เกษตรฯ ผุด “Sandbox ข้าวไทย” 100 ไร่ ดันผลผลิต 1.5 ตัน/ไร่ ลดต้นทุนเหลือ 6,000 บาท/ตัน
ปลัดเกษตรฯ “รพีภัทร์ จันทร์ศรีวงศ์” สั่งตั้งโครงการนำร่อง “Sandbox ข้าวไทย” พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในเขตชลประทานสุพรรณบุรี ชัยนาท หรือนครสวรรค์ เริ่มเพาะปลูกรอบแรกเดือนพฤศจิกายนนี้ นำ Precision Agriculture ใช้โดรน เครื่องจักร และระบบบริหารน้ำครบวงจร เลือกพันธุ์ กข113 และ กข85 ตั้งเป้าผลผลิต 1.4-1.5 ตันต่อไร่ ลดต้นทุนเหลือประมาณ 6,000 บาทต่อตัน พร้อมดึงผู้ส่งออก โรงสี และบริษัทเทคโนโลยีร่วมสนับสนุน-การันตีรับซื้อ
นายรพีภัทร์ จันทร์ศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้หารือแนวทางแก้ไขสถานการณ์การค้าข้าว และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันตามนโยบาย Quick Win ของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
แนวทางดังกล่าวมุ่งยกระดับจากการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น ไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและรายได้ที่มั่นคงระยะยาว หรือ Income Support ผ่านการเพิ่มผลผลิตต่อไร่และลดต้นทุนการผลิตเชิงโครงสร้าง
นายรพีภัทร์ได้สั่งการให้เร่งจัดตั้งโครงการนำร่อง “Sandbox ข้าวไทย” ขนาดพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในเขตชลประทานพื้นที่เป้าหมาย ได้แก่ สุพรรณบุรี ชัยนาท หรือนครสวรรค์ โดยกำหนดเริ่มเพาะปลูกรอบแรกในเดือนพฤศจิกายน 2569
โครงการจะนำเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำ หรือ Precision Agriculture มาใช้แบบครบวงจร ทั้งโดรน เครื่องจักรกล และระบบบริหารจัดการน้ำ ผสานกับการเลือกพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตสูงและสอดคล้องกับความต้องการของตลาด
พันธุ์เป้าหมาย ได้แก่ ข้าวพื้นนุ่ม กข113 และข้าวพื้นแข็ง กข85 ซึ่งให้ผลผลิตสูงถึง 1.4-1.5 ตันต่อไร่ โดยตั้งเป้าช่วยลดต้นทุนการผลิตเหลือประมาณ 6,000 บาทต่อตัน
พร้อมกันนี้ จะบูรณาการความร่วมมือกับภาคเอกชน ทั้งสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และบริษัทผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการเกษตร เพื่อสนับสนุนนวัตกรรม และการันตีรับซื้อผลผลิตที่ได้มาตรฐาน
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังหารือแนวทางรับมือปัญหาการส่งออกข้าวไทยที่เผชิญแรงกดดันทั้งด้านราคาและต้นทุนโลจิสติกส์ในตลาดโลก
ภาคเอกชนได้เสนอประเด็นการแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานขนส่ง การจัดทำโซนนิ่งเกษตรดิจิทัล และการทบทวนมาตรฐานพันธุ์ข้าว ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ พร้อมรับไปดำเนินการ
นายรพีภัทร์ระบุว่า กระทรวงจะปรับระบบสำรองเมล็ดพันธุ์ โดยเตรียมเมล็ดพันธุ์ล็อตแรกไม่น้อยกว่า 10 ตัน เพื่อให้สามารถกระจายสู่เกษตรกรได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ จะเร่งรัดการจัดทำมาตรฐานข้าวพื้นนุ่มให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้โรงสีและผู้ส่งออกสามารถแยกเกรดสินค้า และเจาะตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงได้แม่นยำมากขึ้น
การขับเคลื่อนทั้งหมดอยู่ภายใต้วิสัยทัศน์ “ตลาดนำการผลิต ตลาดนำการวิจัย สินค้าเกษตรปลอดภัย มูลค่าสูง” โดยมีเป้าหมายเพิ่มรายได้สุทธิของเกษตรกรอย่างยั่งยืน แม้ราคาข้าวในตลาดโลกจะผันผวน
พร้อมกันนี้ ยังเชื่อมโยงกับแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน ผ่านการทำนาคาร์บอนต่ำ หรือ Low-Carbon Rice และการลดการเผาในภาคเกษตรเพื่อแก้ปัญหา PM2.5
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะนำผลลัพธ์และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์จากโครงการ Sandbox มาประเมิน และใช้เป็นผลงาน Quick Win เพื่อขยายผลการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและขีดความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยต่อไป