เจาะ 3 หุ้นปม “ฟอกเงินข้ามชาติ” พบ ACE ถือ BCP ขณะที่ OPUS โผล่ถือหุ้นใหญ่ VGI-MFC
เปิดปมถือหุ้น BCP-VGI-MFC โยงคดีฟอกเงินข้ามชาติ 1.6 หมื่นล้าน พบ ACE ถือหุ้นบางจาก 16.82% ขณะที่ OPUS โผล่ถือหุ้นใหญ่ทั้ง VGI-MFC ด้าน ก.ล.ต. ย้ำ 3 บริษัทจดทะเบียนไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการนำเงินจากการกระทำความผิดมาลงทุนในตลาดทุนไทย
ปปง. เปิดเผยการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย “เบน สมิธ-ยิม เลียก” มูลค่ารวมประมาณ 26,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้เป็นหุ้นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย 3 แห่ง ได้แก่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP, บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC รวมมูลค่าประมาณ 16,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาข้อมูลทะเบียนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของทั้ง 3 บริษัท พบชื่อผู้ถือหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด (ACE) ซึ่งถือหุ้น BCP ขณะที่ OPUS-CHARTERED ISSUANCES S.A. ปรากฏชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้ง VGI และ MFC
BCP พบ ACE ถือหุ้นใหญ่ 16.82%
สำหรับ BCP ข้อมูลทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 5 ต.ค. 2569 พบว่า บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด จำนวน 312.75 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 21.24% รองลงมาคือ บริษัท อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอร์จี จำกัด (ACE) ถือหุ้น 247.76 ล้านหุ้น หรือ 16.82%
ขณะที่กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่งถือหุ้น 134.02 ล้านหุ้น หรือ 9.10% และสำนักงานประกันสังคมถือหุ้น 120.06 ล้านหุ้น หรือ 8.15% ส่วนกระทรวงการคลังถือหุ้น 4.45%
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ ACE ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ปรากฏชื่อในการตรวจสอบทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยมีรายงานว่า ปปง. ได้อายัดหุ้น BCP ที่เกี่ยวข้องกับ ACE มูลค่าประมาณ 5,885 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การถูกอายัดหุ้นเป็นมาตรการเกี่ยวกับทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าบริษัท BCP เป็นผู้กระทำความผิด โดยบางจากได้ชี้แจงว่าประเด็นดังกล่าวเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้น และไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจหรือทรัพย์สินของบริษัท
VGI พบ OPUS-CAI ถือหุ้นรวมกว่า 20%
ด้าน VGI ข้อมูลผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 9 มิ.ย. 2569 พบว่า บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด จำนวน 9,443.08 ล้านหุ้น หรือ 44.75%
รองลงมาคือ OPUS-CHARTERED ISSUANCES S.A. ถือหุ้น 2,200 ล้านหุ้น หรือ 10.43% และ CAI OPTIMUM FUND VCC – EDH INVESTMENTS ถือหุ้น 2,193.60 ล้านหุ้น หรือ 10.40% โดยทั้งสองรายถือหุ้นรวมกัน 20.83%
นอกจากนี้ ยังมีธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้น 4.88% บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ถือหุ้น 4.44% และ KGI SECURITIES (SINGAPORE) PTE. LTD. ถือหุ้น 2.10%
สำหรับการตรวจสอบกรณี VGI ศ.ดร.พรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบความเชื่อมโยงของกลุ่มบุคคลที่เข้าลงทุนในหุ้นเพิ่มทุน VGI ผ่านนิติบุคคลและกองทุนต่างประเทศ โดยมีประเด็นเกี่ยวกับผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner หรือ UBO) และการถือหุ้นร่วมกัน (Acting in Concert)
ตามข้อมูลที่ ก.ล.ต. เปิดเผย กลุ่มที่ถูกตรวจสอบประกอบด้วย OPUS, CAI และ THAI IR ซึ่งมีความเชื่อมโยงผ่านบุคคลที่เป็นผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง โดยเจ้าหน้าที่ระบุถึงความเชื่อมโยงกับกลุ่มของนายเบน สมิธ
การตรวจสอบดังกล่าวมุ่งพิจารณาว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องมีการถือหุ้นร่วมกันจนถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ รวมถึงการปฏิบัติตามหน้าที่รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ และหน้าที่ในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ (Tender Offer)
MFC พบ OPUS ถือหุ้นใหญ่ 24.96%
ส่วน MFC ข้อมูลทะเบียนผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 8 พ.ค. 2569 พบว่า OPUS-CHARTERED ISSUANCES S.A. เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ จำนวน 31.36 ล้านหุ้น หรือ 24.96%
รองลงมาคือธนาคารออมสิน ถือหุ้น 31.33 ล้านหุ้น หรือ 24.94% กระทรวงการคลังถือหุ้น 20 ล้านหุ้น หรือ 15.92% ขณะที่ MORGAN STANLEY & CO. INTERNATIONAL PLC ถือหุ้น 8.73% และนายประทักษ์ สุมงคลธนกุล ถือหุ้น 3.59%
การปรากฏชื่อ OPUS เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ทั้ง VGI และ MFC จึงเป็นประเด็นที่น่าสนใจในการตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทะเบียนผู้ถือหุ้นเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ยืนยันได้ว่าหุ้นทั้งหมดที่ OPUS ถือครองเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดหรือเป็นทรัพย์สินที่ถูกอายัดทั้งหมด
ก.ล.ต. ย้ำตรวจสอบผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ บจ.
ศ.ดร.พรอนงค์ระบุว่า การดำเนินการของ ก.ล.ต. มุ่งตรวจสอบพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลและนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการถือหุ้น โดยเฉพาะการอำพรางผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง และการหลีกเลี่ยงหน้าที่ตามกฎหมายหลักทรัพย์ ทั้งนี้ การตรวจสอบและอายัดหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ BCP, VGI และ MFC เป็นการดำเนินการกับทรัพย์สินและบุคคลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจดทะเบียนทั้ง 3 แห่งมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด การดำเนินคดีและตรวจสอบเส้นทางการเงินยังต้องเป็นไปตามพยานหลักฐานและกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
