Skip to content

เปิดใจ มือปราบ ก.ล.ต. เดินหน้าล้างบางแก๊งปั่นหุ้น

10 เม.ย. 2561 | 17:29น.
เปิดใจ มือปราบ ก.ล.ต. เดินหน้าล้างบางแก๊งปั่นหุ้น
สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ยุคนี้ กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ จากที่เคยถูกมองเป็น “เสือกระดาษ” มานาน โดยเพิ่งบังคับใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งเอาผิดกับ “ขบวนการปั่นหุ้น” รายใหญ่ของเมืองไทย และล่าสุดได้ดำเนินการฟ้องศาลแพ่ง เพื่อเรียกค่าปรับ 890 ล้านบาท “สูงสุดเป็นประวัติการณ์” มีผู้ถูกดำเนินคดีกว่า 25 ราย ในข้อกล่าวหาว่า กระทำความผิดปั่นหุ้น 6 หลักทรัพย์ด้วยกัน

ซึ่งวันนี้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสพูดคุยกับ “สมชาย พงษ์พัฒนาศิลป์” ผู้ช่วยเลขาธิการ ก.ล.ต. สายบังคับใช้กฎหมาย ที่ถือว่าเป็น “มือปราบแห่ง ก.ล.ต.” มาเล่าถึงประเด็นร้อนเหล่านี้

Q : ก.ล.ต.กำลังจัดการกับขบวนการปั่นหุ้นรายใหญ่

ก๊วนนี้เราถือว่าเป็นขบวนการปั่นหุ้นรายใหญ่และสำคัญมากก๊วนหนึ่ง ซึ่งมีทั้งนักกฎหมายและนายทุนที่เข้ามาร่วมขบวนการ โดยใน 25 รายที่ถูกดำเนินคดีมีชื่อฝั่งกลุ่มนายทุน อาทิ นายกำพล วิระเทพสุภรณ์ (เสี่ยกำพล) นายสุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล (เสี่ยต้อยติ่ง) ซึ่งคนเหล่านี้เป็นคนมีเงิน แม้ไม่ได้เป็นตัวหลักที่อยู่เบื้องหลังขบวนการนี้ ขณะที่บุคคลเหล่านี้มีวิธีการปั่นหุ้นที่ถือเป็นขบวนการ ซึ่งใช้วิธีเน้นเข้าไปสร้างราคาเป็นตัว ๆ หากหุ้นไหนที่สภาพคล่องไม่เยอะจะใช้ไม่กี่คนในการสร้างราคา โดยจำนวนผู้ที่ถูกกล่าวโทษในกรณีปั่นหุ้น NEWS กับ POLAR จะมากสุด

Q : ขั้นตอนต่อไปเป็นอย่างไร

ลำดับต่อไปคือ ดำเนินการส่งฟ้องต่อศาลแพ่ง หลังผู้กระทำผิดทั้ง 25 รายไม่ยินยอมจ่ายค่าปรับตามที่คณะกรรมการพิจารณามาตรการลงโทษทางแพ่งกำหนด ซึ่งต้องรอการพิจารณาของศาลแพ่งว่าผลการตัดสินจะออกมาอย่างไร ซึ่งหากศาลตัดสินว่าทั้ง 25 รายต้องจ่ายค่าปรับตามจำนวนเงินที่ ก.ล.ต.ร้อง ก็ต้องรอว่าเขาจะขออุทธรณ์ต่อหรือไม่ โดยหลังจากนี้ก็คงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล แต่หากเขายอมจ่ายทั้งหมดหลังศาลแพ่งตัดสินเสร็จสิ้นด้านคดีอาญาก็จะยุติลงไปด้วย

Q : ทำไมทั้ง 25 รายไม่ยอมจ่ายค่าปรับรอบแรก

ผมเชื่อว่าที่เขาไม่ยอมจ่าย เพราะเขาคิดว่าเขามีหลักฐานพอที่จะสู้เรา แต่เราก็มั่นใจว่ามีหลักฐานที่แน่นหนาพอที่จะเอาผิดขบวนการดังกล่าวได้ ขณะที่ผลประโยชน์ที่ต้องจ่ายค่าปรับนั้นก็มีจำนวนมาก และอาจต้องไปโดนปรับากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อีก 1 เท่าได้ เพราะเป็นการกระทำความผิดมูลฐานของ พ.ร.บ.การฟอกเงินของ ปปง.ด้วย ซึ่งผลประโยชน์ที่จำเลยได้มานั้น ปปง.สามารถขอให้ศาลสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินได้

Q : กรณีนี้ถือว่า ก.ล.ต.ประสบผลสำเร็จหรือไม่

แม้ว่าจะไม่สามารถดำเนินการกับหัวโจกจริง ๆ ได้ เพราะยังไม่มีหลักฐานที่เกี่ยวโยง แต่ถือว่าช่วยตัดตอนขบวนการนี้ได้ เพราะสามารถนำลูกน้องและนายทุนมากล่าวโทษได้ทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนี้กลุ่มนายทุนที่จะเข้ามาปั่นหุ้นคงไม่กล้าทำหากมีความเสี่ยงแบบนี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือผลสำเร็จที่ ก.ล.ต.อยากเห็น เพราะเราต้องการทำให้ขบวนการปั่นหุ้นอ่อนแอลง และตลาดหุ้นก็จะเข้าสู่ความเป็นจริงมากขึ้น โดยยอมรับว่ามาตรการลงโทษทางแพ่งมาช่วยติดอาวุธให้กับ ก.ล.ต.ได้มากขึ้น จากเดิมที่เราเป็นเสือกระดาษ แต่ตอนนี้เราถือว่ามีมีดสั้นอยู่อีกเล่ม ขณะที่ปืนกลอยู่ที่ ปปง.ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่สำคัญหากเกิดการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำให้การเกิดอาชญากรรมต่าง ๆ ลดลง

Q : จะเห็นการปราบปรามขบวนการปั่นหุ้นมากขึ้นไหม

ที่ผ่านมา ก.ล.ต.ก็เข้มงวดกับคดีปั่นหุ้นอยู่แล้ว แต่ในอดีตมันมีข้อจำกัดหลายอย่างที่ทำให้การดำเนินคดีกับคนที่ทำผิดไม่ได้ จึงทำให้บางคนไม่เกรงกลัว แต่ปัจจุบัน ก.ล.ต.มีการเอาผิดอย่างจริงจังและมีมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ช่วยให้การลงโทษทำได้ง่ายขึ้น และโอกาสที่ผู้ถูกฟ้องจะหลุดยาก ขณะที่สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องของการไปจับ แต่คือการทำอย่างไรที่คนจะไม่กล้าทำผิด จึงมีความพยายามประสานร่วมงานกับ ปปง. ในการดำเนินการยึดทรัพย์เพื่อทำให้คนไม่กล้าทำผิด พร้อมยืนยันว่าการดำเนินการปรับเงินของ ก.ล.ต. นั้นจริง ๆ เราไม่ได้ประสงส์ที่อยากได้ค่าปรับ เพราะเงินที่ได้มานั้นไม่ได้เข้า ก.ล.ต. แต่ต้องตกเป็นรายได้ของแผ่นดิน แต่สิ่งที่ ก.ล.ต.ทำเพราะต้องการให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ลงทุน

Q : หลังจากมีมาตรการลงโทษทางแพ่งแล้วส่งผลอย่างไรบ้าง

ถือว่าสร้างความสำเร็จให้กับก.ล.ต.อย่างมาก เพราะมาตรฐานในการพิสูจน์ที่ลดลง จึงทำให้สามารถดำเนินการกับผู้ที่กระทำความผิดได้มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ภาพรวมในปี 2560 ก.ล.ต.มีการดำเนินการทั้งหมด 9 คดี โดยมีผู้ถูกดำเนินการ 25 ราย และมีจำนวนเงินจากค่าปรับรวมเป็นมูลค่ากว่า 53,886,640 บาท และมีผู้ไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งเพียง 1 คดี จำนวน 2 ราย

ส่วนของปี 2561 (ในช่วงเดือน ม.ค.- มี.ค. 61) มีการดำเนินการมาตรการลงโทษทางแพ่งแล้ว 2 คดี โดยมีจำนวนผู้ถูกดำเนินการ 28 ราย และคิดเป็นเงินค่าปรับตามที่ ก.ล.ต.ร้องขอให้ศาลดำเนินการกว่า 896,891,556 บาท อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 คดีไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่คณะกรรมการพิจารณาจึงมีการส่งฟ้องต่อศาลแพ่งต่อไป

อย่างไรก็ตาม มองว่ายังมีคดีที่เข้าข่ายปั่นหุ้น อินไซด์ และทุจริตอีกเยอะที่อยู่ระหว่างเตรียมดำเนินการ ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีว่ามาตรการลงโทษทางแพ่งที่รวดเร็วก็ส่งผลให้คนที่คิดจะทำผิดต้องคิดหนักโดยเฉพาะคนที่จะทำเป็นขบวนการ ซึ่งก๊วนปั่นหุ้นต่าง ๆ หลายคนตอนนี้อาจสลายตัวไปแล้วหรือไม่กล้าทำแล้ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก.ล.ต. การเงิน