Skip to content

2019 ปีแห่งการประท้วง สะเทือน “เทคสตาร์ตอัพ”

29 ธ.ค. 2562 | 18:16น.
2019 ปีแห่งการประท้วง สะเทือน “เทคสตาร์ตอัพ”

คอลัมน์ สตาร์ตอัพ ปัญหาทำเงิน โดย มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ

หลายคนเตรียมเก็บกระเป๋าไปเที่ยวลันล้าช่วงปีใหม่ ลูกจ้างของ Instacart กลุ่มหนึ่งกลับเตรียมการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ด้วยการตระเวนยื่นฟ้องขอขึ้นค่าแรง ร่อนหนังสือส่งให้พันธมิตรของ Instacart ฯลฯ

สะท้อนให้เห็นภาพที่ไม่ค่อยโสภานักของ tech industry ประจำปี 2019

12 เดือนที่ผ่านมา ลูกจ้างของ “gig economy” หลายบริษัท ทั้ง Uber Lyft และ Instacart ต่างออกมาเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ

ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุด คือ การที่ Taxi and Limousine Commission ของนิวยอร์กยอมเพิ่มค่าแรงของคนขับแท็กซี่ทั่วไปเป็น 17.22 เหรียญ/ชม. หรือคิดเป็น 15 เหรียญ/ชม. กรณีคนขับของ Uber และ Lyft ซึ่งเพิ่มจากค่าเฉลี่ยเดิมที่ 9.21 เหรียญ/ชม.

จุดประกายให้เมืองอื่นเดินหน้าเรียกร้องเช่นกัน ที่เด่นชัดคือ การเคลื่อนไหวในแคลิฟอร์เนียที่ผู้ว่าการรัฐผ่านร่าง กม.กำหนดให้ลูกจ้างมีสถานะเป็น “พนักงาน” และพึงได้รับสิทธิและการคุ้มครองเยี่ยงพนักงานตราบที่พวกเขาทำงานที่เกี่ยวข้องกับ “ธุรกิจหลัก” ของบริษัท หรือทำงานภายใต้การ “ชี้แนะ” ของนายจ้าง

หากบริษัทอยากกำหนดสถานะให้เป็น “ลูกจ้างชั่วคราว/ผู้รับจ้างอิสระ” ก็ต้องพิสูจน์ว่าลูกจ้างไม่มีคุณสมบัติของ “พนักงาน” ตามที่กำหนดไว้อย่างไร

กฎหมายที่จะมีผลบังคับใช้ต้นปีหน้าฉบับนี้จะทำให้ต้นทุนของ Uber และ Lyft พุ่งกระฉูด หุ้นตกกระหน่ำ ต้องรีบเสนอเงื่อนไขใหม่เพื่อแลกกับการคงสถานะคนขับให้ “ลูกจ้างอิสระ” เช่นเดิม ได้แก่ เสนอปรับค่าแรงต่อชั่วโมงขึ้น 20% ช่วยค่าน้ำมันและชดเชยค่าเสื่อมสภาพให้อีก 30 เซนต์/ไมล์

แต่ข้อเสนอเหล่านี้ยังไม่ได้ข้อยุติปรากฏการณ์รวมตัวประท้วงของคนในวงการ tech ไม่ได้จำกัดเฉพาะในกลุ่มลูกจ้างชั่วคราวหาเช้ากินค่ำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพนักงานหัวกะทิของบริษัทไฮเทคอย่าง Amazon Google Microsoft และ Facebook ด้วย โดยประเด็นหลักที่ถกเถียงกันมาก ได้แก่ การกีดกันทางเพศ ผลกระทบจากธุรกิจต่อปัญหาโลกร้อน ความโปร่งใสในการทำสัญญากับภาครัฐ การ “ตอบโต้” พนักงานที่ไม่เชื่อฟังบริษัท และคำตัดสินที่ไม่เป็นธรรมของอนุญาโตตุลาการต่อข้อพิพาทต่าง ๆ

ความจริงแล้วการประท้วงครั้งสำคัญเริ่มต้น พ.ย.ปีที่แล้ว เมื่อพนักงานกูเกิลนับหมื่นคนทั่วโลกออกมาโจมตีเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศ และพฤติกรรมอื่น ๆ ของผู้บริหาร ทำให้ภาพลักษณ์ของ Google ในฐานะบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่ดีงามต้องแปดเปื้อนและทำให้เกิดรอยร้าว แถมยังจุดชนวนให้เกิดการประท้วงในบริษัทอื่น ๆ ต่อเนื่องมาถึงปีนี้

ไม่ว่าจะเป็นการที่พนักงาน Amazon ออกมาเรียกร้องให้บริษัทแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาโลกร้อนมากกว่านี้ ทั้งปรับปรุงสภาพการทำงานในศูนย์กระจายสินค้า หรือพนักงานของ Microsoft ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บริหารเรียกร้องให้ยุติการทำงานให้กองทัพ พนักงานของ Facebook ออกมาประท้วงบริษัทเรื่องนโยบายการให้มีโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการเมือง

แต่ผู้บริหารหลายบริษัทไม่สนใจคำทักท้วง เช่น Microsoft ยืนยันทำโครงการ cloud computing มูลค่า 1 แสนล้านเหรียญให้กระทรวงกลาโหมต่อไป ทำให้นักวิชาการจาก MIT Sloan School of Management อย่าง “โทมัส โคชาน” ออกมาแสดงความกังวลว่า หากบริษัทยังเมินเฉยต่อปัญหาของพนักงาน จะยิ่งทำลายความไว้ใจระหว่างกัน และนำไปสู่การประท้วงที่รุนแรงขึ้นในอนาคต อาจซ้ำรอยอดีตช่วงปี 1930 ที่ยักษ์ใหญ่ยานยนต์ General Motors ทำหูทวนลมต่อข้อเรียกร้องเรื่องค่าแรงและสวัสดิภาพของคนงานจนลุกลามกลายเป็นการประท้วงหยุดงานครั้งประวัติศาสตร์ และเป็นจุดเปลี่ยนให้เกิดสหภาพแรงงานในเวลาต่อมา

การเผชิญหน้าในวงการสตาร์ตอัพ อาจต่างจากการสไตรก์ของคนงาน GM เมื่อหลายสิบปีก่อนในแง่ของรูปแบบและขอบเขต เพราะนอกจากจะเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตนเองแล้ว แรงงานรุ่นใหม่ยังเรียกร้องให้บริษัทแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย ทั้งการรณรงค์ยังลามไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ เช่น ผู้ถือหุ้น และพันธมิตรธุรกิจของบริษัท

หลายประเด็นร้อนยังไม่ได้ข้อสรุป ทำให้เชื่อได้ว่าการเรียกร้องน่าจะดำเนินต่อไปอีกในปีหน้า หากจะมีบทเรียนใดที่เจ้าของธุรกิจควรเรียนรู้จากอดีต บทเรียนนั้นคืออย่าประเมินพลังของกองทัพมดเหล่านี้ “ต่ำเกินไป”

เพราะยามใดที่ชนวนแห่งความไม่พอใจจุดติดแล้วย่อมลุกลามจนยากควบคุม และเมื่อนั้นราคาที่ต้องจ่ายอาจสูงจนรับไม่ไหวก็เป็นได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธุรกิจสตาร์ทอัพ ไอที