึกกว่า เราเห็นแม้กระทั่งว่าแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่มีฐานข้อมูลจะเห็นว่าสินค้าชนิดใดขายดีในพื้นที่ไหน แล้วใช้เครือข่ายพาร์ตเนอร์ผลิตสินค้ามาแข่งในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งเป็นประเด็นลึกซึ้งที่กฎหมายปัจจุบันยังเข้าไปจัดการได้ยาก และเป็นการทำลายตลาด”

“กฎหมายเดิมมักเป็นการแก้ปัญหาตามกระแสสังคมหรือแก้เป็นจุด ๆ มากกว่าการมองภาพรวมทั้งระบบให้มีความยั่งยืนและโปร่งใส และการนำโมเดลจาก EU มาใช้ แม้ในเชิงโครงสร้างจะดูแข็งแกร่ง แต่ในทางปฏิบัติพบว่ายังมีการฟ้องร้องกันอยู่มากและบังคับใช้จริงได้ยาก จึงต้องมีการปรับปรุงให้เข้ากับสถานการณ์ของไทยจริง ๆ

อย่างเรื่องการแก้เฉพาะค่า GP เพียงอย่างเดียวไม่ช่วยอะไร เพราะแพลตฟอร์มมีช่องทางอื่นในการเก็บค่าธรรมเนียม เช่น การใช้ Token หรือรูปแบบอื่น ปัญหาคือ พ.ร.ฎ.เดิมไม่ได้มองภาพรวมที่เรียกว่า Total Take Rate (ค่าธรรมเนียมรวมทั้งหมดที่แพลตฟอร์มได้รับ)

ทำให้ยังเกิดความไม่เป็นธรรมในระบบนิเวศ และเรายังต้องนึกถึงเรื่องภาษีอื่นอีก เช่น Global Minimum Tax ที่ไม่ได้กำหนดไว้แน่ชัด จึงคาดว่า พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม จะมาอุดรอยรั่วและสร้างมาตรการที่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของผู้ประกอบการไทยได้”

รมว.ดีอีกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องแลกกับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อให้ตลาดไทยเติบโตอย่างยั่งยืน อาจส่งผลให้ผู้บริโภคต้องยอมรับว่าราคาสินค้าอาจจะไม่ถูกเท่าเดิม แต่จะได้ตลาดที่โปร่งใสและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

การปกป้องผลประโยชน์บางอย่าง โดยเฉพาะการเพิ่มระดับการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลที่นอกเหนือจากอีคอมเมิร์ซ โซเชียลมีเดีย รวมถึงการเรียกเก็บภาษีอย่าง Global Minimum หรือ Digital Service Tax บนแพลตฟอร์มเหล่านี้อาจขัดกับข้อตกลงการค้าดิจิทัลของสหรัฐ เราต้องมีจุดยืนที่จะปกป้องผลประโยชน์เราก่อน และรัฐบาลก็มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์ของประชาชน