Better Living Project ‘ชนาพรรณ ไทยซัมมิท’ ถ่ายทอดมุมคิดผู้นำต่อการเปลี่ยนแปลง
DPU เปิดเวที Better Living Project เชิญคุณจิง ชนาพรรณ ผู้บริหารกลุ่มไทยซัมมิทถ่ายทอดมุมคิดผู้นำ รับโลกธุรกิจ–AI ชูการวางแผน บริหารคน–เงิน เสริมศักยภาพผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง
มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เดินหน้าสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากผู้นำภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม ผ่านกิจกรรม Better Living Project ภายใต้หัวข้อ “ผู้นำมองโลกอย่างไร: กรอบความคิดที่ขับเคลื่อนองค์กรระดับสูง” (How Leaders See the World) เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ณ ห้อง 7305 อาคารเฉลิมพระเกียรติ (อาคาร 7) โดยได้รับเกียรติจาก คุณชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มบริษัทไทยซัมมิท ถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการบริหารองค์กร โดยมี ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ พร้อมด้วย อาจารย์กอบกิจ ประดิษฐผลพานิช ผู้ช่วยรองอธิการบดี คณาจารย์ นักศึกษา และบุคลากรเข้าร่วมรับฟัง
ดร.พีระยุทธ มั่งคั่ง ผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า ความท้าทายของผู้นำในปัจจุบันคือการมองเห็นการเปลี่ยนแปลง ตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน และเตรียมบุคลากรให้พร้อมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต กิจกรรม Better Living Project จึงเปิดโอกาสให้นักศึกษา ผู้บริหาร และผู้สนใจได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของผู้นำภาคธุรกิจ โดยเฉพาะมุมมองด้านภาวะผู้นำ (Leadership Mindset) การคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) และความสามารถในการปรับตัวขององค์กร (Organizational Resilience) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับผู้บริหารและผู้นำในยุคที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“ผู้นำในปัจจุบันต้องสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลง ตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน จึงควรเตรียมบุคลากรให้พร้อมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยกิจกรรมดังกล่าวช่วยเชื่อมองค์ความรู้ในห้องเรียนกับประสบการณ์จริงจากผู้บริหารภาคธุรกิจ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมเห็นแนวทางการบริหารและการรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกธุรกิจ” ดร.พีระยุทธ กล่าว

มหาวิทยาลัยมีบทบาทในการเชื่อมภาคการศึกษากับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากรได้เข้าถึงทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายที่สามารถนำไปต่อยอดได้จริง การพัฒนาคนจึงควรครอบคลุมทั้งความรู้ทางวิชาชีพ ทักษะการบริหาร การคิดเชิงกลยุทธ์ และความสามารถในการปรับตัว ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานในโลกธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
ดร.พีระยุทธ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญคือ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ หรือ Human Capital Investment ซึ่งควรมองครอบคลุมถึงสุขภาพกาย สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตของบุคลากร ควบคู่กับการพัฒนาทักษะในการทำงาน เพราะศักยภาพของคนมีความสัมพันธ์โดยตรงกับประสิทธิภาพและความต่อเนื่องในการขับเคลื่อนองค์กร
แนวทางดังกล่าวยังสอดคล้องกับทิศทางของ Wellness & Longevity Economy ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การส่งเสริมสุขภาวะในองค์กร และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้บุคลากรสามารถทำงานและพัฒนาตนเองได้ในระยะยาว โดยองค์กรในอนาคตจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับทั้งเทคโนโลยี ผลประกอบการ และการรักษาศักยภาพของคนให้สามารถเติบโตไปพร้อมกับองค์กร
“การพัฒนาองค์กรในระยะยาวต้องเริ่มจากการพัฒนาคน หากบุคลากรมีความรู้ มีทักษะ มีสุขภาวะที่ดี และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ องค์กรก็จะมีพื้นฐานที่แข็งแรงมากขึ้น มหาวิทยาลัยจึงต้องทำหน้าที่เป็นพื้นที่เชื่อมระหว่างการเรียนรู้ ประสบการณ์จากภาคธุรกิจ และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อช่วยพัฒนาคนให้พร้อมสำหรับโลกการทำงานในอนาคต” ดร.พีระยุทธ กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน คุณชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส กลุ่มบริษัท ไทยซัมมิท กล่าวว่า การบรรยายครั้งนี้มุ่งถ่ายทอดมุมมองของผู้นำองค์กรต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ โดยเฉพาะการเตรียมความพร้อมสำหรับการทำธุรกิจในระดับสากล การบริหารองค์กรภายใน และการตัดสินใจท่ามกลางความไม่แน่นอน เพื่อให้นักศึกษาระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และผู้สนใจทั่วไปได้เห็นแนวทางการบริหารจากประสบการณ์จริง
หนึ่งในประเด็นที่ให้ความสำคัญคือ การวางแผนธุรกิจอย่างรอบด้าน โดยผู้บริหารควรมองทั้งโอกาสในการเติบโตและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น พร้อมเตรียมแผนสำรอง หรือ Plan B ไว้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อต้องลงทุน ขยายกิจการ หรือเริ่มธุรกิจใหม่ ควรประเมินทั้ง Best Case และ Worst Case Scenario เพื่อให้รู้ว่า หากสถานการณ์ไม่เป็นไปตามแผน องค์กรสามารถรับความเสียหายได้ในระดับใด และยังมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับเดินหน้าต่อหรือไม่
“การทำธุรกิจต้องคิดทั้งทางไปข้างหน้าและแผนสำรองควบคู่กัน เราอาจต้องขยายอย่างรวดเร็วเพื่อคว้าโอกาส แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องรู้ว่า หากสิ่งที่ลงทุนไปไม่สำเร็จ เราจะรับความเสียหายได้มากน้อยแค่ไหน การคิดทั้งกรณีที่ดีที่สุดและกรณีที่เลวร้ายที่สุดจึงช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจได้รอบคอบขึ้น” คุณชนาพรรณ กล่าว
จากประสบการณ์การบริหารองค์กรขนาดใหญ่ คุณชนาพรรณ มองว่า “คน” ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร แม้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและทำให้หลายธุรกิจใช้บุคลากรน้อยลง แต่เมื่อองค์กรต้องการขยายตัว การทำงานร่วมกันของคน การบริหารทีม การสื่อสาร และการสร้างความสัมพันธ์ยังมีบทบาทอย่างมาก การบริหารคนจึงยังเป็นทักษะสำคัญที่ผู้นำต้องพัฒนา
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการก้าวสู่การเป็นผู้นำในอนาคต คุณชนาพรรณ แนะนำให้พัฒนาทักษะด้าน Soft Skills ควบคู่กับ Hard Skills โดยเฉพาะทักษะด้าน Human Interaction หรือการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เพราะองค์ความรู้และทักษะทางวิชาชีพสามารถเรียนรู้ได้จากหลายช่องทาง ขณะที่การสื่อสาร การทำงานกับลูกค้า การบริหารทีม และการเข้าใจผู้คนเป็นทักษะที่ต้องอาศัยเวลาและประสบการณ์ในการฝึกฝน
“วันนี้ความรู้หาได้ง่ายขึ้นมาก แต่คนรุ่นใหม่ควรฝึกให้ตัวเองเก่งทั้งงาน เก่งข้อมูล และเก่งคน เพราะในการทำงานจริง เราต้องสื่อสารกับลูกค้า บริหารทีม และทำงานร่วมกับคนหลายรูปแบบ เรื่องเหล่านี้ยังเป็นสิ่งที่ AI เข้ามาทดแทนได้ไม่ทั้งหมด” คุณชนาพรรณ กล่าว

อีกหนึ่งมุมมองจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมคือ นพ.กฤตธี จีระวัฒนสุข แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเวชศาสตร์ความงามทั้งด้านการปรับรูปหน้าและรูปร่าง ซึ่งสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเพราะต้องการพัฒนาความรู้ด้านการบริหารธุรกิจเพิ่มเติมจากความเชี่ยวชาญในสายวิชาชีพ โดยมองว่าการทำธุรกิจให้เติบโตและสร้างผลกำไรอย่างมั่นคง จำเป็นต้องเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้บริหารองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยให้เห็นแนวทางการบริหารและการตัดสินใจที่สามารถนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตนเองได้
นพ.กฤตธี กล่าวว่า สิ่งที่ได้รับจากการเข้าร่วมกิจกรรมคือ มุมมองด้านการบริหารที่กว้างขึ้น ทั้งการบริหารเงิน การบริหารคน และการมองภาพรวมของธุรกิจ โดยเฉพาะวิธีคิดของผู้บริหารที่ขับเคลื่อนองค์กรในระดับสากล ซึ่งช่วยให้เห็นว่าหลักการที่เรียนรู้สามารถนำไปใช้กับสถานการณ์จริงได้อย่างไร และควรพิจารณาปัจจัยใดบ้างก่อนตัดสินใจทางธุรกิจ
สำหรับแนวคิดที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ นพ.กฤตธี ยกตัวอย่างเรื่องการลงทุนว่า ก่อนตัดสินใจขยายธุรกิจควรประเมินทั้งผลตอบแทน ภาระหนี้ และสัดส่วนเงินลงทุนให้เหมาะสม โดยต้องพิจารณาว่าเงินที่ลงทุนไปสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด จะเพิ่มภาระทางการเงินในระดับใด และธุรกิจยังมีความแข็งแรงเพียงพอที่จะรองรับการขยายตัวต่อไปหรือไม่ เพื่อให้การเติบโตเป็นไปอย่างมีทิศทางและลดความเสี่ยงทางการเงิน