เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพสามิตสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง ชี้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 ราย จากเหตุการณ์กระหน่ำยิง
News สรรพสามิตสั่งปิดพื้นที่เสี่ยง ชี้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บ 2 ราย จากเหตุการณ์กระหน่ำยิง
อีเวนต์อนิเมะสปีดธุรกิจอีเวนต์อนิเมะ มั่นใจน่านน้ำใหม่ดันรายได้สู่ 500 ล้าน
Business อีเวนต์อนิเมะสปีดธุรกิจอีเวนต์อนิเมะ มั่นใจน่านน้ำใหม่ดันรายได้สู่ 500 ล้าน
รพ.กรุงเทพมุ่งฮับหุ่นยนต์ผ่าตัด ผนึกพันธมิตรต่อยอดโนว์ฮาว
Business รพ.กรุงเทพมุ่งฮับหุ่นยนต์ผ่าตัด ผนึกพันธมิตรต่อยอดโนว์ฮาว
ก้าวสำคัญอวกาศไทย! “ยศชนัน” เผย อุปกรณ์ฝีมือคนไทยพร้อมโคจรรอบดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้
Politics ก้าวสำคัญอวกาศไทย! “ยศชนัน” เผย อุปกรณ์ฝีมือคนไทยพร้อมโคจรรอบดวงจันทร์ 24 ส.ค. นี้
ICOMOS ประเดิมลงพื้นที่เชียงใหม่วันแรก เจาะลึกผังเมือง–คูเมือง–ระบบน้ำ
เศรษฐกิจภูมิภาค ICOMOS ประเดิมลงพื้นที่เชียงใหม่วันแรก เจาะลึกผังเมือง–คูเมือง–ระบบน้ำ
คมนาคม ดึงเอกชนพัฒนา “สถานีธนบุรี” ปั้นเมดิคอลฮับรับรถไฟฟ้า
Real Estate คมนาคม ดึงเอกชนพัฒนา “สถานีธนบุรี” ปั้นเมดิคอลฮับรับรถไฟฟ้า
TRUE โชว์งบฯ Q2/2569 กำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท จ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น
Tech TRUE โชว์งบฯ Q2/2569 กำไรสุทธิ 6.6 พันล้านบาท จ่ายปันผล 0.15 บาทต่อหุ้น
CLICX แจงปม “บิดหนี้” ย้ำไม่ลดมาตรฐานอนุมัติสินเชื่อ-คุมความเสี่ยงเข้ม
Finance CLICX แจงปม “บิดหนี้” ย้ำไม่ลดมาตรฐานอนุมัติสินเชื่อ-คุมความเสี่ยงเข้ม
ไอแบงก์ มีมติเลือก “ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งกรรมการธนาคาร
Finance ไอแบงก์ มีมติเลือก “ดร. เบญจรงค์ สุวรรณคีรี” นั่งกรรมการธนาคาร
คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
Columns คุยกับเศรษฐา : สันติภาพเมียนมา คือผลประโยชน์ของไทย
ดูทั้งหมด

กูรูภาคท่องเที่ยวชี้ “เที่ยวอย่างยั่งยืน” คืออนาคต

25 ม.ค. 2565 | 18:41น.

กูรูภาคการท่องเที่ยวชี้ เทรนด์เที่ยวอย่างยั่งยืน คืออนาคต ทุกฝ่ายต้องร่วมมือและปรับตัวรับเทรนด์นักท่องเที่ยวแคร์ชุมชน-โลกร้อน-สิ่งแวดล้อม จี้รัฐต้องช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยผ่านมาตรการทางภาษี เงินกู้สีเขียว นโยบายคงเส้นคงวา

วันที่ 25 มกราคม 2565 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดการประชุมสัมมนา “APEC Symposium : Dialogue to co-create APEC Policy Recommendation Redesigning the Next Phase of Better Tourism” เพื่อรับฟังความเห็นจากการมีส่วนเกี่ยวข้องในแวดวงการท่องเที่ยว

ทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน จาก 21 สมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปก และองค์กรระหว่างประเทศด้านการท่องเที่ยวต่อผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม (Deliverables) ด้านการท่องเที่ยว รวมถึงข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อฟื้นฟูการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเปกให้มีอนาคตที่ดีกว่าเดิม

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ภาคการท่องเที่ยวไทยสูญเสียรายได้ไปเป็นจำนวนมาก โดยมีรายได้ลดลง 70-80% ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างมาก

นายพิพัฒน์กล่าวว่า ในอนาคตแนวโน้มรูปแบบการท่องเที่ยวอาจเปลี่ยนไป โดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก นักท่องเที่ยวอาจเลือกท่องเที่ยวในสถานที่ที่ไม่พลุกพล่านนัก ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่ได้รับ และเทรนด์นักท่องเที่ยวจะมีความสนใจเฉพาะ (Niche) จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

สวนทางกับการท่องเที่ยวในรูปแบบมวลชน ซึ่งให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายและเทคโนโลยี จนอาจลืมคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มิติด้านความยั่งยืน ความสมดุลในระดับต่าง ๆ อันจะส่งผลให้เกิดความเปราะบางและความปั่นป่วนในธุรกิจภาคการท่องเที่ยว

ดังนั้น เมื่อการระบาดของเชื้อโควิด-19 จบลง ภาคการท่องเที่ยวจำเป็นต้องเข้ามาทบทวนกระแสการท่องเที่ยวใหม่ ๆ เช่น การให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่เน้นคุณค่ามากกว่าปริมาณ การกระจายตลาดนักท่องเที่ยว ลดการพึ่งพิงชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป การกระจายรายได้จากภาคการท่องเที่ยวอย่างเป็นธรรม สนับสนุนการเที่ยวเมืองรอง และที่สำคัญคือ ภาคการท่องเที่ยวต้องทำหน้าที่เป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับประโยชน์จากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ศาสตราจารย์กิตติคุณเดวิด ซิมมอนส์ จากมหาวิทยาลินคอล์น ประเทศนิวซีแลนด์ บรรยายในหัวข้อ “Identifying and developing a policy response” ว่า การท่องเที่ยวเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค อีกทั้งมีส่วนเชื่อมโยงสู่เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals –SDGs) ที่องค์การสหประชาชาติตั้งเป้าไว้ แต่การที่จะมีการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้นั้น จะขาดภูมิภาคที่มีความยั่งยืนไปไม่ได้

ส่วนการบรรยายในหัวข้อ “Sustain Tourism Post COVID : Key Trends and Opportunities for APEC” นายสจ๊วต มัวร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารเอิร์ทเช็ก (Earthcheck) และ Executive Director ของ APEC International Centre for Sustainable Tourism กล่าวว่า เทรนด์การท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมีหลายประการ ได้แก่ ความสะอาดและความปลอดภัยจะถูกยกระดับให้มีความสำคัญมากขึ้น เน้นนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพมากขึ้น การมีความรับผิดชอบต่อสังคม หรือน้อยแต่มาก (Less is more) คือความหรูหรารูปแบบใหม่

โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว คือ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ, สิทธิมนุษยชน, ความเท่าเทียมทางเพศ, การเติบโตของเศรษฐกิจที่ไม่เท่ากัน, การระบาดของเชื้อโควิด-19 จะยังเป็นตัวกำหนดทิศทางการทำงานหรือการท่องเที่ยวต่อไป จากการที่คนจำนวนหนึ่งยังทำงานจากที่บ้าน, การกระจายวัคซีนที่ไม่เท่าเทียม ดังนั้น การท่องเที่ยวจำเป็นต้องวางตัวเองให้เป็นตัวแปรในการพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

นายสจ๊วตกล่าวต่อว่า ภาคการท่องเที่ยวต้องใช้มุมมองแบบองค์รวม (Holistic View) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีองค์ประกอบ 4 ประการ คือ 1. Pathways เช่น มีวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่ชัดเจน, การจัดการห่วงโซ่อุปทาน, การวางแผนความเสี่ยงจากสภาพอากาศ 2. Data & Insight เช่น กรอบการรายงานแนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน (ESG) 3. Transform เช่น กระบวนการคิดเชิงออกแบบ, ให้คนรุ่นใหม่มีส่วนกำหนดนโยบาย และ 4. Give Back เช่น การสนับสนุนคุณค่าทางวัฒนธรรม, การจ้างงาน

ขณะที่นายภาริน เมธา ผู้อำนวยการส่วนภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก Airbnb เปิดเผยว่า เทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในธุรกิจการท่องเที่ยว 3 เทรนด์ใหญ่ คือ 1. ความยืดหยุ่น โดยผลการสำรวจของ Airbnb และ ClearPath Strategies โดยสอบถามชาวสหรัฐ สหราชอาณาจักร เม็กซิโก ฝรั่งเศส และออสเตรเลีย จำนวน 7,500 ตัวอย่าง พบว่าราว 63% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า คาดหวังความยืดหยุ่นจากนายจ้าง

2. ผู้คนเริ่มใช้เวลาเข้าพักนานขึ้น ผสมผสานการท่องเที่ยวกับการใช้ชีวิต โดยในช่วงฤดูร้อนของปี 2562-2564 การพักเป็นระยะเวลานานของครอบครัวเติบโตขึ้น 75%

และ 3. การเกิดขึ้นของ “นักเดินทางมีความใส่ใจ” หรือ Conscious traveler โดยนักท่องเที่ยวต้องการท่องเที่ยวในรูปแบบที่เกิดประโยชน์แก่ชุมชนท้องถิ่น, นักท่องเที่ยวต้องการดื่มด่ำกับชุมชนที่พวกเขาได้ไปเยือน และเทรนด์ใหม่นี้ยังได้สร้างโอกาสให้กับเส้นทางที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักหรือไม่ค่อยได้รับความนิยม

นอกจากนี้ จากการสำรวจของ Airbnb และ Economist Impact โดยสอบถามชาวออสเตรเลีย ญี่ปุ่น อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ไต้หวัน และไทย จำนวน 4,500 ตัวอย่าง พบว่า 86.8% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งสำคัญต่อตัวพวกเขา อีกทั้ง 69.9% ยังระบุว่า จะพยายามหลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางที่มีคนหนาแน่น และมากกว่า 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ต้องการใช้การท่องเที่ยวเป็นสิ่งเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและสังคมอื่น ๆ

นายภารินกล่าวต่อว่า สำหรับการนำเสนอการท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกรูปแบบใหม่ จำเป็นต้องสร้างระบบนิเวศเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวในอนาคต โดยจากการที่การท่องเที่ยว การทำงาน และการใช้ชีวิตเริ่มมีส่วนที่ทับซ้อนกัน จึงต้องดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวระยะยาวที่ใช้ชีวิตและทำงานจากทุกที่ให้มากขึ้น

ยิ่งไปกว่านั้นควรลงทุนในทุนมนุษย์ (Human Capital) และเทคโนโลยี โดยผสานความร่วมมือกับภาคธุรกิจเพื่อฝึกฝนธุรกิจระดับท้องถิ่น รวมไปถึงการชูความเป็นท้องถิ่นและวัฒนธรรม โดยพยายามรักษาคุณค่า-วัฒนธรรม-มรดกของท้องถิ่น และนำเสนอสู่สายตาภายนอกในรูปแบบที่เหมาะสม

นายปีเตอร์ ริชาร์ด EU-SWICTH-Asia Tourlink Project Manager บรรยายในหัวข้อ “TOURLINK: Sustainable Tourism Supply Chain Management” ระบุว่า เทรนด์การท่องเที่ยวในอนาคต คือ นักท่องเที่ยวจะตระหนักถึงเรื่องราวของชุมชน และการคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศเป็นสิ่งแรก ๆ ในความคิดของนักท่องเที่ยว และหลังจากการระบาดของโควิด-19 การท่องเที่ยวจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

นายปีเตอร์กล่าวต่อว่า ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวของไทย (กลุ่มอินบาวนด์) อยู่ในตำแหน่งพิเศษที่จะเป็นทูตของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้ โดยมีแต้มต่อทั้งการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นและนำเสนอแก่ลูกค้า รวมไปถึงการกระตุ้นซัพพลายเออร์ให้ดำเนินงานบนพื้นฐานความยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนจะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาด “จุดหมายปลายทางที่มีความยั่งยืน” โดยจุดหมายปลายทางที่ยั่งยืนนั้น ย่อมต้องมีหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำที่มีความมุ่งมั่นจะพัฒนาการท่องเที่ยวให้ยั่งยืน และทุกฝ่ายที่อยู่ในอุตสาหกรรมต้องให้ความร่วมมือกัน

นายปีเตอร์ กล่าวถึงสิ่งที่ภาคการท่องเที่ยวต้องรีบนำไปปฏิบัติ (Do Now) เช่น

-ออกแบบนโยบายที่ยืดหยุ่นพร้อมรับกับสถานการณ์วิกฤตในอนาคต
-ขยายการให้สินเชื่อสีเขียว โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

ควรทำให้มากขึ้น (Do More) เช่น

-รัฐบาลสนับสนุนภาคธุรกิจให้ปรับตัวสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยอาจใช้เม็ดเงินเข้าสนับสนุน หรือการใช้มาตรการทางภาษีต่าง ๆ

ควรทำให้น้อยลง (Do Less) เช่น

-การสื่อสารที่มากเกินไปด้วย “message” ที่ผสมกัน
-การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่กะทันหัน ชั่วข้ามคืน

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า ในงานสัมมนายังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคธุรกิจท่องเที่ยวควรทำให้มากขึ้น-น้อยลง ในหัวข้อ “Economic Well-being in Tourism” โดยผู้ร่วมงานเสนอแนวคิดสิ่งที่ภาคการท่องเที่ยวควรทำให้น้อยลง (Do Less) เช่น การท่องเที่ยวแบบมวลชน (Mass Tourism), การโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยม

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ร่วมงานยังเสนอว่าสิ่งที่ภาคการท่องเที่ยวควรทำให้มากขึ้น (Do More) คือ โปรโมตสถานที่ที่ยังไม่ได้รับความนิยม, สนับสนุนท้องถิ่น, ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สตาร์ตอัพหรือธุรกิจ SMEs, มองหาตลาดการท่องเที่ยวใหม่ ๆ และสิ่งที่ควรทำตั้งแต่ตอนนี้ (Do Now) คือ ลงทุนในทุนมนุษย์ (Human Capital), ยกระดับชุมชนท้องถิ่น, เพิ่มมูลค่าให้กับการท่องเที่ยว เป็นต้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ท่องเที่ยว