ศึกพยุงราคามะพร้าวแกง พาณิชย์เกาะติดล้ง-โรงงาน เร่งระบายผลผลิตหน้าสวน
สถานการณ์มะพร้าวแกงในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก กลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทย เมื่อแรงกดดันด้านอุปทานทำให้ราคามะพร้าวปรับตัวลดลง และเกษตรกรบางพื้นที่เผชิญปัญหาการระบายผลผลิตไม่ทันจังหวะตลาด
กระทรวงพาณิชย์จึงขยับมาตรการเชิงรุก ทั้งการติดตามการรับซื้อในพื้นที่แหล่งผลิต การประสานล้งและโรงงานแปรรูปให้เข้ารับซื้อเพิ่มเติม การขอความร่วมมือให้ชะลอการนำเข้า และการดึงผู้ประกอบการรายใหญ่เข้าช่วยดูดซับผลผลิต เพื่อพยุงราคาหน้าสวนและลดสต็อกคงค้างในระบบ
ล้ง-โรงงานเข้าซื้อ สต็อกหน้าลานลด
นายกรนิจ โนนจุ้ย โฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้รับรายงานจากสำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี ถึงผลการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์รับซื้อมะพร้าวผลแก่ หรือมะพร้าวแกง หลังกรมการค้าภายในและกรมการค้าต่างประเทศประสานล้งและโรงงานเข้ารับซื้อเพิ่มเติม
ผลการติดตามพบว่า ล้งในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานียังเข้าไปรับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เพื่อระบายผลผลิตไปยังโรงงานปลายทาง ทำให้สต็อกคงเหลือหน้าลานลดลงเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า ขณะที่เกษตรกรสามารถขายผลผลิตได้ และไม่มีปัญหาผลผลิตตกค้าง
พื้นที่ที่มีการลงตรวจติดตามในจังหวัดนครศรีธรรมราช ครอบคลุมอำเภอเมือง ท่าศาลา สิชล ขนอม ปากพนัง และหัวไทร โดยนางประไพ เพชรพงศ์พันธุ์ พาณิชย์จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นผู้ลงพื้นที่ ส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่ติดตามการรับซื้อที่อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี และอำเภอเกาะพะงัน
“การลงพื้นที่เป็นการติดตามสถานการณ์ หลังจากก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศและกรมการค้าภายใน ได้หารือเพื่อแก้ไขปัญหามะพร้าวแกงร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานกะทิและโรงงานแปรรูปมะพร้าว โดยขอความร่วมมือให้โรงงานเข้ารับซื้อมะพร้าวจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง และขอให้ผู้นำเข้าและโรงงานรับซื้อผลผลิตในประเทศเป็นลำดับแรกก่อน พร้อมชะลอการนำเข้าในช่วงนี้ เพื่อใช้มะพร้าวในประเทศเป็นหลักไปก่อน” นายกรนิจกล่าว
ระบายค้างแล้ว 11 ล้านลูก เกินเป้า 10 ล้านลูก
ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งประสานโรงงานและล้งให้เข้ารับซื้อมะพร้าวแกงจากเกษตรกรในพื้นที่ 4 จังหวัดแหล่งปลูก ได้แก่ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี
มาตรการดังกล่าวสามารถระบายผลผลิตคงค้างได้แล้วกว่า 11 ล้านลูก สูงกว่าเป้าหมายเดิมที่วางไว้ประมาณ 10 ล้านลูก สะท้อนว่าการดึงกลไกตลาดปลายทางเข้ามารองรับผลผลิตมีผลต่อการลดแรงกดดันในพื้นที่ได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบล่าสุดยังพบว่า เกษตรกรบางส่วนได้รับความช่วยเหลือไม่ทั่วถึง กระทรวงพาณิชย์จึงมอบหมายให้กรมการค้าภายในขอใช้งบกลางเพื่อรับซื้อมะพร้าวแกงในราคานำตลาดเพิ่มเติม พร้อมสำรวจและช่วยเหลือเกษตรกรที่ยังตกหล่น รวมถึงติดตามสถานการณ์นำเข้ามะพร้าวอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลผลิตในประเทศได้รับการดูแลอย่างเต็มที่
กรมการค้าภายในดึง 13 โรงงานแปรรูปช่วยดูดซับ
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวแกงที่ได้รับผลกระทบจากราคามะพร้าวปรับตัวลดลง ตามข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
มาตรการสำคัญคือการชะลอการนำเข้ามะพร้าว และประสานผู้ประกอบการแปรรูป รวมถึงผู้ใช้วัตถุดิบรายใหญ่ทั่วประเทศ เพิ่มการรับซื้อผลผลิตมะพร้าวจากเกษตรกรไทย เพื่อดูดซับผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากในช่วงนี้ และช่วยพยุงราคาภายในประเทศให้กลับเข้าสู่ภาวะสมดุล
กรมการค้าภายในได้หารือร่วมกับผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปมะพร้าว 13 แห่งอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเชื่อมโยงให้โรงงานเข้ารับซื้อผลผลิตจากแหล่งผลิตสำคัญในหลายจังหวัด เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกจากพื้นที่และสร้างตลาดรองรับให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
“ชาวเกาะ-อร่อยดี-ทรอปิ คานา” เพิ่มแรงซื้อเข้าระบบ
หนึ่งในผู้ประกอบการที่เข้าร่วมช่วยเหลือคือ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์แบรนด์ “ชาวเกาะ” ซึ่งเพิ่มการรับซื้อมะพร้าวผลแก่จากเกษตรกรภายในประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มเกิดสถานการณ์
นายเกียรติศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการโรงงานชาวเกาะ บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด แจ้งว่า บริษัทเดินหน้ารับซื้อทุกวัน ตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม-15 กรกฎาคม 2569 โดยใช้มะพร้าวผลรวมแล้วกว่า 30 ล้านลูก เพื่อช่วยระบายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตในหลายพื้นที่ อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช ปัตตานี นราธิวาส สมุทรสงคราม และราชบุรี
ขณะที่บริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ “อร่อย-ดี” เข้าร่วมรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด เพื่อช่วยยกระดับรายได้เกษตรกร
นางสาวกาญจนา คุณาพรภัทรกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท ระบุว่า บริษัทได้เข้าร่วมรับซื้อเนื้อมะพร้าวขาวจากเกษตรกรในราคากิโลกรัมละ 24 บาท สูงกว่าราคาตลาด ณ ปัจจุบันประมาณ 4 บาท โดยตั้งเป้ารับซื้อประมาณ 175 ตันต่อวัน หรือเฉลี่ยประมาณ 578,000 ลูกต่อวัน เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำกะทิ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตภายในประเทศ และช่วยดึงราคามะพร้าวผลแก่ให้สูงขึ้น
ด้านนายสุรเดช นิลเอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรอปิ คานา ออยล์ จำกัด ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์น้ำมันมะพร้าวอินทรีย์ กล่าวว่า “บริษัทได้ร่วมรับซื้อมะพร้าวอินทรีย์จากเกษตรกรเดือนละประมาณ 50,000 ลูก เป็นระยะเวลา 2 เดือน รวมทั้งสิ้น 100,000 ลูก ในราคาลูกละ 15 บาท เพื่อช่วยดูดซับมะพร้าวเข้าสู่ตลาดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง”
จากมาตรการเฉพาะหน้า สู่โจทย์สมดุลทั้งระบบ
นายวิทยากรกล่าวว่า ความร่วมมือของผู้ประกอบการทั้ง 3 รายล่าสุด จะช่วยเพิ่มปริมาณการรับซื้อผลผลิตมะพร้าวภายในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ลดแรงกดดันด้านอุปทานในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก ช่วยพยุงราคามะพร้าวให้มีเสถียรภาพมากขึ้น และสร้างความมั่นใจให้เกษตรกรว่าผลผลิตยังมีตลาดรองรับอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม มาตรการระบายผลผลิตผ่านล้ง โรงงาน และผู้ประกอบการรายใหญ่ยังเป็นเพียงกลไกช่วงสถานการณ์กดดันเฉพาะหน้า โจทย์ระยะต่อไปคือการรักษาสมดุลทั้งระบบ ระหว่างผลผลิตในประเทศ ความต้องการใช้ของโรงงานแปรรูป การนำเข้า และราคาหน้าสวน
กรมการค้าภายในจึงเตรียมรวบรวมข้อเสนอและข้อเรียกร้องของเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าว เพื่อนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการพืชน้ำมันและน้ำมันพืช พิจารณามาตรการที่เหมาะสมในการรักษาเสถียรภาพราคามะพร้าวและสร้างความสมดุลทั้งระบบ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน




