ททท.ฝ่าปัจจัยลบท่องเที่ยว ดันปี”63 กวาดรายได้ 3.18 ล้านล้าน

ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สัมภาษณ์

ท่ามกลางภาวะที่หลายฝ่ายคาดการณ์กันว่าปีนี้สถานการณ์โดยรวมของภาคการท่องเที่ยวของไทยจะอยู่ในภาวะที่เป็นบวก เนื่องจากปัจจัยลบเรื่องสงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐ เริ่มเจรจากันได้และปัญหาสหรัฐกับอิหร่านก็เริ่มเบาลง ซึ่งแน่นอนน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจโลกโดยรวมปรับตัวดีขึ้นได้ จะเหลือเพียงแค่เรื่องค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งค่าต่อเนื่องเท่านั้นที่ยังคงเป็นปัจจัยลบต่อเนื่อง

แต่ทันทีที่เริ่มต้นปี 2563 ภาคการท่องเที่ยวของไทยก็ต้องเผชิญกับวิกฤต “ไวรัสโคโรน่า” ตั้งแต่ต้นปี จะเคราะห์ซ้ำกรรมซัดแค่ไหน “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมสัมภาษณ์ “ยุทธศักดิ์ สุภสร” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) หน่วยงานด้านการตลาดถึงแนวคิด มุมมอง ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยไว้ดังนี้

ปี”62 โชว์นิวนอร์มอลใหม่

“ยุทธศักดิ์” บอกว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมา การท่องเที่ยวของไทยมีรายได้รวม 3.06 ล้านล้านบาท เติบโตราว 3% จากปีก่อน ซึ่งถือว่าเติบโตน้อยกว่าเป้าหมายที่วางไว้ที่ 10% สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวไทยกำลังปรับตัวหาสมดุลเข้าสู่สิ่งใหม่ที่จะกลายเป็นปกติ (new normal) คือ การการเติบโตช้า ๆ ไม่หวือหวาอีกต่อไป

โดยตลาดต่างประเทศมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาไทย 39.77 คน เติบโต 4% สร้างรายได้ 1.96 ล้านล้าน ใกล้เคียงกับตัวเลขคาดการณ์จากสภาพัฒน์ ซึ่งระบุตัวเลขไว้ที่ 39.8 ล้านคน ขณะที่ตลาดในประเทศมีจำนวนนักท่องเที่ยว 167 ล้านคน-ครั้ง เติบโต 3% จากปีก่อน สร้างรายได้ 1.1 ล้านล้านบาท เติบโต 3%

ชี้ตลาดต่างประเทศหดต่อเนื่อง

สำหรับตลาดต่างประเทศนั้น “ยุทธศักดิ์” บอกว่า หลายประเทศมีการเติบโตลดน้อยลงเช่นกัน กล่าวคือ อเมริกาเติบโต 2% จากที่เคยเติบโตกว่า 5%, เอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เติบโต 5%, เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เติบโต 5%, เอเชียใต้เติบโต 19% จากการเติบโตของตลาดอินเดียที่ดันให้การเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 20% มาตลอดทั้งปี, แอฟริกา ติดลบ 2% และโอเชียเนียที่ติดลบ 3%

โดยในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวจีนยังคงครองอันดับ 1 ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยือนไทย 11 ล้านคน เติบโต 4% สร้างรายได้ 5.5 แสนล้านบาท รองลงมาคือ มาเลเซีย 4.3 ล้านคน เติบโต 5% อินเดีย 1.9 ล้านคน เติบโต 22% ลาว 1.88 ล้านคน เติบโต 12% และเกาหลี 1.88 ล้านคน เติบโต 5%

ปัจจัยโลกทุบท่องเที่ยวไทย

“ยุทธศักดิ์” บอกด้วยว่า ภาวะชะลอตัวของตลาดต่างชาตินั้นมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มในรัสเซีย ญี่ปุ่น และบาห์เรน การประท้วงในฮ่องกง การล้มละลายของบริษัทท่องเที่ยวขนาดยักษ์อย่างโทมัส คุก และภาวะค่าเงินบาทแข็งค่า ส่งผลให้การเติบโตไม่เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ โดยเฉพาะในส่วนของรายได้ เนื่องจากนักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น มีระยะการเดินทางที่สั้นลง

รวมถึงนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มเลือกรวมทริปการท่องเที่ยวให้ได้ราคาที่ถูกลง และไทยมีจำนวนอุปทานเติบโตมาก ดังนั้นแม้จำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากจำนวนคนเข้าเมืองที่มากขึ้น แต่ผู้ประกอบการก็ยังประสบปัญหาด้านผลประกอบการ

สำหรับตลาดในประเทศนั้นพบว่า แต่ละภูมิภาคมีการเติบโตไม่เกิน 2% เนื่องจากเผชิญกับสภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจเดินทางลดลง หันมาเดินทางในระยะใกล้มากขึ้นหรือตัดสินใจหันไปเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศแทนจากการขยายเส้นทางของสายการบินต้นทุนต่ำและค่าเงินบาทแข็งค่า

ปี”63 รายได้ 3.18 ล้านล้าน

“ยุทธศักดิ์” ยังบอกด้วยว่า สำหรับปี 2563 นี้ คาดการณ์ว่าการท่องเที่ยวไทยจะสร้างรายได้รวมที่ 3.18 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 4% จากปี 2562 โดยแบ่งเป็นตลาดต่างประเทศ 2.02 ล้านล้านบาท เติบโต 3% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40.8 ล้านคน และตลาดในประเทศ 1.16 ล้านล้านบาท เติบโต 5% จากนักท่องเที่ยว 172 คน-ครั้ง เติบโต 3% ททท.จึงวางแผนที่จะผลักดันการเติบโตของตลาดต่างประเทศให้รักษาการเติบโตทางด้านรายได้มากกว่าจำนวนเช่นเดียวกับที่ผ่านมา โดยคาดว่าตลาดที่จะเติบโตดี ได้แก่ ประเทศในกลุ่ม CLMV, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, เกาหลีใต้, ไต้หวัน, อินเดีย, สเปน และประเทศในกลุ่มยุโรปตะวันออก

ปัจจัยลบ (ยัง) รุมเร้า

อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยแน่นอนหลายอย่าง ตั้งแต่เศรษฐกิจโลกที่ทั้ง IMF และ World bank ประเมินว่าจะหดตัว ความผกผันของสถานการณ์การเมืองและขัดแย้ง สภาวะค่าเงินบาทแข็งค่า และมาตรการดูดนักท่องเที่ยวของประเทศคู่แข่ง ทำให้แนวโน้มลดวันท่องเที่ยว เน้นเที่ยวระยะใกล้ และการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศของคนไทยจะยิ่งเติบโต และปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจัยภายในประเทศก็ไม่ส่งผลเป็นบวกมากนัก หลังจากไทยประสบปัญหาด้านการรักษาความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว การเดินทางที่ยังไม่สะดวก สิ่งอำนวยความสะดวกไม่เพียงพอ สนามบินที่ถูกใช้งานเกินขีดความสามารถ ความไม่สะดวกในขั้นตอนการเข้าออกเมือง ฯลฯ

แนะใส่ใจท่องเที่ยวทั้งระบบ

นอกจากนั้น การท่องเที่ยวของไทยยังถูกดิสรัปต์ด้วยเทคโนโลยีและพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งการตัดสินใจช้าลง นิยมเดินทางกลุ่มเล็ก ชื่นชอบสังคมไร้เงินสด ทำให้ไทยต้องปรับตัวเปลี่ยนวิธีทำการตลาด และอาจจะถึงเวลาที่ไทยจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาเชิงระบบที่สั่งสมมาในอดีตแล้ว ททท.ตั้งใจที่จะเปลี่ยนมุมมองต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวใหม่ เนื่องจากสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปและนิวนอร์มอลใหม่ที่เกิดขึ้น

โดยวางแผนที่จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาทั้งห่วงโซ่อุปทานมากยิ่งขึ้น ลงไปคลุกคลีและให้ความสำคัญกับผู้ประกอบการ ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่ได้ด้วยค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผล เพื่อสร้างมาตรฐานและเพิ่มคุณค่าในห่วงโซ่อุปทานท่องเที่ยวไทย รวมถึงจะหันมาใช้กลยุทธ์การทำงานร่วมกัน โดย ททท.จะเดินหน้าเข้าหาหน่วยงาน องค์กร บริษัทต่าง ๆ ในภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากขึ้น

จึงเชื่อว่าปี 2563 นี้จะยังมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของรัฐบาลซึ่งครอบคลุมตลาดในประเทศและต่างประเทศ ตั้งแต่การอำนวยความสะดวกในการเข้าเมืองให้กับนักท่องเที่ยว การกระตุ้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ การชดเชยค่าเงินบาทแข็งค่า และอื่น ๆ รวมถึงมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียเป็นเวลา 14 วัน (อยู่ระหว่างการดำเนินการ)

ทั้งนี้ ได้ย้ำว่าเป้าหมายรายได้ 3.18 ล้านล้านบาท สำหรับปีนี้นั้นยังไม่รวมผลกระทบจากเหตุการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า จากประเทศจีน เพราะเป็นประเด็นที่ยากที่จะคาดการณ์ และยังไม่รู้ได้ว่าเหตุการณ์จะยุติลงเมื่อไร อย่างไรก็ตาม มองว่าอาจกระทบกับนักท่องเที่ยวจีนราว 3 เดือน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ