เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
Uncategorized DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
Finance เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
ป.ป.ส.กาง 3 พิรุธ ‘แอร์สาว’ – นักกฎหมายแง้มช่องสู้คดีแต่ยาก
News ป.ป.ส.กาง 3 พิรุธ ‘แอร์สาว’ – นักกฎหมายแง้มช่องสู้คดีแต่ยาก
หุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ค.) ที่ 1,588.23 จุด ลดลง 3.01 จุด (-0.19%) เช้าแตะระดับ 1,600 จุด บ่ายถูกขายทำกำไร
Finance หุ้นไทยปิดวันนี้ (1 ก.ค.) ที่ 1,588.23 จุด ลดลง 3.01 จุด (-0.19%) เช้าแตะระดับ 1,600 จุด บ่ายถูกขายทำกำไร
‘สีหศักดิ์’ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้เพื่อพัฒนาประเทศ
Politics ‘สีหศักดิ์’ ขอสภาฯ อย่าหั่นงบ กต. แจงต้องใช้เพื่อพัฒนาประเทศ
พิพัฒน์ ลั่น ‘คมนาคม’ ลุยป้องกันน้ำท่วม ประกาศ “ยุคผมไม่รับส่วย”
Politics พิพัฒน์ ลั่น ‘คมนาคม’ ลุยป้องกันน้ำท่วม ประกาศ “ยุคผมไม่รับส่วย”
‘เทอร์โมมิเตอร์’ คือ ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจตัวใหม่ ภายในปี 2029 ของชาวยุโรป
Economic ‘เทอร์โมมิเตอร์’ คือ ดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจตัวใหม่ ภายในปี 2029 ของชาวยุโรป
บีโอไอ อนุมัติ “เอเอที” ลงทุน 7,400 ล้านบาท ผลิตมาสด้า B-SUV MHEV ใน ปี 2570 
Automotive บีโอไอ อนุมัติ “เอเอที” ลงทุน 7,400 ล้านบาท ผลิตมาสด้า B-SUV MHEV ใน ปี 2570 
วันนี้ (1 ก.ค. 69) วันแรก ใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ซื้อตั๋วรถไฟได้
Economic วันนี้ (1 ก.ค. 69) วันแรก ใช้สิทธิ ‘ไทยช่วยไทยพลัส 60/40’ ซื้อตั๋วรถไฟได้
ดูทั้งหมด

สยามพิวรรธน์ สร้างต้นแบบโลก NEXTOPIA คว้า 2 มาตรฐานโลก ตอกย้ำรีเทล Co-Creation ที่ยั่งยืนและจับต้องได้

25 ก.พ. 2569 | 15:05น.

ภาพของศูนย์การค้าในอนาคตที่ดูแลทั้งโลกและลมหายใจของผู้คนไปพร้อมกัน ไม่ได้เป็นเพียงจินตนาการอีกต่อไป เมื่อ สยามพิวรรธน์ ตัดสินใจพลิกโฉมพื้นที่ภายในศูนย์การค้าสยามพารากอน ให้กลายเป็น ‘NEXTOPIA’ เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคตที่ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle

ความสำเร็จของ NEXTOPIA เริ่มต้นจากการเป็นอาคารแห่งแรกของประเทศไทยที่คว้า 2 มาตรฐานสากลระดับสูงมาครองพร้อมกัน ทั้ง EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) ระดับ Advanced ซึ่งเป็นเครื่องหมายการันตีด้านอาคารเขียวที่ประหยัดพลังงานอย่างเหนือชั้น และ Fitwel ระดับ 2 ดาว มาตรฐานระดับโลกที่รับรองการออกแบบเพื่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้งาน

การได้รับการรับรองระดับสากลในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า NEXTOPIA คือ Sandbox ของโลกยุคใหม่ที่สามารถใช้งานได้จริง ในฐานะพื้นที่ต้นแบบแห่งแรกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด 100% ตั้งแต่ปี 2026 ขณะเดียวกัน สยามพิวรรธน์ยังได้วางโรดแมปเชิงกลยุทธ์เพื่อขยายโมเดลความยั่งยืนนี้ให้ครอบคลุมทุกศูนย์การค้าในเครือภายในปี 2030 พร้อมเดินหน้าบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างเต็มตัวในปี 2050

ปฐมบทแห่ง NEXTOPIA จากความมุ่งมั่นสู่เมืองต้นแบบอนาคต

ชนิสา แก้วเรือน ผู้บริหารสายงานสร้างสรรค์และนวัตกรรม บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด เล่าถึงที่มาของโครงการ NEXTOPIA ว่า เกิดจากความมุ่งมั่นของสยามพิวรรธน์ในการพัฒนา Green Center เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของเมืองและชุมชน

เรามองว่าเรื่อง Sustainability เป็นเรื่องที่ทุกคนตระหนักดีอยู่แล้ว แต่โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เกิดการตระหนักรู้และเกิดการใช้จริง ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มีผู้คนเข้ามาใช้พื้นที่สยามพารากอนมากมาย เราจึงตัดสินใจเปิดพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร ให้กลายเป็น OpenType City ซึ่งได้รวบรวมพันธมิตรหลากหลาย มาช่วยกันสร้างเมืองต้นแบบของอนาคตที่ทำให้ความยั่งยืนกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและทำได้จริง

ซึ่งความสำเร็จที่ทำให้ NEXTOPIA เป็นที่ยอมรับในระดับสากลนั้น ชนิสาเน้นย้ำว่าเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นใน 3 มิติหลัก ได้แก่

มิติสิ่งแวดล้อม (EDGE Standard) การบริหารจัดการทรัพยากรที่ฉลาดและคุ้มค่า ทั้งการใช้พลังงานสะอาด 100% การเลือกใช้วัสดุ ETFE แทนกระจกเพื่อลดความร้อน และนวัตกรรมประหยัดน้ำที่ลดการใช้ได้จริงถึง 34%

มิติสุขภาวะ (Fitwel Standard) เพราะ ‘เมืองที่น่าอยู่’ ต้องเริ่มจาก ‘คนที่มีความสุข’ พื้นที่นี้จึงใส่ใจตั้งแต่อากาศที่หายใจ น้ำที่ดื่ม ไปจนถึงการออกแบบพื้นที่แบบ Active Design ที่กระตุ้นให้คนขยับร่างกายผ่านบันไดสวย ๆ และเส้นทางเดินท่ามกลางธรรมชาติ (Biophilic Design)

มิติแห่งการเรียนรู้ (Design & Community) NEXTOPIA ทำหน้าที่เป็นพื้นที่แห่งการต่อยอด หลังจากเปิดตัวได้เพียง 2 เดือน พื้นที่นี้ได้กลายเป็น ‘ตำราเล่มใหญ่’ ที่ทั้งภาครัฐ เอกชน และนักศึกษาเข้ามาศึกษาดูงานเพื่อนำไอเดียไปพัฒนาต่อในอนาคต

ดร.นรี ภิญญาวัฒน์ (ซ้าย), รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต (ที่ 2 จากซ้าย), ชนิสา แก้วเรือน (กลาง)
นรีรัตน์ สันธยาติ (ที่ 2 จากขวา) และ อรรณพ กิ่งขจี (ขวา)

พลังแห่งการ Co-Creation เปลี่ยนผู้มาเยือนให้เป็นเพื่อนร่วมสร้างโลก

ขณะที่ รศ.ดร.สิงห์ อินทรชูโต Chief of Nextopia และที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ได้ถอดรหัสความยั่งยืนในเวอร์ชั่นของ NEXTOPIA ให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า สยามพิวรรธน์ในวันนี้กำลังก้าวข้ามคำว่า Sustainable แบบเดิม ๆ ไปสู่การ Co-create พื้นที่ที่รวมเอา Digital Case Technology และไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน เป้าหมายคือการทำให้คนได้ใช้ชีวิตปกติในแบบที่พวกเขาต้องการ แต่แฝงไปด้วยกระบวนการที่รักษ์โลกอย่างสมบูรณ์แบบ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญที่ รศ.ดร.สิงห์ เน้นย้ำคือ ความโปร่งใสและชัดเจนของข้อมูล NEXTOPIA ไม่ได้แค่พูดถึงพลังงานสะอาดลอย ๆ แต่มีการยืนยันผ่าน Renewable Energy Certificate (REC) หรือ ใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน ซึ่งองค์กรตั้งเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 30% ภายในปีนี้ แต่ที่ NEXTOPIA ขยับไปที่ 100%

อีกผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในโครงการนี้คือ สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 458,000 กิโลกรัมคาร์บอนเทียบเท่า (kgCO2e) ซึ่งหากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่าย ๆ คือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 50,000 ต้น เลยทีเดียว

รศ.ดร.สิงห์ อธิบายเพิ่มเติมว่า Nextopia ถูกขับเคลื่อนผ่าน 4 กลุ่มพันธมิตรที่ร่วมกันสร้างประสบการณ์ที่สัมผัสได้ (Touch point) เริ่มต้นที่กลุ่มแรกคือ Founders หรือ Technology Partners ซึ่งประกอบไปด้วยเหล่าเจ้าของนวัตกรรมระดับโลกจำนวนมาก โดยพาร์ตเนอร์กลุ่มนี้เข้ามาช่วยแบ่งปันข้อมูลและนำเทคโนโลยีล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นระบบปรับอากาศอัจฉริยะหรือระบบ Skylight มาปรับใช้ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทั่วไป

โจทย์สำคัญของกลุ่ม Founders คือการทำให้เทคโนโลยีที่ดูซับซ้อนสามารถเข้าถึงและใช้งานได้จริงในพื้นที่ที่มีผู้คนแวะเวียนเข้ามานับหมื่นนับแสนคนต่อวัน เพื่อเปลี่ยนนวัตกรรมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตผู้คนได้อย่างกลมกลืน

อีกหนึ่งกลุ่มที่ถือเป็นหัวใจสำคัญคือ ร้านค้าและแบรนด์ต่าง ๆ ที่เข้ามาเติมเต็มประสบการณ์ในพื้นที่แห่งนี้ เพราะลำพังเพียงงานสถาปัตยกรรม (Architecture) อาจให้ได้เพียงความสวยงามทางสายตาหรือมุมถ่ายรูปที่น่าประทับใจ แต่หัวใจสำคัญของ NEXTOPIA คือการทำให้ความยั่งยืนเป็นเรื่องที่ ‘จับต้องได้จริง’ และ ‘รู้สึกได้จริง’

ตัวอย่างเช่น ร้านอาหารที่คัดสรรวัตถุดิบและใส่ใจสิ่งแวดล้อม การให้บริการน้ำดื่มที่สะอาดได้มาตรฐาน หรือแบรนด์สินค้าที่มี Storytelling บอกเล่าที่มาที่ไปของกระบวนการผลิตอย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้คือการนำเอาภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนมาเปลี่ยนให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน ผ่านการเลือกใช้บริการจากแบรนด์ต่าง ๆ ภายในโครงการ

กลุ่มถัดมาคือ ชุมชนที่เข้ามานำเสนอองค์ความรู้เฉพาะตัว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยสะท้อนให้เห็นว่า วิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตนั้นมีพื้นฐานความยั่งยืน (Sustainable) อยู่ในตัวเองมาโดยตลอด

การนำภูมิปัญญาเหล่านี้เข้ามาผนวกไว้ในพื้นที่ที่ทันสมัยอย่าง NEXTOPIA ในสยามพารากอน เป็นความตั้งใจที่ต้องการดึงเอาหัวใจของการอยู่ร่วมกับธรรมชาติมาตีความใหม่ เพื่อให้คนรุ่นปัจจุบันเห็นภาพชัดเจนว่า ความยั่งยืนเป็นสิ่งที่ทำสืบต่อกันมาและสามารถนำมาปรับใช้กับวิถีชีวิตยุคใหม่ได้

กลุ่มสุดท้ายที่สำคัญมากคือ ทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมเยือนพื้นที่แห่งนี้ เพราะเรามองว่าทุกคนคือ ผู้ที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อน NEXTOPIA ไปด้วยกัน ซึ่งเราต่างทราบดีว่าการเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้นนั้นไม่สามารถทำได้ด้วยใครเพียงคนเดียว

แม้เราจะมีทั้งเทคโนโลยีพาร์ตเนอร์ ทีมผู้บริหาร หรือวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ แต่คำตอบสุดท้ายของการสร้างโลกที่น่าอยู่อยู่ที่พลังของทุกคนที่เข้ามาใช้งานพื้นที่แห่งนี้ ซึ่งการมีส่วนร่วมของทุกท่านจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้โลกของเราดีขึ้นได้จริงในอนาคต

เราไม่ได้มองที่นี่เป็นเพียง Retail Space สำหรับ SMEs แต่ที่นี่คือ Community Center ที่เราอยากเปลี่ยนการมาเยือนให้เป็นการมีส่วนร่วม และเปลี่ยนประสบการณ์ให้กลายเป็นพลังในการสร้างโลกที่ดีกว่า เมื่อทุกคนที่เดินเข้ามาเกิดการเรียนรู้และนำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ NEXTOPIA”

เบื้องหลังมาตรฐานโลก NEXTOPIA กับนวัตกรรมอาคารเขียวที่จับต้องได้ใจกลางเมือง

เพื่อให้เข้าใจถึงเบื้องหลังความสำเร็จของมาตรฐาน EDGE และ Fitwel ดร.นรี ภิญญาวัฒน์ ผู้บริหาร แอททิเลียร์ เทน สาขากรุงเทพฯ ที่ปรึกษาคนสำคัญของ NEXTOPIA ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการระดับโลกอย่าง Jewel Changi Airport และ Gardens by the Bay ได้เปิดรายละเอียดถึงการบูรณาการนวัตกรรมอาคารเข้ากับวิถีชีวิต โดยเผยถึงโจทย์สำคัญที่ได้รับจากสยามพิวรรธน์ คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านการประหยัดทรัพยากรและการส่งเสริม Active Lifestyle

เราเลือกเกณฑ์ EDGE และ Fitwel เพราะตอบโจทย์ศักยภาพของโครงการที่สุด ที่นี่เราไม่ได้แค่ทำอาคารเขียว แต่เราสร้างพื้นที่ที่จับต้องได้ทั้งในเชิงพลังงานและไลฟ์สไตล์ของคนเมือง

ดร.นรี ยังชี้ให้เห็นถึงนวัตกรรมที่ซ่อนอยู่รอบตัวเราใน Nextopia ไม่ว่าจะเป็นแสงสว่างจากธรรมชาติ ช่องแสง Skylight ที่เห็นภายในอาคารไม่ใช่หลอดไฟ แต่เป็นแสงอาทิตย์จริง ๆ ที่ถูกออกแบบให้ส่องลงมาอย่างพอดี ไม่ร้อน แต่ให้ความรู้สึกโปร่งสบาย

นอกจากการใช้แสงธรรมชาติแล้ว ระบบวิศวกรรมอาคารยังถูกยกระดับด้วย ‘แอร์ยักษ์และพื้นเย็น’ ผ่านระบบ Waterfall Air และ Cooling System ใต้พื้น นวัตกรรมนี้เน้นการส่งความเย็นเฉพาะจุดที่มีคนใช้งาน (Occupied Zone) และปล่อยให้อากาศร้อนลอยขึ้นสู่ด้านบน ส่งผลให้สามารถประหยัดพลังงานได้อย่างมหาศาล

ผลลัพธ์จากการออกแบบดังกล่าวเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดย ดร.นรี ระบุว่า การดำเนินงาน 2 ปี ของ NEXTOPIA สามารถลดคาร์บอนได้เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้เต็มพื้นที่ ‘สวนลุมพินี’ ขณะที่การบริหารจัดการน้ำสามารถลดปริมาณการใช้ได้กว่า 35% หรือเทียบเท่าปริมาณน้ำในสระว่ายน้ำโอลิมปิก 1 สระ

ขณะที่ในส่วนมาตรฐาน Fitwel ดร.นรี ได้เล่าถึงกุศโลบายในการออกแบบเพื่อสุขภาพ เช่น การวางตำแหน่งบันไดให้เห็นเด่นชัดก่อนลิฟต์ เพื่อจูงใจให้คนเดิน หรือการสร้าง The Kinetic Floor พื้นที่สีเขียวที่สร้างพลังงานไฟฟ้าได้จากการเดิน กระโดด หรือเต้น

บางครั้งเราอาจเห็นแก๊งเต้นอยู่ตามมุมต่างๆ หรือเห็นบางกลุ่มคนมาใช้พื้นที่ทำกิจกรรมร่วมกัน นั่นคือเสน่ห์ที่ทำให้การสร้างพลังงานสะอาดเป็นเรื่องสนุกและได้สุขภาพไปพร้อมกัน

ชูนวัตกรรม NEXTOPIA ปั้นต้นแบบอาคารเพื่อชีวิตที่ยืนยาวและโลกที่ยั่งยืน

เมื่อการออกแบบผสานเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูง อรรณพ กิ่งขจี กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวิร์ค จำกัด ได้เผยถึงนวัตกรรมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ NEXTOPIA โดยย้ำว่า การฟื้นฟูโลกให้ดีขึ้นต้องอาศัยนวัตกรรมมาเป็นตัวช่วยสำคัญ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งโครงการนี้ได้นำระบบวิศวกรรมอัจฉริยะมาใช้ยกระดับทั้งการประหยัดพลังงานและคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน

นวัตกรรมเด่นประการแรกคือ ระบบ District Cooling หรือ ระบบพื้นเย็น ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทุกตารางนิ้วของพื้นที่ทางเดิน นวัตกรรมนี้ใช้น้ำเย็นไหลผ่านระบบปิดใต้พื้น เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความร้อนกับร่างกายมนุษย์โดยตรง ทำให้ผู้ใช้งานรู้สึกเย็นสบายสม่ำเสมอในทุกจุดที่ยืนหรือเดิน

กลไกนี้ประหยัดพลังงานได้มหาศาล โดยใช้พลังงานเพียง 15% เมื่อเทียบกับระบบปรับอากาศทั่วไป ส่งผลให้การลดคาร์บอนในภาพรวมทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็นระบบปิดที่ไม่ต้องมีการดูแลรักษาบ่อยครั้ง ช่วยลดภาระในระยะยาวและสร้างความพึงพอใจให้กับทั้งเจ้าของอาคารและผู้ใช้งาน

ในมิติด้านคุณภาพชีวิต อรรณพยังให้ความสำคัญกับ อากาศ ที่พ่นเข้าสู่ร่างกาย โดยระบุว่า ทุกลมหายใจคือพลังของชีวิต NEXTOPIA จึงเลือกใช้นวัตกรรมการจ่ายอากาศบริสุทธิ์แบบ Displacement Fresh Air (DAS) เพื่อแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของฝุ่นและละอองในอากาศหมุนเวียน

ระบบนี้จะคัดกรองอากาศให้สะอาด เย็น และแห้ง ก่อนจะปล่อยให้ไหลไปตามพื้นทางเดิน เมื่อร่างกายมีการคายความร้อนและคาร์บอนไดออกไซด์ มวลอากาศสะอาดจะไหลเข้าไปแทนที่โดยอัตโนมัติ ทำให้ผู้ใช้งานได้รับอากาศที่บริสุทธิ์รายล้อมอยู่รอบตัวตลอดเวลา สร้างความรู้สึกสดชื่นและสบายตัว

นอกจากระบบทางวิศวกรรมที่มองไม่เห็นแล้ว NEXTOPIA ยังมีไฮไลต์คือ ม่านน้ำตกเย็นอุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นการแผ่รังสีความเย็น (Radiant Cooling) ช่วยให้ผู้ที่เดินออกกำลังกายขึ้นบันไดรู้สึกสดชื่นได้ทันทีโดยไม่ต้องพึ่งพาแอร์

การควบคุมอุณหภูมิน้ำให้คงที่อยู่ที่ 14 องศาเซลเซียส เป็นความตั้งใจเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความชื้นสะสมในอาคาร ซึ่งมักส่งผลเสียต่อทางเดินหายใจและตัวโครงสร้างตึก นวัตกรรมนี้จึงทำหน้าที่ทั้งเยียวยาสภาวะแวดล้อมและยกระดับมาตรฐานใหม่ของการสร้างอาคาร

นวัตกรรมเหล่านี้จะเป็นการยกระดับมาตรฐานใหม่ในการสร้างอาคารที่จับต้องได้จริง เพื่อให้ผู้คนมีชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) และสร้างโลกที่ยั่งยืน (Sustainable World) สำหรับส่งต่อให้ลูกหลานในอนาคตต่อไปอรรณพ ย้ำทิ้งท้าย