Skip to content

สนพ.ติดตามราคาน้ำมันดิบ หลังสงครามอิสราเอล-ฮามาสดันราคาพุ่ง 4 ดอลลาร์

10 ต.ค. 2566 | 13:41น.
สนพ.ติดตามราคาน้ำมันดิบ หลังสงครามอิสราเอล-ฮามาสดันราคาพุ่ง 4 ดอลลาร์

สนพ. ติดตามราคาน้ำมันดิบ ห่วงสงครามอิสราเอล-ฮามาส พาราคาน้ำมันดิบพุ่ง 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล พร้อมคาดปี 2567 ยอดใช้น้ำมันโลกเพิ่มรับเศรษฐกิจฟื้น

วันที่ 10 ตุลาคม 2566 นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส (Hamas) หรือองค์กรการเมืองติดอาวุธของชาวปาเลสไตน์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวพุ่งสูงกว่า 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงตลาดซื้อขายของเอเชีย

โดยน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ราคาปรับเพิ่มขึ้น 4.18 ดอลลาร์ หรือ 4.94% ที่ระดับ 88.76 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบเวสต์เทสซัส (WTI) ราคาปรับเพิ่มขึ้น 4.23 ดอลลาร์ หรือ 5.11% ที่ระดับ 87.02 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (ราคา ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2566)

ทั้งนี้ น้ำมันดิบราคาพลิกฟื้นกลับขึ้นมาจากระดับต่ำสุดในรอบหลายเดือน หลังถูกเทขายมานานหลายสัปดาห์ จากความกังวลเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบความต้องการทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม สนพ.จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อสามารถดำเนินการบรรเทาผลกระทบด้านราคาพลังงานต่อประชาชนในระยะต่อไป

ตลาดน้ำมันดิบไตรมาส 4

สำนักงานพลังงานสากล (IEA) ได้คาดการณ์ตลาดน้ำมันดิบจะเข้าสู่ภาวะขาดดุลอย่างมากในไตรมาส 4 ของปี 2566 ที่ประมาณ 1.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากอุปทานน้ำมันดิบปรับลดลงจากการขยายมาตรการปรับลดกำลังการผลิตของซาอุดีอาระเบียและรัสเซียจนถึงสิ้นปีนี้

ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี 2566 ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของกลุ่มโอเปกที่คาดว่าตลาดจะขาดดุลมากสุดในรอบ 5 ปี ทำให้ IEA คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันดิบในปี 2567 จะเติบโตที่ราว 1.0 ล้านบาร์เรลต่อวัน ขณะที่อุปทานจะปรับเพิ่มขึ้นราว 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดมีแนวโน้มกลับเข้าสู่ภาวะเกินดุลอีกครั้ง

อุปสงค์น้ำมันโลกปี 2567

นายวัฒนพงษ์กล่าวว่า กลุ่มองค์การประเทศผู้ส่งน้ำมันออก (OPEC) ยังได้คาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันของโลกว่า จะปรับเพิ่มขึ้นอีก 2.25 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2567 เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจโลกในปีหน้าที่มีแนวโน้มดีขึ้น ขณะที่ EIA คาดว่าในปี 2567 ความต้องการใช้น้ำมันจะเติบโตขึ้น 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยลบจากความต้องการใช้น้ำมันและเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง หลังพายุไต้ฝุ่น Haikui ได้เข้าถล่มฮ่องกง และเสิ่นเจิ้น ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมอย่างรุนแรง

อีกทั้งสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงแข็งค่าขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันมีความน่าสนใจน้อยลงสำหรับผู้นำเข้าที่ถือสกุลเงินอื่น รวมทั้งราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินในอาเซียนปรับตัวเพิ่มขึ้นในทุกประเทศ

ราคาเบนซิน-ดีเซลในอาเซียน

สำหรับราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลของประเทศไทยและต่างประเทศ ณ วันที่ 25 กันยายน 2566 พบว่าราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินประเทศสิงคโปร์มีระดับสูงสุดในกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 78.82 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 6 ของกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 39.95 บาทต่อลิตร

ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลนั้น ประเทศสิงคโปร์ มีระดับสูงสุดในกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 73.02 บาทต่อลิตร ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับ 8 ของกลุ่มอาเซียน อยู่ที่ระดับ 29.94 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตาม ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้าง มาตรการด้านภาษี และนโยบายการชดเชยราคาน้ำมันของประเทศนั้น