Skip to content

รายได้แพลตฟอร์มออนไลน์ เติบโตในช่วงโควิด-19

17 เม.ย. 2563 | 12:06น.
รายได้แพลตฟอร์มออนไลน์ เติบโตในช่วงโควิด-19
คอลัมน์ Pawoot.com
โดย ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ

ตอนนี้แพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมในช่วงโควิด-19 อย่างมากต้องยอมรับว่าคือ แอปพลิเคชั่น ZOOM จากที่เคยมีผู้ใช้งาน 10 ล้านคน ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากถึง 200 ล้านคน สาเหตุจากการที่หลาย ๆ องค์กรมีความจำเป็นต้องให้พนักงาน work from home และจำเป็นต้องมีการประชุมผ่านวิดีโอคอลแทน แอปพลิเคชั่นอย่าง ZOOM ที่ใช้งานง่ายและทำได้หลายอย่าง ตอบสนองความต้องการได้เป็นอย่างดีจึงแจ้งเกิดอย่างมาก

แต่ในช่วงที่ผ่านมาก็มีข้อมูลจากบรรดา developer ว่า แอปพลิเคชั่น ZOOM ที่กำลังได้รับความนิยมนั้นมีการนำข้อมูลบางส่วนของผู้ใช้กลับไป และข้อมูลส่วนนี้ผมเข้าใจว่าจะนำไปใช้ในด้านการตลาดต่อไป เพราะยุคนี้ข้อมูลของลูกค้าคือสิ่งที่สำคัญที่สุด บางครั้งข้อมูลนั้นไม่จำเป็นว่าต้องเป็นชื่อหรือนามสกุล เป็นเพียงแค่คุกกี้ก็เพียงพอแล้ว

ในเรื่องของข้อมูลนี้ก็มีหลายคนบ่นว่าบางทีเราใช้เฟซบุ๊กอยู่สักพักหรือแค่พูดอะไรกับโทรศัพท์เพียงแป๊บเดียวก็จะมีโฆษณาเกี่ยวกับสิ่งที่เราเพิ่งพูดไปโผล่ขึ้นมาเลย

สิ่งเหล่านี้คือกลไกของเทคโนโลยีทางด้านโฆษณาที่เก่งมากขึ้นเรื่อย ๆ

เทคโนโลยีเหล่านี้ที่เรียกว่า speech-to-text คือ เมื่อเราพูดอะไรออกไปมันจะแปลงเป็นข้อความและเรียนรู้จากตรงนั้น

ได้ทันที ฉะนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าธุรกิจอย่าง ZOOM ที่ให้บริการแบบฟรี หรือเป็นแบบ freemium จะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ยอมจ่ายเงินเพื่อข้อมูลนี้อาจสัก 5-10% ก็สามารถสร้างรายได้

เลี้ยงคนทั้งกลุ่มเป็นร้อย ๆ ล้านคนได้เลย รายได้ส่วนหนึ่งของเขาก็มาจากการขายข้อมูลเหล่านี้นั่นเอง

แพลตฟอร์มสำหรับการประชุมทางไกลที่ใช้กันอยู่ในช่วงนี้มีอยู่หลายตัวอย่าง StreamYard, ZOOM, Microsoft Teams ฯลฯ แต่ละตัวมีความแตกต่างกัน แพลตฟอร์มบางตัวเป็นแพลตฟอร์มใหญ่ อย่างเช่น เราใช้ Microsoft Teams ก็จะอยู่ใน Microsoft หรือใช้ Google Hangouts Meet ก็อยู่ในชุดใหญ่ของ Google ฯลฯ

แต่ ZOOM ถือเป็นแพลตฟอร์มที่ stand alone หรือแยกออกมา ฉะนั้นในการใช้งานจะมีความได้เปรียบและเสียเปรียบบางอย่างอยู่เช่นกัน เช่น คนที่ใช้ ZOOM ต้องใช้ ZOOM โดยเฉพาะไปเลย แต่ยังมีวิธีที่จะสามารถเชื่อมต่อกับคนอื่นได้ด้วย ZOOM นั้นไม่ได้ทำแพลตฟอร์มอย่างอื่น เขาทำเรื่องของ conference แค่เพียงอย่างเดียว ดังนั้นรายได้ของเขาจึงมาจาก conference เพียงอย่างเดียวด้วยเช่นกัน

ในขณะที่ Microsoft หรือ Google มีรายได้จากอย่างอื่นเข้ามา ฉะนั้นบริการบางตัวจึงไม่จำเป็นต้องไปหารายได้จากมันก็ย่อมได้ เพราะมีรายได้จากตัวอื่นเข้ามาชดเชยแทนอยู่แล้ว จะสังเกตได้ว่า Google มีให้บริการฟรีอยู่หลายอย่างมาก เช่น Gmail ฟรีในบางอย่าง แต่บางอย่างอาจต้องมีการจ่ายค่าบริการ

บริการต่าง ๆ ส่วนใหญ่ที่ออกมาให้ใช้นั้น ในช่วงแรกมักปล่อยให้ใช้แบบฟรีก่อน จนเมื่อมีคนใช้บริการจำนวนมาก และติดการใช้งานแล้วจึงเริ่มมีการนำบริการ หรือ business model อื่น ๆ ใส่เพิ่มเข้าไปในภายหลัง

ไม้ตายหลักของ Google หรือ Facebook ที่เห็น ๆ กัน คือ โฆษณานั่นเอง โดยจะเอาโฆษณาเข้าไป

เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับบริการที่เคยให้ใช้ฟรี เช่น เราเคยใช้ Google Maps ฟรีมานานมากเป็นสิบปี แต่ที่ผ่านมาจะเริ่มเห็นว่า Google Maps เองก็เริ่มมีโฆษณาแทรกเข้ามาให้เห็นบ้างแล้วครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Work from Home คอลัมน์ Pawoot.com