คอลัมน์ Pawoot.com โดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ
จากการตั้งกลุ่มเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล การทำงานด้านดิจิทัล เกี่ยวกับไวรัสโควิด-19 ที่ชื่อ Thailand COVID-19 Digital Group (TCDG) ตอนนี้มีผู้เข้าร่วมประมาณ 2,500 กว่าคนแล้ว การเกิดขึ้นของกลุ่มนี้เกิดจากการที่ทุกคนมีเจตนาดี มีไอเดียดี และข้อมูลที่มีมากมายในโลกออนไลน์ แต่ยังไม่มีที่รวมศูนย์ ไม่มีพื้นที่ให้คนมารวมกัน เมื่อมีพื้นที่ ผมเชื่อว่าจะสามารถเริ่มต้นอะไรดี ๆ ได้
ตอนนี้ก็มีภาครัฐและภาคเอกชนเข้ามาช่วยด้วย เราพยายามแบ่งออกเป็นหลายเรื่อง เช่น ที่กำลังสนใจมากก็คือแอปพลิเคชั่นติดตามผู้ที่เป็นกลุ่มเสี่ยง การประชาสัมพันธ์ให้คนเข้าถึงได้มากขึ้น ตำแหน่งร้านค้าที่ขายหน้ากาก แอลกอฮอล์ การทำงานระหว่างเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของรัฐกับการเข้าถึงคนในชุมชน การทำตัวทดสอบ ฯลฯ
ตอนนี้เราเริ่มออกแบบเฟรมเวิร์กขนาดใหญ่ เช่น หากมีคนเข้ามาในประเทศเมื่อเจอ ตม. ใครจะเป็นคนเก็บข้อมูล จะมีเรื่องของ AOT มี NECTEC เข้ามา มีสตาร์ตอัพของไทยมาช่วยทำระบบการวิเคราะห์ มีเรื่องของ big data ฯลฯ
อย่างที่ผ่านมามีการเปิดตัวแอปพลิเคชั่นแผนที่ ระบุตำแหน่งที่มีคนติดเชื้อโควิด-19 แต่ผมแอบกังวลใจว่า หากข้อมูลไม่แม่นยำจริงอาจสร้างผลกระทบต่อบุคคลหรือสถานที่ที่เกี่ยวข้อง ให้เจ๊งได้เลย
อยากฝากทุกคนไว้ว่า หากจะทำแอปในลักษณะนี้ต้องให้แน่ใจว่า ข้อมูลที่ใช้ต้องเป็นข้อมูลที่ official จริง ๆ หรือมาจากภาครัฐ การจะระบุตำแหน่งบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องระบุลึกจนเกินไป อาจจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้ เรื่องของ data privacy มีการพูดคุยกันมากทั้งในห้องประชุมของกระทรวงสาธารณสุข หรือในที่อื่น ๆ
กลุ่ม TCDG ได้รวมตัวกันทำเฟรมเวิร์กด้านดิจิทัลทั้งหมดที่เกิดขึ้น และเริ่มเดินหน้าแล้ว คือมีแอปพลิเคชั่น
ของ AOT ที่เริ่มติดตามนักท่องเที่ยวหรือผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทย เพื่อติดตามบุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง โดยสามารถระบุตำแหน่งที่นั่งบนเครื่องบินของบุคคลได้ และหากคนนี้มีการติดเชื้อโรคขึ้นมาก็สามารถวิเคราะห์ย้อนกลับได้ว่า เขามาโดยสายการบินใด
นั่งตรงไหน มีใครอยู่รอบตัวเขา และมีใครอยู่ในลำนั้นบ้าง จุดนี้อาจดูเหมือนเป็นการไปละเมิดสิทธิ์ แต่ขอให้ยินยอมแจ้งข้อมูลไว้ก่อนแล้ว
ผมว่าไทยเราเป็นประเทศแรก ๆ ที่เอาระบบลักษณะนี้ี้มาใช้ ยกเว้นจีนที่มีเทคโนโลยีก้าวล้ำมาก
ตอนนี้เริ่มมีการพูดคุยกันถึงการนำข้อมูลจากโอเปอเรเตอร์มาใช้จากเบอร์โทรศัพท์ ตรงนี้ในกลุ่มเราได้เริ่มพูดคุยกันและพยายามตั้งคณะทำงานเพื่อผลักดันเครื่องมือตัวนี้ให้เร็วที่สุด
วิธีการนี้มีข้อดีอีกอย่างก็คือแม้ว่าจะมีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ แต่ก็ยังสามารถติดตามได้ โดยเช็กจากเลขที่บัตรประชาชนหรือเลขพาสปอร์ตที่ใช้ในการยืนยันตัวตนนั่นเอง
ผมว่านี่เป็นเรื่องดีที่หลายคนได้เริ่มทำอะไรบางอย่างแล้ว และเริ่มแบ่งกลุ่มออกเป็น project base พยายามโปรโมตลีดเดอร์ในแต่ละเรื่อง เช่น ระบบติดตาม การจัดการเรื่องหน้ากาก ฯลฯ และให้ช่วยดูแลกันเอง โดยให้ลีดเดอร์แต่ละกลุ่มมาคุยกัน ทั้งหมดผมเชื่อว่าทุกคนที่มาล้วนมีความตั้งใจที่ดีที่อยากมาช่วยกันเพื่อประเทศของเราครับ