เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สงครามราคา AI ระอุ Microsoft ดัน ‘ไทย’ ทรานส์ฟอร์ม

19 มิ.ย. 2569 | 13:18น.
Microsoft

Microsoft

การแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ผ่านเลยจุดที่แข่งกันว่าใครฉลาดที่สุด มาสู่เรื่องความ “คุ้มค่า” ที่สุด ดังจะเห็นได้จากการที่เหล่าบิ๊กเทคโนโลยีทั้งหลายลุกขึ้นมา “ลดกระหนํ่า” ทั้งค่าบริการรายเดือนและค่าเชื่อมต่อ API

นำโดย Google (กูเกิล) ที่ประกาศปรับลดราคา Subscription แพ็กเกจ Google AI Plus อย่างเป็นทางการ ในตลาดสหรัฐอเมริกา จากเดิม 7.99 เหรียญสหรัฐ เหลือ 4.99 เหรียญสหรัฐ/เดือน เรียกว่าลดลงเกือบครึ่งหนึ่ง เพื่อเจาะกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และผู้ใช้งานทั่วไป แถมยังเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูล Google Drive จาก 200 GB เป็น 400 GB

ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า OpenAI ซึ่งกำลังเตรียม IPO ครั้งใหญ่ ได้พิจารณาลดราคาค่าเชื่อมต่อ API เพื่อหวังชิงลูกค้าระดับบิ๊กคอร์ปอเรตจาก Antropic

ในรายงานระบุด้วยว่าค่ายบิ๊ก AI ทยอยลดค่า API ต่อ 1 ล้าน Input Token มาตั้งแต่ปี 2025 ถึงปัจจุบัน ลดลงมากว่า 60% แล้ว ส่งผลให้ฝั่งจีนอย่าง DeepSeek ต้องลดราคาลงเช่นกัน ทำให้ราคา API อยู่ที่ราว 0.1-0.375 เหรียญสหรัฐต่อ 1 ล้าน Input Token

สงครามราคา โอกาส SMEs ?

“ธนวัตน์ สุธรรมพันธุ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย และตลาดใหม่กล่าวว่า ประเทศไทยมี SMEs เป็นส่วนหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีสัดส่วนคิดเป็น 35% ของ GDP ของประเทศ และปัจจุบันเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยทำให้องค์กร “เร็ว” และ “สร้างสรรค์” ขึ้น ถือเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างบริษัทขนาดเล็กและขนาดใหญ่

“ตอนนี้ Speed สำคัญกว่า Scale และ AI เป็นเทคโนโลยีที่จับต้องได้ เข้าถึงง่ายกว่าโครงการไอทีในอดีตมาก โดยธุรกิจเลือกที่จะเริ่มใช้จากจำนวนน้อย ๆ เช่น 1 คน หรือ 5-20 คน ก่อนก็ได้ หากลองแล้วไม่เห็นประโยชน์ตามที่คาดหวังก็สามารถหยุดใช้ และหยุดจ่ายได้ทันที ทำให้ความเสี่ยงด้านต้นทุนต่ำมาก”

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในข้อกังวลสำคัญของ SMEs ไม่ใช่การเริ่มต้นปรับใช้ AI ในองค์กรอย่างไร และมีต้นทุนที่ต้องจัดการมากน้อยแค่ไหน แต่เกรงว่าในอนาคตเมื่อใช้แล้วไม่สามารถยกเลิกได้ ต้นทุนจะผูกพันกับค่าใช้จ่ายในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง โดยเฉพาะหากเจ้าของโมเดล AI “ขึ้นราคา” จะเลี่ยงได้ยาก

“ธนวัตน์” กล่าวว่า ถ้ามองภาพใหญ่ของสถิติการใช้งาน AI จะพบว่า “ค่าใช้จ่ายต่อโทเค็น” และต้นทุนของ AI มีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ ไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างที่หลายคนกังวล เชื่อว่าในอนาคตจะเห็นว่ายิ่งใช้จะยิ่งถูกลง ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยควบคุมราคาไม่ให้สูงเกินไป คือการแข่งขันที่รุนแรงในตลาด AI ปัจจุบัน เป็นกลไกที่ช่วยคุ้มครองผู้ใช้งานโดยธรรมชาติ

“การอยู่นิ่ง ๆ โดยไม่เริ่มใช้ AI ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะอยู่รอดได้ในปัจจุบัน เพราะหากคู่แข่งใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่เราไม่ใช้เราจะเสียเปรียบในการแข่งขันทันที”

นอกจากนี้ การปรับใช้ AI เฉพาะเซ็กเตอร์ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเทศไทยสามารถนำมาใช้แก้ปัญหา “สังคมสูงวัย” และเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยมุ่งเน้นการเพิ่มมูลค่าต่อหัวของนักท่องเที่ยว เช่น การดูแลสุขภาพและ Wellness แทนการเน้นเพียงจำนวนนักท่องเที่ยว

เลือกโมเดล AI ให้เหมาะกับงาน

ด้าน “ราล์ฟ ฮอปเตอร์” รองประธานบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี และช่องทางจัดจำหน่าย ไมโครซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น เสริมว่า ปัจจุบันการปรับใช้ AI ได้เปลี่ยนจากแนวคิดทางทฤษฎีมาสู่การปฏิบัติที่เน้น “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ”

จากในอดีตคนอาจถามเรื่องการใช้เทคโนโลยี Cloud แต่คำถามในปัจจุบันเปลี่ยนเป็น “จะปรับปรุงองค์กรการขายได้อย่างไรโดยใช้ AI”

“มีตัวอย่างเจ้าของธุรกิจ SMEs ที่มีพนักงาน 100 คน สามารถสร้างแอปพลิเคชั่น CRM และระบบการขายของตัวเองได้ด้วยการใช้ AI Agent เพียงไม่กี่ตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ AI จึงสร้างการเปลี่ยนแปลงก้าวกระโดดให้ SMEs ได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

แต่ไม่มีโมเดล AI เดียวที่เป็นคำตอบสำหรับทุกอย่าง ปัจจุบัน Microsoft มีโมเดลให้เลือกใช้กว่า 11,000 โมเดล ผ่านแพลตฟอร์ม Azure AI Foundry ดังนั้นหัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเลือกใช้ “โมเดลที่เหมาะสมกับงาน”

“งานที่สำคัญที่สุดของผู้นำในตอนนี้ คือการกำหนดให้ชัดเจนว่าจะใช้ AI ในองค์กรอย่างไร ผู้นำต้องเป็นแบบอย่างในการใช้งาน รวมถึงตั้งวาระการประชุมเกี่ยวกับ AI และเริ่มวัดผลลัพธ์ที่ได้จาก AI อย่างจริงจัง”

“ทัพหน้า” AI Transform

ผู้บริหารไมโครซอฟต์ทั้งคู่เน้นย้ำตรงกันว่า สำหรับประเทศไทยองค์กรขนาดเล็กและขนาดกลางเหมาะแก่การเป็น “ทัพหน้า” หรือเป็น Frontier Company ในการทำ AI Transformation ซึ่งมีความแตกต่างไปจากการทรานส์ฟอร์มองค์กรแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง

“แนวคิดนี้ช่วยให้องค์กรเข้าใจว่าจะนำ AI มาใช้เพื่อสร้างคุณค่าได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องประสิทธิภาพหรือการลดต้นทุนเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้องค์กรได้พูดถึงการเติบโต ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมในมิติใหม่ ๆ ด้วยความเหมาะสมทั้งผู้นำที่เปิดกว้าง การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนพัฒนาคน และอัตราเร่งของการใช้งาน AI ในการทำงานที่สูงที่สุดในโลก”

ในงาน Microsoft AI Tour Bangkok ได้เปิดเผยรายงาน Global AI Diffusion ฉบับล่าสุด โดยระบุว่าสัดส่วนการใช้งาน AI อย่างจริงจังในกลุ่มประชากรวัยทำงานทั่วไทยเพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในช่วงครึ่งแรกปี 2568 มาเป็น 12.4% ในไตรมาสแรกของปี 2569 ทำให้ประเทศไทยมีอัตราเร่งของการเติบโต (Growth Rate) ของการใช้ AI สูงที่สุดเป็นอันดับสองของโลก ตามหลังเพียงเกาหลีใต้เท่านั้น (AI Diffusion Rate คือ Adoption ของกลุ่มคนทํางานออฟฟิศในทุกอุตสาหกรรม)

นอกจากนี้ผลสำรวจ Work Trend Index 2026 ใน 147 ประเทศของไมโครซอฟท์ยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มสำคัญในกลุ่มพนักงานองค์กรต่าง ๆ ในประเทศไทย พบว่าราว 32% ของผู้ที่ตอบแบบสำรวจอยู่ในกลุ่ม “Frontier Professional” หรือผู้ใช้ AI ระดับสูง ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 16% ถึงสองเท่า

“ธนวัตน์” กล่าวว่า โอกาสจากแบบสำรวจนี้ไม่ใช่คนที่ปรับใช้ AI ไปแล้ว หรือเฉพาะแค่ผู้คนในออฟฟิศ แต่ยังมีคนทำงานในโรงงาน หมอ พยาบาล ครู นักเรียน หรือประชากรวัยทำงานในประเทศอีกราว 87.6% ที่ยังเป็นโอกาสในการนำ AI เข้าไปปรับใช้ในกระบวนการทำงาน

สำหรับ Microsoft Tour 2026 ที่กรุงเทพฯ จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมพันธมิตร ความรู้ และการปรับใช้ AI ในองค์กรให้เข้าสู่ภาคธุรกิจ SMEs ไทยโดยเร็ว หลังจากมีการลงทุนศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการเสริมสร้างทักษะ AI (Localizing 200+ courses) มาอย่างต่อเนื่อง

4 เฟรมเวิร์ก AI Frontier

“ราล์ฟ” ยังนำเสนอกรอบการดำเนินงานในการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นองค์กรยุค AI หรือ Frontier Transformation ด้วยว่า ประกอบด้วย 4 เสาหลักคือ 1.ยกระดับศักยภาพพนักงาน ลดเวลาที่ต้องใช้กับงานซ้ำ ๆ และเพิ่มความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล 2.เปลี่ยนประสบการณ์ลูกค้า ช่วยแก้ปัญหาด้วย Self-Service เพิ่มขึ้น 35% ทำให้ระดับความพึงพอใจของลูกค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นราว 10% ดังนั้น AI จึงส่งผลโดยตรงต่อประสบการณ์ของผู้บริโภค

3.ปรับกระบวนการทำงานทั้งธุรกิจ แต่ไม่ควรใช้ AI ไปเร่งกระบวนการเก่าให้เร็วขึ้น แต่เป็นการทบทวน ออกแบบใหม่ และปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานในระดับองค์กร และ 4.เร่งการสร้างนวัตกรรม ปัจจุบัน AI ช่วยสร้างโค้ดใหม่ได้เกือบ 40% ของโค้ดทั้งหมดที่พัฒนาขึ้น อีกทั้งยังมีการนำ AI ไปใช้ในการค้นคว้ายาใหม่ การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การออกแบบฮาร์ดแวร์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ในหลากหลายอุตสาหกรรม

และว่าการเป็นแถวหน้า หรือ Fontier Company มี 3 ลักษณะบ่งชี้คือ 1.AI ต้องอยู่ในจังหวะการทำงานของทุกคน ไม่ใช่แค่เรื่องของฝ่าย IT หรือการตัดสินใจจากผู้บริหาร 2.ทุกคนต้องเป็นผู้สร้างโซลูชั่นใหม่ได้ด้วยตัวเอง และ 3.มองเห็นการใช้งาน AI ได้ทั้งองค์กร สามารถเห็นภาพรวมของการใช้งาน AI ภายในองค์กร นำไปใช้งานในส่วนใดบ้าง สร้างผลลัพธ์อย่างไร และมีความเสี่ยงด้านใดที่ต้องบริหารจัดการ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

AI Microsoft