หอการค้าดัน 3 ดีลใหญ่ สหรัฐ-EU-UAE หวังดัน GDP ไทยเพิ่มกว่า 2% ใน 3 ปี
หอการค้าไทยหนุนรัฐบาลเร่งปิด 3 ดีลการค้าหลัก ART ไทย-สหรัฐ, FTA ไทย-EU และ CEPA ไทย-UAE หวังเปิดตลาดส่งออก ดึง FDI เทคโนโลยี และเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก ชี้หากความตกลงมีผลพร้อมมาตรการรองรับที่เหมาะสม มีศักยภาพช่วยเพิ่มขนาดเศรษฐกิจไทยมากกว่า 2% ของ GDP ภายใน 3 ปี พร้อมเร่ง CEPA ไทย-เกาหลีใต้ และ FTA อาเซียน-แคนาดาควบคู่ กระจายความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า หอการค้าไทยสนับสนุนรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ในการเร่งรัดการเจรจาการค้ากับ 3 ตลาดยุทธศาสตร์สำคัญ ได้แก่ ความตกลงการค้าต่างตอบแทนไทย-สหรัฐ หรือ ART ความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย-EU และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจไทย-สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ CEPA ไทย-UAE ซึ่งทั้ง 3 กรอบอยู่ในจังหวะสำคัญของการเจรจา และสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการขยายตลาด ดึงดูดการลงทุน และยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย
“FTA ในวันนี้ไม่ได้มีความหมายเพียงการลดภาษี แต่เป็นเครื่องมือยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ ทั้งการเปิดตลาดใหม่ การดึงดูด FDI การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเชื่อมผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลก หากกรอบการค้าเหล่านี้บรรลุผลและมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม เชื่อว่าจะมีศักยภาพช่วยเพิ่มขนาดเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 2% ของ GDP ภายใน 3 ปีนับจากวันที่ความตกลงมีผลใช้บังคับ” ดร.พจน์กล่าว
สำหรับการเจรจา ART ไทย-สหรัฐ หอการค้าไทยสนับสนุนภารกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจ ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 หรือ UNGA81
ดร.พจน์มองว่า การเดินทางครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย และผลักดันการเจรจา ART ให้ได้ข้อสรุปโดยเร็ว เพื่อสร้างความชัดเจนแก่ผู้ส่งออกและนักลงทุน โดยเฉพาะเรื่องอัตราภาษี กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การอำนวยความสะดวกทางการค้า และรายการสินค้าที่ควรได้รับการยกเว้นหรือดูแลเป็นพิเศษ
กลุ่มสินค้าที่ควรได้รับการดูแล ได้แก่ สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป อาหารทะเลแปรรูป และอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม โดยเป้าหมายสำคัญคือรักษาอัตราภาษีให้อยู่ในระดับที่สินค้าไทยสามารถแข่งขันได้ และไม่เสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน หอการค้าไทยเสนอให้ใช้โอกาสจากการเยือนสหรัฐฯ เชิญชวนบริษัทชั้นนำเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ได้แก่ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและ AI พลังงานสะอาด การแพทย์และสุขภาพ อาหารทะเลแปรรูป อาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมียม และนวัตกรรมอาหาร
การดึงดูดการลงทุนควรเชื่อมโยงกับการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการใช้ผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้เม็ดเงินลงทุนที่เข้ามาสร้างผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจไทยในวงกว้าง
ส่วน FTA ไทย-EU ซึ่งกำลังเข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 ณ จังหวัดภูเก็ต หอการค้าไทยสนับสนุนให้ทั้งสองฝ่ายเร่งหาข้อสรุปในประเด็นที่เหลือ เพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการขัดเกลาถ้อยคำทางกฎหมายโดยเร็ว
ดร.พจน์กล่าวว่า สหภาพยุโรปเป็นทั้งตลาดกำลังซื้อสูง แหล่งเงินลงทุนและเทคโนโลยีที่สำคัญ รวมถึงเป็นตลาดที่มีกฎเกณฑ์ซึ่งมีบทบาทต่อมาตรฐานการค้าโลก การมี FTA จึงไม่ได้เพิ่มโอกาสด้านการส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่จะช่วยยกระดับความน่าสนใจของประเทศไทยในฐานะฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดยุโรป
“FTA ไทย-EU จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ไม่เพียงช่วยขยายการส่งออก แต่ยังเพิ่มความน่าสนใจของไทยในฐานะฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังยุโรป”
ผลการศึกษาประเมินว่า FTA ไทย-EU จะช่วยเพิ่ม GDP ไทยประมาณ 1.28% และเพิ่มการส่งออกประมาณ 2.8% หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 350,000 ล้านบาท จึงควรเร่งการเจรจาให้เกิดผลโดยเร็ว ควบคู่กับการดูแลสินค้าอ่อนไหวและเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับมาตรฐานใหม่ของยุโรป
สำหรับ CEPA ไทย-UAE ซึ่งทั้งสองฝ่ายเตรียมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาอีกครั้ง หลังมีความคืบหน้าแล้วกว่า 80% ดร.พจน์มองว่า เป็นอีกโอกาสสำคัญในการเปิดประตูสินค้าและบริการไทยเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง
กลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพ ได้แก่ อาหาร อาหารฮาลาล สินค้าเกษตร ยางพารา สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และชิ้นส่วน รวมถึงภาคบริการด้านการขนส่ง การเงิน และธุรกิจ
นอกจากนี้ UAE ยังมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางด้านการค้า การลงทุน โลจิสติกส์ และการกระจายสินค้าของภูมิภาค การเร่งสรุป CEPA จึงไม่ใช่เพียงการเปิดตลาด UAE แต่สามารถเป็นประตูให้ผู้ประกอบการไทยเชื่อมต่อไปยังตลาดตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียใต้
อีกด้านหนึ่ง ยังเปิดโอกาสดึงเงินทุนจาก UAE เข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน อาหาร โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของไทย
นอกจาก 3 กรอบหลัก หอการค้าไทยยังสนับสนุนให้เร่งสรุป CEPA ไทย-เกาหลีใต้ และ FTA อาเซียน-แคนาดาควบคู่กัน เพื่อกระจายตลาด ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และเพิ่มโอกาสให้สินค้าเกษตร อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรมไทยเข้าสู่ตลาดกำลังซื้อสูงมากขึ้น
ดร.พจน์กล่าวว่า การเปิดตลาดต้องดำเนินควบคู่กับการดูแลสินค้าอ่อนไหว การเตรียมความพร้อมให้ SMEs และการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการในประเทศ เพื่อให้ประโยชน์จากการค้าและการลงทุนกระจายไปถึงผู้ประกอบการ เกษตรกร แรงงาน และเศรษฐกิจฐานราก
“ภาคเอกชนพร้อมทำงานร่วมกับรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์อย่างเต็มที่ เพื่อเปลี่ยนความตกลงทางการค้าให้เป็นคำสั่งซื้อ การลงทุน การจ้างงาน และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย พร้อมผลักดันให้ไทยกลับมาเป็นฐานการผลิต การค้า และการลงทุนที่สำคัญของภูมิภาค” ดร.พจน์กล่าว