ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth ระบุว่า เหลือเวลาอีกไม่กี่สัปดาห์ที่จะเข้าสู่เกมการค้าโลกระเบียบใหม่ หรือ New World Order วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ใกล้เข้ามา บรรยากาศทั่วโลกยังคงปั่นป่วนไปกับ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ว้าวุ่นอยู่กับการดีดลูกคิดภาษีที่จะเก็บกับประเทศคู่ค้ากว่า 100 ประเทศ
ซึ่งหลังการตอบโต้กลับไปมาของคู่เจรจากับสหรัฐฯ จบลง เราน่าจะได้เห็นภาพรวมว่า ประเทศไหนจะได้เปรียบเสียเปรียบ แล้วประเทศไหนจะแข่งขันได้ดีขึ้น และไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐฯ โดยภาพรวมตลาดคาดว่า อัตราภาษีที่สหรัฐฯ เรียกเก็บน่าจะเฉลี่ยกันที่ 20% ครับ
แต่เชื่อไหมครับ ท่ามกลางข่าวร้ายหลั่งไหลเข้ามาตลอดในช่วงครึ่งแรกปี 2568 กลับปรากฏว่าเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งทะยานสู่ระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะอยู่ในช่วงที่ย่ำแย่สุด ในเดือนเมษายนที่โลกเข้าสู่ยุค Liberation Day วันที่ 2 เมษายน เมื่อทรัมป์เริ่มออกมาตรการภาษีเขย่าโลก โดยเฉพาะกับคู่ปรับหลักอย่างจีนจนต้องหันมาสู้ห้ำหั่นกับสหรัฐฯ กดตลาดหุ้นทั่วโลกดำดิ่ง จนคุณทรัมป์ต้องล่าถอยตั้งหลักใหม่ สงครามตะวันออกกลาง “อิหร่าน-อิสราเอล” รวมไปถึงปมร้อนสหรัฐฯ ถูกหั่นเครดิตความน่าเชื่อถือลงจากพิษหนี้ท่วม และยังกระแสกดดันประธานเฟด “เจอโรม พาวเวล” ให้ลาออกหลังจากการประชุมหลายรอบไม่ยอมปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงมาจนถึงทุกวันนี้
ตลาดหุ้นทั่วโลกทะยานทำสถิติใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก โดยดัชนี MSCI All Country World Index ซึ่งวัดผลตอบแทนของหุ้นกว่า 2,500 ตัว ทั้งจากตลาดพัฒนาแล้วและตลาดเกิดใหม่ ได้ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% นับตั้งแต่ต้นปีและทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมที่ผ่านมา (YTD)
จากข้อมูล Morningstar ระบุว่า หุ้นยุโรปผงาดขึ้นแท่นเป็นดาวเด่นแห่งปี 2568 อย่างน่าประหลาดใจ โดย กรีซ โปแลนด์ สาธารณรัฐเช็ก และสเปน เป็นผู้นำตลาดโลกด้านผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี (YTD) 60% 56% และ 52% ตามลำดับ โดยรอบนี้ตลาดหุ้นที่ทำผลตอบแทนสูงสุด 10 อันดับแรก มาจากตลาดยุโรปถึง 8 ประเทศ ผู้สังเกตการณ์ตลาดเชื่อว่าการปรับขึ้นของหุ้นยุโรปเป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ทั้งการเติบโตที่ฟื้นตัว ราคาหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่า และการหมุนเวียนเงินทุนออกจากหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงต้นปี เนื่องจากความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ถูกทดสอบมากขึ้น
ขณะที่ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นประมาณ 7% ซึ่งทำให้ติดอันดับที่ต่ำลงในแง่ของผลตอบแทนในช่วงครึ่งปีแรก โดยเผชิญกับการไหลออกของสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่สูงมากในเดือนเมษายนจาก Liberation Day แต่สถานการณ์ได้กลับทิศแล้ว เงินไหลกลับเข้ามาตลาดสหรัฐฯ และผลักดันดัชนีสำคัญอย่าง S&P 500 และ Nasdaq ทำสถิติสูงสุดใหม่ แต่ต้องยอมรับว่า หุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นค่อนข้างต่ำกว่ายุโรป เนื่องจากความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ของสหรัฐฯ ลดลงตามนโยบายที่คาดเดาไม่ได้ของคุณทรัมป์
ผลงานของฝั่งตลาดหุ้นเอเซียมีหลากหลาย โดยตลาดหุ้นเกาหลีใต้ให้ผลตอบแทนพุ่งกว่า 30% YTD และครองตำแหน่งผู้นำในภูมิภาคเอเซีย แม้ภายในประเทศจะมีความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้นก็ตาม และล่าสุด ถูกอัตราภาษี 25% สำหรับสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ส่วนจีนซึ่งตกเป็นเป้าหมายใหญ่ของสหรัฐฯ แม้ตอนนี้ ยังต้องติดตามผลการเจรจาภาษีอย่างเป็นทางการอยู่ แต่ตลาดหุ้นจีนยังปรับตัวขึ้นกว่า 17% YTD
มุมมองของนักกลยุทธ์การลงทุนและฝ่ายการลงทุนของสถาบันต่างๆ มีความเห็นว่า สงครามการค้าโลกที่สหรัฐฯ เริ่มต้นขึ้นและจะยังคงเป็นตัวกระตุ้นให้ตลาดนอกสหรัฐฯ มีผลงานที่โดดเด่น
ขณะที่ Michael Field หัวหน้านักยุทธศาสตร์ตลาดหุ้น EMEA ของ Morningstar มองว่า เงินทุนที่ไหลเข้ายุโรปเป็นผลจากกระแส “ขายอเมริกา” ในช่วงต้นปี รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่ดีขึ้นในยุโรป ทำให้ตลาดหุ้นยุโรปมีผลงานโดดเด่นที่สุดทั่วโลกในครึ่งปีแรก
ตลาดยังมองว่า กรีซโดดเด่นสุดในยุโรปตะวันออก จากปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การปฏิรูปภาคธนาคาร และการท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษางบประมาณเกินดุลและการชำระคืนเงินกู้ช่วยเหลือล่วงหน้า เรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมา ขณะที่เยอรมนีเปลี่ยนจากการรัดเข็มขัดเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ทำให้ยุโรปเติบโต นักยุทธศาสตร์ตลาดที่สำรวจโดย Natixis เชื่อว่า ภาษีของทรัมป์จะยังคงสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการเติบโตของยุโรป และมองว่า หุ้นกลุ่มกลาโหมและธนาคารของยุโรปยังคงให้ผลตอบแทนที่ดี เนื่องจากภาคส่วนเหล่านี้มีความเสี่ยงจากสงครามภาษีน้อยกว่า
อย่างไรก็ตาม จากการไหลออกของสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่เร่งตัวขึ้นในเดือนเมษายนปีนี้ ปัจจุบันได้กลับทิศทางแล้ว หลังจากช่วงที่เลวร้ายที่สุดของภาวะช็อกเชิงลบผ่านไปแล้ว ดัชนีสำคัญอย่าง S&P 500 และ Nasdaq กลับมาทำสถิติ All Time High ไม่หยุด ผู้คนตั้งคำถามว่า หุ้นดีแต่ก็แพงแล้ว สหรัฐฯ จะดีได้ต่อเนื่องหรือไม่ มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้หุ้นสหรัฐฯ ดูสดใสและยังน่าสนใจลงทุนแค่ไหน หรือหากไม่ลงทุนหุ้นสหรัฐฯ จะเลือกตลาดไหนดี
ส่วนตัวผมมองว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ณ ปัจจุบัน มีแนวโน้มค่อนข้างเป็นบวกมากกว่าเป็นลบ เพราะจากช่วง All Time High ครั้งก่อนหน้าที่สหรัฐฯ จะมี Liberation Day ตอนนั้น Sentiment ของนักลงทุนหลายคนก็ค่อนข้างกลัวอยู่แล้วว่า หุ้นสหรัฐฯ สูงเกินไปหรือยัง เพราะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (ปี 2566-2567) ตลาดสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมาประมาณ 50% แล้ว หลังจากสหรัฐฯ ประกาศมาตรการภาษีฯต้นเดือนเมษายน ตามมาด้วยบรรยากาศสหรัฐฯ – จีนตอบโต้ภาษีกันรุนแรงกว่า 100% กดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงลงไปราว 20% ในช่วงเวลาไม่กี่วัน ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของนักลงทุนมีอยู่จริง
หลังจากสถานการณ์สงครามภาษีฯ คลี่คลายลง โดยสหรัฐฯ เลื่อนการบังคับใช้ภาษีออกไป 90 วัน และสหรัฐฯ – จีนทำข้อตกลงการค้าเบื้องต้น ทำให้นักลงทุนเห็นว่า ตลาดหุ้นน่าจะผ่านจุดเลวร้ายสุดไปแล้วจากปัจจัยลบของภาษีตอบโต้ ณ วันนี้ นักลงทุนกลับมาเชื่อมั่นว่า สุดท้าย ถ้าสหรัฐฯ จะปิดดีลกับจีนจบ โลกก็น่าจะเดินไปต่อ ส่วนสหรัฐฯ ไม่น่าจะถูกโดดเดี่ยวเหมือนที่นานาชาติกังวล
ปัจจุบัน สหรัฐฯ มีมูลค่านำเข้า 1 แสนล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ คือ อัตราภาษีที่สหรัฐฯ เก็บจากประเทศคู่ค้าหากจบลงเฉลี่ยที่ 10-20% เท่ากับ สหรัฐฯ จะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3-6 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยบวกกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ แน่นอน นอกจากนี้สหรัฐฯ เพิ่งผ่านกฎหมาย “One Big Beautiful Bill” ที่จะทำให้สามารถเดินหน้านโยบายลดภาษีนิติบุคคล จะเป็นปัจจัยบวกต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน ส่งผลให้ไตรมาส 2 นี้การคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าจะเติบโตกว่าปีที่แล้ว แน่นอน ผมจึงมองว่า หุ้นสหรัฐฯ น่าจะเป็นขาขึ้นต่อไปได้
สำหรับประเด็นที่ตลาดวิตกกังวลต่อการจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น จะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงขึ้นจากราคาสินค้าที่ถูกปรับราคาและกระทบต่อเศรษฐสหรัฐฯ จะชะลอตัว จากที่นักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์กันคาดว่าสหรัฐฯ ขึ้นภาษีเฉลี่ย 20% ผลกระทบจะไม่ไปถึงผู้บริโภคมาก แต่จะไปตกกับผู้ส่งออกไปสหรัฐฯ ที่แบกรับส่วนนึงอยู่แล้ว ฉะนั้น เงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจกระทบสหรัฐฯ บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากเสียทีเดียว ส่วนสินค้าหลักๆ เชื่อว่ารัฐบาลสหรัฐฯ น่าจะสามารถควบคุมราคาได้อยู่แล้วหากได้รับผลกระทบภาษีนำเข้าสูงๆ ขณะที่สินค้าที่มีความเสี่ยง อย่างพลังงาน น้ำมัน ภายใต้คาดการณ์สงครามตะวันออกกลางที่น่าจะจบ จึงคิดว่าเงินเฟ้อสหรัฐฯ น่าจะควบคุมได้
สิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประเมินว่าเงินเฟ้อไม่ได้เพิ่มขึ้น ก็มีโอกาสที่จะเห็นเฟดปรับลดดอกเบี้ยลงในช่วงที่เหลือของปีนี้ ซึ่งตลาดคาดจะปรับลดลง 2-3 ครั้ง จากปัจจุบันอยู่ที่ 4.25%-4.50% คาดว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ น่าจะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 3.50%-3.75% โดยในวันที่ 29-30 กรกฎาคมนี้ เฟดจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ตลาดกำลังเฝ้ารอผลการประชุมอย่างจดจ่อว่า ประธานเฟดจะส่งสัญญาณดอกเบี้ยอย่างไร หลังจากที่ตัวเลขเงินเฟ้อ เดือนมิถุนายนออกมาที่ระดับ 2.7% สูงกว่าตลาดคาดเล็กน้อย แต่ยังต้องรอดูตัวเลขตลาดแรงงานเป็นอย่างไร ที่จะสะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไปต่อไหวแค่ไหนครับ
แต่วันนี้ตลาดหุ้นสหรัฐฯ พุ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาอีกครั้ง และเริ่มคาดหวังสูงที่จะเห็นเฟดปรับลดดอกเบี้ยใกล้เข้ามามากขึ้นแล้ว ถ้าจะถามว่าหุ้นสหรัฐฯ จะขึ้นต่อไปได้แค่ไหนหรือควรจะไปลงทุนตลาดไหนดี
ผมตอบอย่างค่อนข้างมั่นใจว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังทำ All Time High ได้อีกแน่นอน ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังเป็นเบอร์หนึ่งของโลก เพราะในประวัติศาสตร์ ดัชนี S&P 500 ได้ทำ All Time High มาอย่างต่อเนื่อง แต่ระหว่างทางที่ทำสถิติใหม่ อาจจะมีบางช่วงที่ร่วงลง จากสถิติย้อนหลัง หุ้นสหรัฐฯ ทำ All Time High ในช่วงปี 1988-2023 และหลังจาก All Time High จะมีผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 13-14% หมายถึงว่าหลังทำสถิติสูงสุดในปีไหนไปแล้ว ตลาดก็ยังมีโมเมนตัมขึ้นต่อได้อีกเล็กน้อยเป็นเรื่องของความมั่นใจการลงทุน แต่อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในบางปีก็มีปรับตัวตกลงมาราว 30%-50% ก็ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ผมคงตอบไม่ได้ว่า All Time High ในครั้งนี้ และครั้งหน้าหุ้นจะตกลงไปลึกหรือไม่
สำหรับความเสี่ยงใหญ่ๆ ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีทั้งระยะสั้นและระยะยาว
ข้อแรก ตลาดหุ้นสหรัฐฯ “ไม่ได้” อยู่ในโซนถูกแล้ว โดย P/E อยู่ที่ 25 เท่า เมื่อเทียบกับค่า P/E ย้อนหลัง 5 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 22 เท่า โดยปัจจุบัน จึงอยู่ในจุดที่แพงกว่าปกติ ส่วนหุ้นยังมีโมเมนตัมขึ้นได้เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทที่คาดจะเติบโตต่อเนื่อง แต่อย่าลืมว่าหุ้นสหรัฐฯ พุ่งขึ้นมา 50% ใน 2 ปีก่อนหน้า ดังนั้น หากมีข่าวลบมาสะกิดตลาดจึงพร้อมจะร่วงลงได้ สะท้อนได้จากหลัง Liberation Day ในช่วง 2 เดือน หุ้นปรับลงมากว่า 10 – 20% เพราะฉะนั้น หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีปัญหาหรือเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นมา อาจจะเป็นปีที่หุ้นตกลงมาแรงได้เหมือนกัน ซึ่งอาจจะบวกลบประมาณ 10%
ครั้งล่าสุด ในปี 2565 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วงติดลบ 18% เรียกว่า correction (ปรับฐาน) ลงมาหลังจาก 2-3 ปีก่อนหน้าได้พุ่งขึ้นประมาณ 80% นับจากจุดต่ำสุด ซึ่งส่วนมากในอดีตจะเป็นจุดที่เริ่มต้นทำ correction ได้ง่ายขึ้นของตลาดหุ้น และยิ่งเมื่อไหร่ที่ตลาดหุ้นวิ่งจากจุดต่ำสุดไปถึง 100% ตลาดหุ้นมักจะตกลงมา
เพราะฉะนั้น ถ้าตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะขึ้นไปอีก 1-2 ปี คุณจะต้องลงทุนด้วยความระมัดระวังมากขึ้นแล้ว จริงอยู่ว่าโอกาสมีที่จะปรับขึ้นได้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะตกลงมาได้เหมือนกัน
ข้อที่สอง เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังมีความเสี่ยงเรื่องแนวโน้มเงินเฟ้อที่ยังตอบไม่ได้ชัดเจนว่า เงินเฟ้อจะปรับตัวในทิศทางใด เป็นปัจจัยสำคัญต่อเฟดในการพิจารณาปรับดอกเบี้ยนโยบายลงหรือคงที่ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของคุณทรัมป์ที่คาดไม่ได้ว่าจะประกาศนโยบายอื่นๆ ออกมาอีกหรือไม่ เพราะได้ตั้งเป้าหมาย America Great Again จึงกล้าได้กล้าเสียเพื่อไม่ให้สหรัฐฯ แย่ลง ฉะนั้น เมื่อไหร่ที่ผู้นำต้องเสี่ยงมากขึ้น ก็มีทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่ผลกระทบจะย้อนกลับมาสู่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ได้ในช่วง 3 ปีครึ่งของทรัมป์ 2.0 นักลงทุนที่ลงทุนหุ้นสหรัฐฯ จึงต้องติดตามนโยบายต่างๆ ที่ออกมาจะพาให้สหรัฐฯ ไปอยู่จุดไหน
ข้อที่สาม ในระยะยาวสหรัฐฯ มีแนวโน้มหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสูงราว 3.3-5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีก 10 ปีข้างหน้า จากกฏหมาย One Big Beautifull Bill และนโยบายที่ไม่แน่นอนของคุณทรัมป์ รวมทั้งแนวโน้มประเทศต่างๆ จะเริ่มพึ่งพิงสหรัฐฯ น้อยลง และใช้เงินสกุลดอลลาร์น้อยลง อาจทำให้เกิดความเสื่อมถอยของประเทศสหรัฐฯ ในระยะยาวได้ครับ
คุณคงอยากรู้ว่า ถ้าลงทุนหุ้นสหรัฐฯ แม้จะขึ้นได้ต่อ แต่เสี่ยงเพิ่มขึ้น แล้วจะไปลงทุนตลาดไหนดีใช่ไหมครับ
สิ่งที่ผมแนะนำนักลงทุนอยู่ตลอด คือ การจัดพอร์ตแบบ Core & Satellite ซึ่งเป็นการกระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ให้บาลานซ์ หลักการจัดพอร์ตง่ายๆ แบ่งเป็น 2 พอร์ต
พอร์ตหลัก (Core Port) ที่จะคอยสร้างผลตอบแทนที่ดีเข้ามาเรื่อยๆ สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่รับไหว ผมเรียกว่า สายโฟกัส เน้นจัดสรรเงินลงทุนกระจายในแต่ละสินทรัพย์และแต่ละประเทศในสัดส่วนที่ดี คือเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น ดัชนีตลาด หุ้น พันธบัตรทั่วโลกทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นผู้นำโลก เนื่องจากยามที่ประเทศไหนหรือสินทรัพย์ใดเกิดภาวะตกต่ำรุนแรงหรือวิกฤติขึ้นมา ก็จะยังมีสินทรัพย์อื่นหรือประเทศอื่นที่ยังดีอยู่ พอร์ตหลักนี้ สามารถลงทุนพันธบัตรและหุ้นสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากเป็นเบอร์หนึ่งของโลก นอกจากนี้ยังมีญี่ปุ่น ยุโรป จีนที่เป็นเบอร์รองๆ จากสหรัฐฯ
ซึ่งผมบอกไว้ว่า หุ้นสหรัฐฯ ยังพอลงทุนได้ แต่อย่าลืมใช้เทคนิคลงทุนถัวเฉลี่ย หรือ DCA ไปเรื่อยๆ ด้วย เพราะระยะยาว ดัชนีฯ จะกลับมาทำ All Time High ได้อีกก็จริง แต่ต้องให้ก้าวข้ามความผันผวนระยะสั้นในช่วงที่คุณทรัมป์ยังอยู่ไปให้ได้ก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าลงทุน 10 ปี ผมว่าไม่ต้องกลัวคุณทรัมป์มากครับ เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตได้ด้วยตัวบริษัทต่างๆ ได้ครับ ผมขอยกตัวอย่าง พอร์ต Global ETF ของ Jitta Wealth ที่กระจายความเสี่ยงลงทุนหุ้นทั่วโลก และตราสารหนี้คุณภาพดีมากมายผ่าน ETF มีทั้งสหรัฐฯ ยุโรปและอีกหลายประเทศ ซึ่งลูกค้าผมสามารถสร้างผลตอบแทนได้เฉลี่ยปีละ 8% เป็นต้น
พอร์ตรอง (Satellite Port) เป็นสายมุ่งเน้นจะคอยหาเป้าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง หรือทำกำไรได้หวือหวา บนความเสี่ยงที่สูงขึ้นหรือยอมเข้าลงทุนในช่วงขาขึ้น เช่น ทองคำพุ่งแรงและคาดยังไปต่จากปัจจัยหนุนของโลกมีความไม่แน่นอนที่สูงในระยะยาว หุ้นรายประเทศอย่างตลาดเกิดใหม่อย่าง เวียดนาม เป็นต้น เลือกเป็นธีมเมกะเทรนด์ เช่น กลุ่มเทคโนโลยี AI รถยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด เฮลท์แคร์ นวัตกรรมสายสุขภาพที่ใช้ AI ในการปรุงสูตรยารักษาต่างๆ และวิธีการรักษา เป็นต้น และอาจจะเป็นหุ้นรายตัวที่มีอนาคตเติบโต ซึ่งคนส่วนใหญ่อยากลงทุนหุ้นรายตัวสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ของโลกที่มีหุ้นเด่นหุ้นดังดีๆนอกจากกลุ่ม 7 นางฟ้า ให้เลือกอีกมากครับไม่ต้องกระจุกอยู่แต่เทคโนโลยีก็ได้ ยังมีหุ้นค้าปลีก ก็น่าสนใจ หรือสินทรัพย์ทางเลือกต่างๆ สำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ ก็จะเน้นบิทคอยท์ เป็นต้น
ใครที่มองหาธีมที่น่าสนใจลงทุนในปีนี้ ผมแนะนำอีกกลุ่ม คือ กลุ่มฟินเทค ที่กลับมาเติบโตดีมาก เพราะคนมาใช้เทคโนโลยีการเงินออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนมั่งคั่ง (Wealth) ใช้ทำธุรกรรมซื้อขายในตลาดหุ้น คริปโทเคอร์เรนซี ซึ่งต้องบอกว่า กลุ่มเทคโนโลยีที่เคยตกลงไปในปี 2565 จนถึงวันนี้ยังปรับตัวขึ้นมาไม่ถึงจุดสูงสุดเดิมเลย กลุ่มธุรกิจประกัน กลุ่มอีคอมเมิร์ช ที่มีเทรนด์เติบโตได้อีกมาก เนื่องจากคนซื้อขายในอีคอมเมิร์ซในสหรัฐฯ มีสัดส่วนไม่ถึง 20% ของคนซื้อค้าปลีกในประเทศ จึงทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซยังเติบโตไปได้อีกมากครับ
สำหรับธีมเทคโนโลยีที่บางคนกลัวแต่อยากลงทุน แม้หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นมาสูงมากจากการนำของกลุ่ม 7 นางฟ้า แต่ก็มีหุ้นบางตัว เช่น Apple ที่ยังไม่สามารถกลับไปยังจุดสูงได้ นอกจากนี้นักลงทุนได้ย้ายมาลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีขนาดกลางและเล็กที่ราคาปรับตัวขึ้นไม่มากซึ่งมีทั้งบริษัทเทคโนโลยีที่เป็นต้นน้ำอย่างเซมิคอนดัคเตอร์ที่ผลิตชิป บริษัทที่ใช้ประโยชน์จาก AI เป็นธุรกิจกลางน้ำและปลายน้ำสำหรับผู้บริโภค
นอกจากนี้ หุ้นเทคโนโลยีในจีนก็น่าสนใจลงทุน เนื่องจากราคาหุ้นยังไม่ได้แพงมากเกินไป หลังจากที่ปรับตัวลดลงมาแรงในช่วง 4-5 ปีก่อน แม้ว่าธุรกิจอาจจะยังไม่ได้เติบโตมากในช่วงระยะสั้น 1-2 ปีนี้ แต่มองในแง่ความเสี่ยงราคาหุ้นอาจจะตกไม่ได้มากแล้ว ขณะเดียวกัน ปัจจุบัน จีนสามารถพัฒนาก้าวสู่เทคโนโลยี AI และให้บริการทั่วโลกแล้วผ่านฮาร์ดแวร์ เช่น รถไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ และในอนาคตจีนมีโอกาสเติบโตมากขึ้น ผมมองว่าหุ้นเทคโนโลยีจีนและธีมเมกะเทรนด์ในจีน สามารถลงทุนได้ครับ
หากอยากดูหุ้นรายตัวทั่วโลกที่มีคุณภาพดีราคาไม่แพงและธุรกิจมีอนาคตเติบโต ผมแนะนำให้เข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซด์ jitta.com ได้ครับ จะมีหุ้นรายตัวทั่วโลกผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกและคัดกรองด้วย AI จัดอันดับน่าลงทุนให้เลือกลงทุนได้แบบฟรีๆ เลยครับ
แต่สิ่งที่ต้องระวังสำหรับพอร์ตรองจะมีความเสี่ยงสูงอาจถึงขั้นขาดทุนหรือเงินลงทุนหายวับก็ได้ครับ โดยปกติการจัดพอร์ตแบบนี้ จะให้สัดส่วนพอร์ตหลัก 80% และพอร์ตรอง 20% เพราะหากเกิดกรณีแย่สุดจริงๆ คุณก็ยังมีพอร์ตหลักรองรับไม่ให้การลงทุนโดยรวมเกิดความผันผวนมากเกินไป ซึ่งที่มาของการจัดสัดสวนนี้ คือ หากพอร์ตรองหายวับ แต่คุณยังมีพอร์ตหลัก เช่น หากพอร์ตมีผลตอบแทนต่อปีที่ 8% คุณก็ใช้เวลา 3 ปี ได้ผลตอบแทนจากพอร์ตหลักรวมราวๆ 24% ก็จะสามารถกู้คืนเงินที่หายไปของพอร์ตรองกลับมาครับ แต่ถ้าใส่น้ำหนักพอร์ตรองมากเกินไป โอกาสกู้คืนเงินกลับมาจะยากขึ้นนานเกินไป จะได้ไม่คุ้มเสี่ยงครับ
สำหรับตลาดหุ้นประเทศไหนที่น่าสนใจ ถ้าไม่อยากลงทุนหุ้นสหรัฐฯ ผมมีข้อมูลล่าสุด (11 ก.ค. 2568) ที่ Jitta Wealth ได้ทำ Market Prediction ให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกคัดกรองออกมาให้ว่าประเทศไหนมีหุ้นที่ราคาถูกและน่าลงทุนที่สุด
หุ้นจีน เป็นตลาดที่มีหุ้นถูกอีกจำนวนมาก Market Prediction ของหุ้นจีน บ่งชี้ว่า หุ้นจีนที่ดีที่สุด 50 ตัวแรก ตอนนี้มีหุ้นมากถึง 47 ตัวมีราคาถูก และอีกสองตัวมีราคาแพง ซึ่งเท่ากับมีจำนวนหุ้นถูกสูงถึง 15.6 เท่า
ตลาดหุ้นฮ่องกง และที่ต่างชาติเลือกลงทุนหุ้นจีนมากกว่า พบว่า มีหุ้นถูก 35 ตัว หุ้นแพง 15 ตัว คิดเป็นจำนวนหุ้นถูกและแพง อยู่ที่ 2.33 เท่า ซึ่งเท่ากับตลาดหุ้นเวียดนาม
กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว อย่างตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีหุ้นถูก 19 ตัว หุ้นแพง 31 ตัว คิดเป็นจำนวนหุ้นถูกและแพง อยู่ที่ 0.61 เท่า
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น มีหุ้นถูก 32 ตัว หุ้นแพง 18 ตัว คิดเป็นจำนวนหุ้นถูกและแพง อยู่ที่ 1.78 เท่า
นอกจากนี้ ผลตอบแทนระยะยาวของดัชนีตลาดหุ้นย้อนหลัง 10 ปี ของตลาดหุ้นจีน A-Share (CSI300 TR) ตลาดหุ้นฮ่องกง (HSI TR) ตลาดหุ้นญี่ปุ่น (TOPIX TRI) ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P500 TRI) และตลาดหุ้นเวียดนาม (VNI TR) พบว่า ทั้ง 5 ตลาดนี้ให้ผลตอบแทนระยะยาวที่เป็นบวกหมด หากลงทุนกระจายในตลาดหุ้นเหล่านี้สัดส่วนเฉลี่ยเท่าๆ กัน ก็จะพบว่า ผลตอบแทนย้อนหลัง 10 ปี เฉลี่ยอยู่ที่ 7% ต่อปี
แต่การลงทุนมีความเสี่ยงมาคู่กันเสมอครับ ผมมีคาถาแจกให้สำหรับคนที่อยากลงทุนแล้วอยากรวย อยากประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่เหมือนนักลงทุนชื่อดังของโลก “Peter Lynch” เคยกล่าวไว้ว่า “เวลาที่ดีที่สุดในการซื้อหุ้น คือเวลาที่เราหาเหตุผลที่ดีที่สุดได้ เวลาที่ขายหุ้นคือ เวลาที่เหตุผลนั้นหมดไปแล้ว นั่นก็คือ เมื่อซื้อเป็นต้องขายเป็นและหากลงทุนในระยะยาวไม่เกิดผลตามเป้าหมาย คุณต้องตัดสินใจตัดขาดทุนเป็นด้วยนะครับ
เพราะฉะนั้น ถ้าคุณอยากจะลงทุนตามเหล่าเซียนหุ้นคนเก่งทั้งหลาย คุณต้องศึกษาหาความรู้เชิงลึกในแต่ละประเภทสินทรัพย์ที่จะลงทุน เพราะหุ้นไม่ได้ขึ้นทุกๆ ปีอยู่แล้ว หากจะไปลงทุนหุ้นรายประเทศ ต้องดูสถิติย้อนหลังวัฏจักรขาขึ้นขาลงเป็นอย่างไร
ที่สำคัญ ช่วงเวลาที่ตลาดเจอวิกฤติใดๆ คนที่ “ลงทุนเป็น” มักจะรอเข้าลงทุนช่วง “วิกฤติ” เพราะเขาสามารถเป็น “นักเลือก” ซื้อของ (หุ้น) ถูกได้ การเลือกหาธุรกิจที่เป็นผู้ชนะในอุตสาหกรรม แต่ราคากลับร่วงเยอะเพราะเจออารมณ์นักลงทุนตกใจเทขายหุ้นออกมา ในจังหวะนี้บางคนที่ลงทุนไม่เป็นก็จะเครียดที่ได้เห็นหุ้นตกหนักๆ และสุดท้าย อดทนไม่ไหวขายออกมาตอนราคาถูก เพราะไหลตามอารมณ์ตลาด ตามกระแสข่าวรายวัน และแย่สุดๆ คือ คุณไม่ทำการบ้านก่อนขายว่า สินทรัพย์ที่ถือยู่นั้น ยังดีมีคุณภาพอยู่หรือไม่ ผมกำลังจะบอกว่า ตลาดจะกวาดคนที่อดทนน้อยออกไปครับ และนี่จะเป็นโอกาสของนักเลือกที่จะได้รับรางวัลของความอดทนนั่นเองครับ
คนที่จะลงทุนด้วยตัวเอง จำเป็นต้องศึกษาหาความรู้ให้รอบด้านและดูผลตอบแทนที่ดี ภายใต้ความเสี่ยงที่รับไหวแบบถามตัวเองว่า ถ้าขาดทุนเท่านี้ คุณนอนหลับสบายใจมั้ย หากคำตอบว่า เครียด ก็แปลว่า รับเสี่ยงไม่ไหวก็อย่าฝืนครับ
เพราะแม้แต่นักลงทุนในตำนานที่โลกนับถืออย่างคุณปู่ Warren Buffett เอง ในช่วงปีที่แล้วจนถึงปีนี้ คุณปู่วิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ของโลกแล้วปรับพอร์ตทั้งขายหุ้นและพันธบัตรในพอร์ตทำกำไรออกมาบางส่วน และปัจจุบันถือเงินสดราว 50% ในพอร์ต ซึ่งคุณปู่ก็ยังบริหารเงินสดด้วยการพักไว้ในตลาดเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงจากดอกเบี้ยสหรัฐฯ 4-5% เพื่อรอจังหวะลงทุนเมื่อจังหวะตลาดมาถึงครับ คุณปู่นำเงินต่อยอดไปเรื่อยๆ จนพอร์ตเติบโตประสบความสำเร็จในวันนี้
พวกเรามาเดินตามรอยคุณปู่สร้างพอร์ตให้เติบโตทนทานประสบความสำเร็จระยะยาวไปด้วยกันครับ