เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
Business ‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
Biz Movement ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
Biz Movement มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
Biz Movement พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
SD ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
Business Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
Business SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
News ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
DKSH ชวนผู้หญิงใส่ใจสุขภาพ รู้ทัน 3 โรคใกล้ตัว ตรวจเร็ว ป้องกันได้ ลดภาระสาธารณสุข
Biz Movement DKSH ชวนผู้หญิงใส่ใจสุขภาพ รู้ทัน 3 โรคใกล้ตัว ตรวจเร็ว ป้องกันได้ ลดภาระสาธารณสุข
ดูทั้งหมด

อภิสิทธิ์ จี้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ ต้องกำหนดขอบเขตชัด มองพรรคการเมืองตื่นตัว แต่ยังไม่ตกผลึก

01 พ.ย. 2569 | 12:21น.

‘อภิสิทธิ์’ จี้ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาฯ ฉบับใหม่ต้องชัด แยกโครงสร้าง-บริหารไว้ กม.ฉบับอื่น กำหนดให้เคลียร์เรื่องเรียนฟรีฯ-สิทธิพื้นฐานตั้งแต่เกิด มองพรรคการเมืองตื่นตัว แต่ยังไม่ตกผลึก นึกหน้าตากฎหมายแม่บทไม่ออก แนะต้องเป็นเข็มทิศให้การศึกษาไทยได้จริง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวหัวข้อ “การศึกษาเพื่ออนาคต : สร้างคนที่คิดเป็น สร้างสรรค์เป็น นำการเปลี่ยนแปลงได้” ในงานอาศรมวิชาการด้านการศึกษาไทย ครั้งที่ 1 “อนาคตการศึกษาไทย จะไปทางไหน” จัดโดยศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่อาคารนวัตกรรม ศ.ดร.สาโรช บัวศรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่า พ.ร.บ.การศึกษาฯ พ.ศ.2542 มีทั้งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง สำเร็จ และมีข้อจำกัด การขับเคลื่อนการศึกษาเพื่อให้เกิดผลมี 3 ด้าน คือ

1.โอกาสทางการศึกษา 2.ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และ 3.การเรียนรู้ตลอดชีวิต และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แต่หลายอย่างไม่เป็นไปอย่างที่คิด เช่น การประเมินของ สมศ.ที่มีเสียงสะท้อนว่าควรยุบ สมศ.ทิ้ง หรือกองทุนเทคโนโลยีการศึกษา ที่ได้งบประมาณปีละเป็น 10 ล้านบาท แต่ไม่มีใครรู้จัก ตนมองว่ามี 2 เรื่องที่เห็นว่าเป็นความผิดพลาดมากๆ คือ 1.กระบวนการปฏิรูปการศึกษา รัฐบาลหลายชุดหมกมุ่นกับการปรับโครงสร้างในกระทรวง เดี๋ยวรวมเดี๋ยวแยก และ 2. พ.ร.บ.การศึกษาฯ เป็นกฎหมายแม่บทจริงหรือไม่ เพราะมีกฎหมาย และองค์กรต่างๆ เพิ่มขึ้นมากมาย และการจัดการไม่ได้อยู่ใน พ.ร.บ.การศึกษาฯ อย่าง พ.ร.บ.ปฐมวัย พ.ร.บ.อาชีวศึกษา พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ฯลฯ

ส่วนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานที่เหลืออยู่ใน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ควรแยกเป็นกฎหมายต่างหากหรือไม่ ให้เหลือเฉพาะกฎหมายแม่บทจริงๆ

“ฉะนั้น กฎหมายที่กำลังผลักดันที่หวังเป็นกฎหมายแม่บท ต้องกำหนดขอบเขตให้ชัด ส่วนโครงสร้างการบริหารจัดการไปใส่ไว้ในกฎหมายอื่นๆ ไม่เช่นนั้นจะไปนั่งเถียงกันในคณะกรรมาธิการฯ และสภาผู้แทนราษฎร เรื่องผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ฯลฯ ต้องตั้งหลักเรื่องโอกาสทางการศึกษา สิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคนตั้งแต่เกิดเป็นอย่างไร และต้องบังคับใช้ การเรียนฟรีฯ ต้องชัดเจนว่ามีอะไรบ้าง ต้องใส่ในกฎหมายแม่บท เพื่อไม่ให้เป็นปัญหาเก็บเงินเพิ่มเหมือนที่ผ่านมา

ความต้องการเฉพาะเจาะจงจากความห่างไกล เด็กพิเศษ และอื่นๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนฟรี หรือโอกาสทางการศึกษา ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาเด็กออกนอกระบบเยอะมาก ดังนั้น กฎหมายแม่บทต้องเปิดช่องการรับ และใช้ทรัพยากรที่หลากหลายขึ้น เอกชนที่อยากสนับสนุนจะได้รับอะไรตอบแทน การเตรียมเด็กเล็กให้มีทักษะทางสังคม สายสามัญ และอาชีวะต้องยืดหยุ่น ครูต้องมีคุณภาพ และมีทักษะต่างๆ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้พรรคการเมืองต่างๆ ตื่นตัว แต่ยังไม่ตกผลึกว่า พ.ร.บ.การศึกษาฯ จะต้องมีหน้าตาอย่างไรเพื่อให้เป็นกฎหมายแม่บท สร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริง ยืดหยุ่น และเป็นเข็มทิศสำหรับการศึกษาไทยจริงๆ


นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวหัวข้อ “จากข้อเสนอถึงการเปลี่ยนแปลงจริง : จะปลดล็อกปฏิรูปการศึกษาไทยอย่างไร” ว่า วันนี้ต้องปฏิรูปการศึกษาเร็วขึ้น เพราะพรุ่งนี้อีกหลายอาชีพจะหายไป ความเสียหายจะมากกว่าในอดีต ในโลกความเป็นจริงจึงต้องปลดล็อกการปฏิรูปการศึกษาให้ได้ เพราะวันนี้โลกเผชิญกับการพัฒนาที่มาพร้อม AI ภาระทางการคลัง ภาวะโลกร้อน ซึ่งโยงถึงไทย รวมถึง สังคมผู้สูงวัยในขณะที่ไทยยังจนอยู่ ติดกับดักรายได้ปานกลาง วิกฤตสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางอาหาร ความเหลื่อมล้ำที่สูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ข้อจำกัดทางการคลัง หนี้ครัวเรือนที่สูงมาก รวมทั้ง การพัฒนาไปกับ AI และการป้องกันผลกระทบ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก


“ผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ ได้แนะนำวิธีแก้ปัญหา ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มผลผลิตที่จำเป็น ความรู้ เทคโนโลยี การลงทุนพัฒนามนุษย์ แก้ปัญหาทำงานไม่ตรงสาย อัพสกิลรีสกิล ฯลฯ ปัจจุบันบัณฑิตไทยไม่มีงานทำมาก ซึ่งตรงกับบัณฑิตในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก บางแห่งไม่มีงานทำเกือบทั้งรุ่น ไทยจึงต้องกำหนดเป้าหมาย และออกแบบหลักสูตรใหม่ หลักสูตรฐานสมรรถนะ ระดมผู้รู้ช่วยกันคิด เปลี่ยนหลักสูตรว่าเด็กจะต้องเรียนอะไรในโลกยุคนี้ แก้วิกฤตทักษะพื้นฐานภาษาไทย ทั้งคิด วิเคราะห์ อ่าน เขียน ขณะที่ภาษาอังกฤษังเป็นจุดอ่อนของไทยในการแข่งขันกับต่างประเทศ ระบบการวัดผล การปฏิรูปครู การปฏิรูปการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการปฏิรูปอาชีวศึกษา ทั้งหมดนี้ต้องการผู้นำที่เข้าใจการศึกษา” นายจาตุรนต์ กล่าว


ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ นักวิชาการ กล่าวหัวข้อ “การศึกษาเพื่ออนาคต : สร้างคนคิดเป็น และนำการเปลี่ยนแปลงได้” ว่า ต้องสร้างคนไปสร้างประเทศชาติให้เจริญ เพราะประเทศที่เจริญจะมี 3 มิติ 3 เสาหลัก คือ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครอง

ต้องเป็นเศรษฐกิจรายได้สูง คนจนที่อยู่ใต้เส้นความยากจนเหลือน้อย ความเหลื่อมล้ำต่ำ กระจายความมั่งคั่ง เป็นเศรษฐกิจสวัสดิภาพ คือมีสวัสดิการสำหรับคนเปราะบาง และให้คนออกจากความเปราะบางเร็วที่สุด การศึกษาต้องไม่บ่มให้คนเกิดค่านิยมผิดๆ ไม่ใช่การเมืองที่พวกมากลากไป แต่ต้องมุ่งมั่นความถูกต้อง โดยการศึกษาต้องรองรับ 3 เสาหลักนี้

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาไทยพยายามปฏิรูปการศึกษาด้วยระบบเป็นหลัก เปลี่ยนแปลงอย่างใดอย่างหนึ่ง และไปเริ่มต้นผิดตรงระบบ ทั้งนี้ การจะปฏิรูปการศึกษาจะต้องทำ 7 อย่างพร้อมๆ กัน คือ

1.เปลี่ยนโครงสร้าง 2.กระบวนการ 3.วิกฤตการศึกษา 4.เปลี่ยนค่านิยม 5.สร้างวัฒนธรรมการศึกษา 6.ปฎิรูปประเพณีการศึกษา และ 7.สร้างกระบวนการผ่านตัวบุคคล เชิงสถาบันการศึกษาอย่างแท้จริง

“การเปลี่ยนกฎหมายการศึกษาฯ ต้องทำ แต่ที่ผ่านมาเปลี่ยนคนไม่ได้ จึงไม่สามารถเล่นตัวใดตัวหนึ่งได้ ดังนั้น ต้องคำนึงถึงบริบท ผมมองว่าต้องเปลี่ยนคนก่อน คนดี คนเก่ง คนกล้า สร้างได้ ต้องรู้จริง รู้ลึก รู้กว้าง รู้ไกล ต้องมีทักษะชีวิต ทำงานร่วมกับคนอื่นได้ กล้ายืนหยัดทำสิ่งที่ถูกต้อง เหล่านี้คือเป้าหมายในการสร้างสังคม ทั้งยังต้องคิดเป็น คิดดี คิดครบ และคิดบวก ปัญหาคือไม่รู้จะทำให้คิดเป็นอย่างไร จึงต้องหล่อหลอม ให้ลองปฏิบัติ ซึมซับ ถ้าทำได้จะเกิดการเปลี่ยนแปลง ไทยจึงต้องวางรากฐานกระบวนการคิดของคน นอกเหนือจากมีความรู้ ยกระดับการเรียนรู้ และศักยภาพของผู้เรียน วางระบบให้ครูมีสมรรถนะทางความคิด และปฏิบัติ ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลาฝึกงาน

ผมเสนอว่าควรเรียนอนุบาล 3 ปี ประถม-มัธยม จาก 12 ปี เหลือ 10 ปี และมหาวิทยาลัย จาก 4 ปี เหลือ 3 ปี แต่ไปเพิ่มการปฏิบัติจริง ฝึกงานผ่านการแก้ปัญหาสังคม ชุมชน และประเทศ รวมถึง สร้างระบบปฏิบัติการทุนมนุษย์แห่งชาติ สุดท้าย พรรคการเมืองที่มีอยู่ทุกวันนี้ไม่รู้เรื่องการศึกษา ไม่จดจ่อเรื่องการศึกษา ต้องกดดันให้ทำในเรื่องหลักๆ ที่ต้องทำ” ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว