Skip to content

เปิดสาเหตุ ตะวันฉายแพ้น็อก (TKO) เพียงแค่ยกแรก ในศึก ONE ลุมพินี

20 ธ.ค. 2568 | 18:51น.
เปิดสาเหตุ ตะวันฉายแพ้น็อก (TKO) เพียงแค่ยกแรก ในศึก ONE ลุมพินี

ข่าวช็อคแฟนมวย ศึก ONE ลุมพินี 137 คู่เอกระหว่าง ตะวันฉาย พีเคแสนชัย พบกับ หลิว เมิงหยาง นักชกชาวจีน ในกติกาคิกบ็อกซิ่ง รุ่นเฟเธอร์เวต หลังตะวันฉายแพ้น็อก (TKO) ไปอย่างรวดเร็วเพียงแค่ยกแรก 

เพจเฟซบุ๊ก อาสาสมัคร นักวิทย์กีฬา ได้ออกมาโพสต์ถึงสาเหตุตะวันฉายแพ้น็อก (TKO) ไปอย่างรวดเร็วเพียงแค่ยกแรก (นาทีที่ 0:52) เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568ที่ผ่านมา โดยระบุว่า จากการโดนเตะเจาะยางที่แข้งด้านในของขาขวา (ขาหน้า) จนกระดูกร้าว/หัก ไม่สามารถทำการชกต่อได้

ในมุมมองของวิทยาศาสตร์การกีฬาและวัสดุศาสตร์ (Material Science) การหักของกระดูกในลักษณะนี้เรียกว่า “Fatigue Failure” (ความเสียหายจากการล้า) ผสมกับ “Shear Force” (แรงเฉือน)

4 ปัจจัย เปลี่ยนแรงเตะน้อยสู่หายนะ

เริ่มจากการวิเคราะห์เจาะลึก 4 ปัจจัยที่ทำให้การเตะที่ดูเหมือนไม่แรงแต่บ่อย กลายเป็น “หายนะ” ได้ ดังนี้

1. ทฤษฎี “รอยร้าวที่มองไม่เห็น” (Micro-trauma Propagation) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้การเตะครั้งที่ 2 และ 3 ดูไม่แรงแต่ส่งผลรุนแรงที่สุด

โดนเตะครั้งที่ 1 (จังหวะบวก/ขาตาย): จังหวะนี้สำคัญที่สุด เป็นตัวเริ่มของการร้าวและหัก แม้ตะวันฉายจะดูเหมือนไม่เจ็บ แต่แรงปะทะตอนที่ขายืนรับน้ำหนัก (Compression) อาจทำให้เกิด “Micro-fracture” (รอยร้าวเล็กระดับไมโคร) ที่เนื้อกระดูก หรือเกิดรอยร้าวที่ผิวชั้นนอก (Periosteum) แล้ว

เปรียบเทียบ: เหมือนการเอาค้อนทุบ “กระเบื้อง” ครั้งแรกมันอาจจะไม่แตกแยกชิ้น แต่มันเกิดรอยร้าวภายในแล้ว โครงสร้างความแข็งแรงอาจลดลงจาก 100% เหลือ 50% ได้ทันที

โดนเตะครั้งที่ 2 : เป็นเวลาที่ติด ๆ กันกับครั้งแรกมาก นี่คือการขยายผลให้เกิดรอยร้าวจากครั้งแรก และลดความแข็งแรงของโครงสร้างลงอย่างมาก

โดนเตะครั้งที่ 3 : เมื่อโครงสร้างมีรอยร้าว การเตะซ้ำที่เดิม (แม้จะเบากว่า) คือการ “ขยายปากแผล” แรงสั่นสะเทือนจะวิ่งไปรวมที่จุดร้าว (Stress Concentration) ทำให้รอยร้าววิ่งลามจนกระดูกแยกออกจากกันในที่สุด

2. ปรากฏการณ์ “แรงเฉือน” ในอากาศ (Shear Force & Bending Moment) จาการสังเกต จะเห็นว่าครั้งหลัง ตะวันฉายยกขายกบัง (Check) แต่ทำไมยังหัก? คำตอบอยู่ที่ “มุมที่โดน” และ “ฟิสิกส์ของการดัด”

กระดูกแข็งแรงในแนวตั้ง แต่อ่อนแอในแนวนอน: กระดูกหน้าแข้ง (Tibia) ถูกออกแบบมารับน้ำหนักตัวในแนวดิ่ง (Compression) ได้ดีมหาศาล แต่จะเปราะบางเมื่อโดนแรงกระทำทางด้านข้าง (Tension/Shear)

การหักเปรียบเหมือน “หักไม้แห้ง”  เพราะเมื่อตะวันฉายยกขาขึ้น ขาของเขากลายเป็นคานงัด (Lever) ที่มีจุดหมุนอยู่ที่หัวเข่า การเตะของคู่ต่อสู้เข้าที่ “กึ่งกลางหน้าแข้งด้านใน” ในขณะที่ปลายเท้าลอยอยู่ แรงเตะทำให้เกิด Bending Moment (โมเมนต์การดัด) คือ ส่วนบน (เข่า) และส่วนล่าง (ข้อเท้า) พยายามจะอยู่นิ่งด้วยความเฉื่อย แต่ตรงกลางถูกแรงกระแทกเข้าไป ทำให้กระดูกเกิดการ “งอ” (Bending)

จนเกินจุด Elastic Limit และหักกลาง (เหมือนเราหักไม้ฟืนด้วยการจับสองข้างแล้วเอาเข่ากระแทกตรงกลาง) ซึ่งเมื่อส่วนนั้นมีรอยร้าวภายในที่พร้อมจะหัก แม้มีแรงมากระแทกเบากว่าครั้งแรกๆ ก็ทำให้หักได้

3. จุดปะทะคือ “ด้านใน” ไม่ใช่ “สันแข้ง” ซึ่งนี่คือจุดตาย ในคลิปพบว่าการเตะ Kickboxing ลูกเตะนั้นเข้าที่ “หน้าแข้งด้านใน” (Medial Surface of Tibia) ของตะวันฉาย ในทางกายวิภาคศาสตร์ หน้าแข้งด้านในเป็นส่วนที่กระดูกแบนและ “ไม่มีกล้ามเนื้อหุ้ม” (หากลองจับขาขอตนเองที่ด้านในจะพบว่าเป็นหนังติดกระดูก)

เมื่อบริเวณนั้น ไม่มีกล้ามเนื้อมาช่วยซับแรง (Shock Absorption) แรงทั้งหมด 100% ถูกส่งเข้าสู่เนื้อกระดูกโดยตรง ยิ่งโดนซ้ำที่เดิม 3 ครั้ง กระดูกบริเวณนั้นจึงรับภาระเกินขีดจำกัด (Overload) ผลลัพธ์จึงทำให้เกิดรอยร้าวและหักได้จากการปะทะโดยตรง

4. ภาวะสะสมจากการฝึกซ้อม (Stress Fracture History) นักมวยระดับแชมป์มักจะมี Stress Fracture (กระดูกล้า) สะสมอยู่แล้วจากการซ้อมหนัก กระดูกนักมวยจะมีความหนาแน่นสูง (ตามหลักของ Wolff’s Law กระดูกยิ่งมีแรงกดมากยิ่งแข็งแรงขึ้น แรงกดลดลงอ่อนแอลง) แต่ก็มีความกรอบ (Brittle) ในบางจุดจากการกระแทกซ้ำ ๆ ได้เช่นกัน

โดยมีความเป็นไปได้ที่ตะวันฉายอาจจะมีอาการเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือ “รอยช้ำในกระดูก” (Bone Bruise) อยู่บ้างแล้วในตำแหน่งนั้น เมื่อโดนกระตุ้นซ้ำในการชกจริง จึงทำให้จุดที่เปราะบางที่สุดแตกหักง่ายกว่าคนปกติ

กล่าวโดยสรุป การหักครั้งนี้เกิดจาก “จังหวะแรกเปิดแผล (สร้างรอยร้าว) + จังหวะสองและสามคือการหักไม้ (แรงดัดในขณะที่ขายกลอย)”  มันคือโศกนาฏกรรมทางจังหวะที่ลงล็อกพอดีเป๊ะ (Perfect Storm) คู่ต่อสู้เตะเข้า “จุดโฟกัสเดิม” (Sweet Spot) ทั้ง 3 ครั้ง ซึ่งในทางฟิสิกส์ การกระแทกจุดเดิมซ้ำๆ จะทำให้ค่าความทนทานของวัสดุลบฮวบลงแบบ Exponential (ทวีคูณ)

อาสาสมัคร นักวิทย์กีฬา

วิเคราะห์ในทางเทคนิคของมวย

1. จุดบอดของการ “ยืนมวย” (Stance) นี่คือปัจจัยสำคัญที่สุดครับ ตะวันฉายเป็นยอดมวยไทย แต่เมื่อมาชกในกติกาคิกบ็อกซิ่ง การยืนมวยจะต่างกัน

> มวยไทย : การยืนจะทิ้งน้ำหนักไปข้างหลัง (เท้าหน้าเบา) เพื่อเตรียมยกบังแข้ง (Check) ได้ตลอดเวลา
> คิกบ็อกซิ่ง : นักมวยมักจะต้องออกหมัดชุดให้ได้มาก การยืนจึงต้องทิ้งน้ำหนักมาข้างหน้ามากกว่าเพื่อออกหมัดได้ถนัด ซึ่งทำให้จังหวะยกขาบังอาวุธ (Check) ทำได้ช้ากว่ามวยไทยเสี้ยววินาที

โดย หลิว เมิงหยาง แก้ทางมาดีมาก เขาเล็งเห็นว่าตะวันฉายมักจะวางขาหน้าเพื่อเตรียมบวกหมัดหรือเตะซ้ายคืน เขาจึงเลือกใช้ “Low Kick” (เตะเจาะยาง) ที่รุนแรงและแม่นยำเข้าที่ด้านในแข้ง (Inner Thigh/Calf) ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่กล้ามเนื้อน้อยและเจ็บปวดที่สุดจุดหนึ่ง หากโดนจัง ๆ ซ้ำที่เดิม กระดูกหน้าแข้งหรือน่องสามารถหักได้จริง

2. จังหวะ “บวก” (Counter) ที่ผิดพลาด ในจังหวะแรกที่โดน ตะวันฉายพยายามจะขยับเข้าไปออกอาวุธ ซึ่งเป็นจังหวะที่ “ขาตาย” (น้ำหนักลงที่ขาหน้าเต็มที่เพื่อส่งแรง) เมื่อโดนเตะสวน (Counter) เข้ามาในจังหวะที่กล้ามเนื้อและกระดูกกำลังรับน้ำหนัก แรงปะทะจะทวีคูณเหมือนเอาไม้แข็ง ไปฟาดขาโต๊ะที่กำลังรับน้ำหนักอยู่ จึงทำให้เกิดจุดเริ่มของรอยร้าวได้ง่ายกว่าตอนยืนปกติ

3. คู่ต่อสู้ที่ “ทำการบ้าน” มาดีและ “กระดูกแข็ง” อย่างไรก็ตามต้องชม ‘หลิว เมิงหยาง’ เช่นกัน เขาเป็นนักชกคิกบ็อกซิ่งธรรมชาติที่กระดูกแข็งมาก การเตะของเขาไม่ได้เตะแบบสะเปะสะปะ แต่เป็นการเตะแบบ “สับ” (Chop) ลงไปที่จุดเดิมซ้ำๆ (ย้ำแผลเดิม) ซึ่งเป็นแท็กติกพื้นฐานแต่โหดที่สุดในการหยุดมวยฝีมืออย่างตะวันฉาย

4. ผลกระทบต่ออนาคต (Post-Fight Analysis) อาการ “ขาหัก” (Tibia/Fibula Fracture) สำหรับนักมวยถือเป็นเรื่องใหญ่มาก โดยปกติอาจต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างน้อย 6 เดือน – 1 ปี ขึ้นอยู่กับความรุนแรง

ขณะที่สภาพจิตใจ ยังคงเป็นสิ่งที่น่าห่วงกว่าร่างกาย การบาดเจ็บลักษณะนี้อาจทำให้เกิดความระแวง (PTSD – Post-Traumatic Stress Disorder) ไม่กล้าใช้ขาข้างนั้นเต็มที่ หรือไม่กล้าปะทะหนักอีก ซึ่งอาจส่งผลต่อฟอร์มการชกในระยะยาว

มุมมองของการตรวจรักษา

ในทางวิทยาศาสตร์การกีฬาและศัลยกรรมกระดูก ลักษณะที่ตะวันฉายประสบอยู่เรียกว่า “Stable Fracture” หรือ “Non-displaced Fracture” (การหักแบบกระดูกไม่เคลื่อน)

แม้พี่ชายของเขาจะใช้คำว่า “หัก 2 ท่อน” แต่ในแง่ของภาพที่ปรากฏในคลิป มันมีเหตุผลรองรับครับว่าทำไมขาถึงยังอยู่ในแนวตรงและไม่ผิดรูปพับไปพับมาเหมือนที่เคยเห็นในเคสอื่นก่อนหน้านั้น

1. มีกระดูก “คู่ขนาน” ช่วยพยุง (Tibia & Fibula) ขาท่อนล่างของคนเรามีกระดูก 2 แท่ง ได้แก่

Tibia (กระดูกหน้าแข้ง): แท่งใหญ่ที่รับน้ำหนัก 90% (นี่คือแท่งที่หัก)

Fibula (กระดูกน่อง): แท่งเล็ก ที่อยู่ด้านข้าง ในกรณีที่หักเพียงแท่งเดียว (ส่วนใหญ่คือ Tibia) กระดูก Fibula ที่ยังไม่หักจะทำหน้าที่เป็น “ไม้ค้ำยันธรรมชาติ” ช่วยรักษาโครงสร้างขาให้ยังคงรูปทรงตรงอยู่ได้ ไม่พับห้อยลงมา

2. แรงตึงของ “เยื่อหุ้มกระดูกและกล้ามเนื้อ” (Soft Tissue Integrity) แม้กระดูกจะขาดออกจากกันเป็น 2 ท่อน (Complete Fracture) แต่สิ่งที่รัดมันไว้ให้ยังเรียงตัวตรง คือ

Periosteum (เยื่อหุ้มกระดูก) หากเยื่อนี้ยังไม่ฉีกขาดออกจากกันทั้งหมด มันจะทำหน้าที่เหมือนเทปกาวที่พันท่อนไม้ที่หักไว้ไม่ให้แยกออกจากกัน

Compartment Muscles กล้ามเนื้อรอบๆ ขาของนักมวยมีความแข็งแรงและตึงมาก แรงตึงนี้ช่วยประคอง (Splinting) กระดูกที่หักให้ยังอยู่ในแนวเดิม

3. ทำไมถึงยืนไม่ได้? (Loss of Structural Integrity) สาเหตุที่ตะวันฉายลุกขึ้นไม่ได้ ทั้งที่ขาดูตรง เป็นเพราะ “กระดูกไม่สามารถรับแรงอัด (Compression) ได้อีกต่อไป”

เมื่อเขามีความพยายามจะลงน้ำหนัก แรงกดจากน้ำหนักตัวจะทำให้ปลายกระดูกที่หัก “เกย” หรือ “ทิ่ม” เข้าใส่กันและกดทับเส้นประสาทรอบ ๆ อย่างรุนแรง สมองจะสั่งการให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงทันที (Inhibition) เพื่อป้องกันความเสียหายที่มากกว่าเดิม

4. หักแบบ “กิ่งไม้สด” หรือ “รอยร้าวรุนแรง” มีลักษณะหนึ่งที่เรียกว่า Hairline Fracture หรือ Stress Fracture ที่รุนแรงจนกลายเป็น Transverse Fracture (หักขวาง)

หากเป็นการหักขวางที่เรียบสวยงาม กระดูกจะยังวางซ้อนกันอยู่ได้ในแนวเดิมเป๊ะ ทำให้มองจากภายนอกไม่รู้เลยว่าหัก จนกว่าจะเข้าเครื่อง X-ray

วิเคราะห์กรณีของตะวันฉาย น่าจะเป็นการหักแบบ Complete Fracture (หักขาดเป็นสองท่อน) ตามข่าว แต่เป็นแบบ Non-displaced (ไม่เคลื่อนที่) คือกระดูกยังเรียงตัวตรงกันอยู่ ซึ่งถือเป็นโชคดีในโชคร้าย เพราะการรักษาทิศทางง่าย: หมอไม่ต้อง “ดึงกระดูก” ให้เข้าที่มากนัก ส่วนเส้นเลือดไม่เสียหาย ปลายกระดูกที่แหลมคมไม่ได้เคลื่อนไปตัดเส้นเลือดใหญ่หรือเส้นประสาท ขณะที่ฟื้นตัวเร็วกว่าซึ่งการเชื่อมต่อของแคลเซียมจะทำได้เร็วกว่าการหักแบบผิดรูป (Displaced)

การที่ขาดูตรงแต่เจ้าตัวรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดและยืนไม่ได้ นั่นคือสัญญาณเตือนของร่างกายที่ชัดเจนที่สุดแล้วครับว่าโครงสร้างหลัก “หัก” ออกจากกันแล้ว

เคสนี้เป็นบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับนักมวยไทยที่ข้ามสายไปชกคิกบ็อกซิ่ง ว่าการป้องกันขา (Leg Defense) ในกติกาที่หมัดหนักและต่อเนื่องแบบนี้ สำคัญไม่แพ้การออกอาวุธ

แต่ทั้งหมดนี้ ก็ไม่เกินวิสัยของการรักษาฟื้นฟูเยียวยาได้ด้วยการแพทย์และหลักวิทยาศาสตร์การกีฬา ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา เชื่อมั่นว่าตะวันฉายจะได้รับการรักษา และฟื้นฟูเยียวยาทั้งทางร่างกายและจิตใจให้กลับมาเป็นปกติและแข็งแกร่งได้กว่าเดิม โดยยินดีสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ครับ

อย่างไรก็ตาม ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะตะวันฉายไม่เก่ง แต่เกิดจาก “อุบัติเหตุในเกมกีฬา” ผสมกับ “แท็กติกที่โหดแม่นและเหนือชั้นของคู่แข่ง” ที่เจาะจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ที่ต้องเปลี่ยนกติกาจากมวยไทยเป็นคิกบ็อกซิ่ง ได้ถูกจุด

นี่คือบททดสอบที่หนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิตการชกบนสังเวียนผ้าใบของเขา อย่างไรเราก็ยังเชื่อมั่นในตัวน้องชาย(ตะวันฉาย)คนนี้เสมอ

 

ขอบคุณภาพ/อ้างอิง ONE Championship Thailand

แท็กที่เกี่ยวข้อง

มวย