สู้ใครได้บ้าง? เทคโนโลยีการผลิตไทยพัฒนาช้า สูญ 1.8ล้านล้านบาทต่อปี
DEPA เผยผลสำรวจอุตสาหกรรมการผลิตในไทย ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแค่พ้นระดับ Manual อุตสาหกรรมอาหารน่าห่วง อุตสาหกรรมอื่นเล็งย้ายฐาน เพื่ออัปเกรดเทคโนโลยีใหม่ สูญเสียโอกาสมูลค่า 1.8ล้านล้านบาทต่อปี
ผศ.ดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เปิดเผยว่า แม้จะมีการผลักดันนโยบายอุตสาหกรรม 4.0 มานานหลายปี แต่การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคการผลิตของไทย เพิ่งเข้าสู่ระดับ 2.0 หรือเพิ่งเริ่มใช้ Solution ส่วนใหญ่เป็นการใช้ด้านการค้าและบริการไม่ใช่การผลิตโดยตรง
“จากการสำรวจร่วมกับหลายภาคส่วนกับกลุ่มตัวอย่าง 500,000 ราย ที่แอกทีฟทางบัญชี พบว่า ในปี 2564 มีกลุ่มตัวอย่าง 78.70% ใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิตระดับ Manual แต่ล่าสุดในปี 2567 ที่ผ่านมา 70% ของกลุ่มตัวอย่างเข้าสู่ระดับที่ 2 ปรับใช้ Solution ซึ่งเป็นการทรานส์ฟอร์มที่ช้า สิ่งนี้สะท้อนศักยภาพในการแข่งขันด้านอุตสาหกรรม”
โดย ในอันดับโลก เยอรมันนี ยังเป็นอันดับหนึ่งในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการผลิต รองลงมาเป็น จีน และ ไอร์แลนด์ ขณะที่ อาเซียน สิงคโปร์เป็นอันดับหนึ่ง มาเลเซีย อันสอง และ ไทยอันดับสาม ตามนิดมาด้วยเวียดนามอันดับสี่
แต่จากแนวโน้มการเติบโต และการทรานส์ฟอร์มของไทยมีแนวโน้มเชื่องช้า ขณะที่เวียดนามกำลังก้าวกระโดด ทำให้มีการตัดสินใจของนักลงุทนที่ย้ายย้ายฐานการผลิตไปที่ที่เติบโตร้อนแรง เพื่อตั้งโรงงานใหม่พร้อมเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่
“ด้วยสภาพเศรษฐกิจ การที่ไม่มีแรงดึงดูด ในขณะที่การแข่งขันในโลกรุนแรงขึ้นจากเรื่องของสงครามการค้า ทำให้การตัดสินใจ Reinvestment ในการอัปเกรดเครื่องจักร ทรานส์ฟอร์มเทคโนโลยียากขึ้นไปอีก”
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ทีการทรานฟอร์มเทคโนโลยีการผลิตที่โดดเด่นที่สุดในไทย คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และ กลุ่มยาง โดยหากดูเนื้อในจะพบว่าเป็นบริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนโดยตรง (FDI) จึงเป็นการทรานสฟอร์มจากเมืองนอก
กลุ่มที่น่าสงสารที่สุดคือ กลุ่มอาหาร ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมของเรา ที่อาจมองว่ายังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องอัปเกรดเครื่องจักร เพราะของเดิมก็ยังใช้ได้อยู่
“กลุ่มอาหารประกอบด้วยผู้ประกอบการระดับเล็ก ระดับกลาง และมีซัพพลายเชนในไทยรวมกันมากที่สุดในอัตสาหกรรมการผลิต”
ความน่ากังวลอีกอย่างคือ เมื่อมีการย้ายฐานการผลิต ไป Reinvestment ที่อื่นๆ เพื่ออัปเกรดเทคโนโลยี สิ่งที่ตามมาคือ การลอยแพซัพพลายเออร์ในประเทศ และเป็นตัวทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจ “เลิก” ทรานส์ฟอร์มตัวเองเพราะเขาต้องเลือก “เลิกกิจการ”
“หากเราไม่เร่งทรานส์ฟอร์มภาคการผลิตไปสู่ระดับ 4.0 หรือระดับ Automation เราจะสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ 10% ของ GDP ในทุกปี หรือเสียไป 1.8ล้านล้านบาทต่อปี”
งานแทบทุกอย่างยังเป็น Manual
ผลสำรวจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลภาคอุตสาหกรรม ประจำปี 2567 พบว่า 70% ของกลุ่มตัวอย่างมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 2.0: Solution (การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น แบบฟอร์มออนไลน์ หรือระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เพิ่มความสะดวกในการทำงาน) จากระดับ 1.0: Manual (การทำงานแบบดั้งเดิมที่ใช้เครื่องมือ Analog และกระบวนการแบบ Manual เช่น โทรศัพท์ แฟกซ์ และการส่งเอกสารผ่านอีเมล) ในปี 2564
โดยส่วนใหญ่เริ่มนำเครื่องมือและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แพลตฟอร์มดิจิทัล และโซลูชันมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน อีกทั้งมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมการผลิตแบ่งออกเป็น 5 ประเภทตามกระบวนการทำงาน ประกอบด้วย
1.การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ โดยผลสำรวจชี้ให้เห็นว่ามีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 2.0 ซึ่ง 57% ของกลุ่มตัวอย่างมีการใช้คำสั่งซื้อออนไลน์ โดยการเปิดเว็บไซต์เพื่อรับคำสั่งซื้อและการชำระเงิน
ซึ่งมีแค่ด้านนี้เท่านั้นที่อุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ระดับ 2.0 ที่เหลือยังอยู่แค่ระดับ Manual
2. การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ (ออกแบบผลิตภัณฑ์) ผลสำรวจชี้ว่ามีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 1.0 โดย 90.67% ของกลุ่มตัวอย่างยังคงใช้โปรแกรมช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ เช่น Computer-Aided Design (CAD) หรือการนำคอมพิวเตอร์มาช่วยวาดภาพ 2D/3D และสร้างชิ้นส่วน
3.เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการจัดการกระบวนการผลิต ผลสำรวจชี้ว่ามีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 1.0 โดย 87.33% ของกลุ่มตัวอย่างยังคงใช้เครื่องจักรระบบอัตโนมัติที่เรียบง่าย เช่น การใช้ Computer Numerical Control (CNC) หรือเครื่องจักรกลแบบอัตโนมัติที่มีการทำงานด้วยระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ รวมทั้งระบบอัตโนมัติทั้งหมดหรือบางส่วน
4. เทคโนโลยีดิจิทัลด้านการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า ผลสำรวจชี้ว่ามีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 1.0 โดย 70% ของกลุ่มตัวอย่างยังคงใช้อีเมลเพื่อติดต่อลูกค้า
5.เทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการธุรกิจ ผลสำรวจชี้ว่ามีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอยู่ในระดับ 1.0 โดย 69.33% ของกลุ่มตัวอย่างยังคงใช้ระบบสารสนเทศแบบแยกส่วนในบางแผนก/ฝ่าย
จากผลสำรวจนี้ จะเห็นว่าจากประเภทการทำงานทั้งหมดในกระบวนการผลิต มีแค่ในระดับสั่งคำสั่งซื้อขายออนไลน์ – เปิดเว็บไซต์ เท่านั้นที่เข้าสู่ระดับที่ 2.0 ในขณะกระบวนการที่ใช้เพื่อการผลิตในโรงงานโดยตรงอยู่ในระดับ Manual
ปัญหาขาดแคลนเงินทุน – แรงงานดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม แม้ภาคอุตสาหกรรมเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีดิจิทัล และให้ความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระดับ 4.0: Automation โดยมีแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่สูงขึ้น มีการใช้ระบบอัตโนมัติ/ระบบสารสนเทศในการบริหารจัดการและวางแผนมากขึ้น มีการนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อใช้บริหารจัดการธุรกิจเพิ่มขึ้น และแนวโน้มการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขยับตัวไปที่ระดับ 3.0: Platform มากขึ้น แต่ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างยังชี้ให้เห็นว่า การขาดความตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การขาดแคลนพนักงาน/แรงงานที่มีทักษะดิจิทัล การขาดแคลนเงินทุน และการที่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดเล็กยังไม่เหมาะที่จะลงทุนในเทคโนโลยีขั้นสูง ทั้งหมดถือเป็นปัญหาและอุปสรรคสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในระดับที่สูงขึ้น
“ด้วยแรงกดดันจากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมไทยจะต้องเร่งปรับตัว
เพื่อรักษาขีดความสามารถทางการแข่งขัน แม้ดัชนีความสามารถในการแข่งขันภาคอุตสาหกรรมที่จัดโดย UNIDO แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยยังครองอันดับที่สาม รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่หากไม่เร่งยกระดับภาคอุตสาหกรรมในภาพรวมภายในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ ทั้งการพัฒนาทักษะบุคลากร และการส่งเสริมการทำ Digital Transformation โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs เพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ประเทศไทยอาจต้องเผชิญความเสี่ยงในการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภาพการผลิตสูงถึงกว่า 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ” ผู้อำนวยการใหญ่ DEPA กล่าว