ชาวอาเซียนรัก ‘อาหารไทย’ มาก Grab บอกยอดสั่งซื้อใน 7 ประเทศ ทะลุ 2 หมื่นล้านบาท
Grab ชูกลยุทธ์ “T.A.S.T.E” ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมด้วยพลังดิจิทัล ผลักดันสินค้าชุมชน-อาหารไทยให้เข้าถึงคนทั่วโลก พร้อมเผยอินไซต์ “อาหารไทย” ครองใจคนทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยอดสั่งซื้อผ่าน GrabFood ใน 7 ประเทศเมื่อปี 2568 แตะ 2.2 หมื่นล้านบาท
นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า วัฒนธรรมเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สะท้อนผ่านรายได้จากการท่องเที่ยวรวมที่สูงถึง 2.7 ล้านล้านบาท และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยที่มีมูลค่ากว่า 1.63 ล้านล้านบาท
หนึ่งในทิศทางสำคัญของกระทรวงวัฒนธรรมในปี 2570 คือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นสามารถนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
โดยผสานเอกลักษณ์และภูมิปัญญาไทยเข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ สอดคล้องกับแนวคิด “Cultural NEXUS–วัฒนธรรมเชื่อมอนาคต” ที่มุ่งปรับบทบาทสู่การเป็นกระทรวงที่ใช้คุณค่าของอดีต สร้างโอกาสในปัจจุบัน และสร้างอนาคตให้คนไทย
ทั้งนี้ การขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น แกร็บ ประเทศไทย ที่เป็นหนึ่งในพันธมิตรสำคัญในการช่วยผลักดันวัฒนธรรมไทยให้เข้าถึงคนทั่วโลก
ด้านนางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า เสน่ห์ทางวัฒนธรรมของไทย ทั้งแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย รสชาติอาหารที่โดดเด่น สินค้าชุมชนและภูมิปัญญาไทย ตลอดจนศาสตร์และศิลป์อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกให้มาเยือน
การเข้ามาของนักท่องเที่ยวก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการและชุมชนจำนวนมาก “แกร็บ” (Grab) มีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับประเทศไทย พร้อมใช้แพลตฟอร์มเป็นตัวกลางเชื่อมโยงคนจากทั่วโลกให้เข้าถึงวัฒนธรรมไทย
อาทิ บริการ GrabFood ที่ช่วยให้ผู้ใช้บริการทั่วภูมิภาคได้ลิ้มลองอาหารไทย ซึ่งปี 2568 ที่ผ่านมา มีออเดอร์รวมกว่า 2.2 หมื่นล้านบาท ใน 7 ประเทศ รวมถึงการอำนวยความสะดวกทั้งในด้านการเดินทาง สั่งอาหาร และซื้อสินค้าให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยถึง 1.5 หมื่นล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568)
ทั้งนี้ แกร็บยังคงมุ่งมั่นเดินหน้านำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและความแข็งแกร่งของอีโคซิสเต็มมาเชื่อมโยงผู้คนให้เข้าถึงเสน่ห์ไทยในหลากหลายมิติ ภายใต้กลยุทธ์ “T.A.S.T.E” ซึ่งประกอบด้วย
T – Travel
- นำเทคโนโลยีมาช่วยยกระดับการเดินทางให้กับนักท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนให้ผู้คนสามารถเข้าถึงสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญต่าง ๆ ได้ อาทิ การนำเสนอตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ระดับพรีเมียม ไปจนถึงรถโดยสารท้องถิ่น การพัฒนาฟีเจอร์แปลภาษา ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย และระบบ PIN ที่ช่วยจับคู่คนขับกับผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ
- ดำเนินกิจกรรมทางการตลาดเพื่อโปรโมตสถานที่ท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดทำไกด์บุ๊ค การทำคอนเทนต์ร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการจัดทำม้านั่งที่สามารถสแกน QR Code เพื่อเข้าไปค้นพบแหล่งท่องเที่ยวที่คนท้องถิ่นแนะนำได้
- ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม โดยจากข้อมูลบนแพลตฟอร์มพบว่า คนเรียกรถไปแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั่วประเทศกว่า 3.6 ล้านเที่ยว “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ด้วยยอดเรียกรถโตขึ้น 30% หลังยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม และ 5 จุดหมายยอดนิยมในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้แก่ วัดอรุณราชวราราม วัดโพธิ์ ปราสาทสัจธรรม เมืองโบราณสมุทรปราการ และพิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน
A – Awake
สนับสนุนด้านการเดินทางไปยังงานเทศกาลเชิงวัฒนธรรมและประเพณีต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อทำให้คนสามารถเข้าถึงศาสตร์และศิลป์ของความเป็นไทย อาทิ งานสงกรานต์ งานแห่เทียนพรรษา งานลอยกระทง ผ่านการมอบส่วนลดและการจัดบูธอำนวยความสะดวกในงาน
ส่งเสริมศิลปะร่วมสมัยผ่านการเปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยรุ่นใหม่ได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว พร้อมสนับสนุนการพลิกฟื้นย่านประวัติศาสตร์หรือชุมชนเก่าผ่านการร่วมจัดงานอีเวนท์หรือเทศกาล อาทิ Awakening Song Wat 2026
ชวนนักท่องเที่ยวไปสัมผัสเสน่ห์ของศาสตร์และศิลป์แห่งความเป็นไทย ไม่ว่าจะเป็นงานเทศกาล ศิลปะการแสดง กีฬา และภูมิปัญญาไทย โดยจากข้อมูลบนแพลตฟอร์ม พบว่าช่วงสงกรานต์มียอดเรียกรถจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นกว่า 20% ยอดเรียกรถไป-กลับ “สนามมวยเวทีราชดำเนิน” เติบโตขึ้นถึง 2 เท่า มีการเรียกรถไป-กลับสนามมวย โรงละคร และร้านนวดแผนโบราณยอดนิยมตลอดปี 2568 รวมกว่า 300,000 ครั้ง
S – Support
- ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT) และสินค้าชุมชน จัดจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์บน GrabMart เพื่อขยายตลาดและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น
- ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงการขายผ่านช่องทางดิจิทัล โดยจากข้อมูลบนแพลตฟอร์มพบว่า “เครื่องหอมไทย” อาทิ เทียนหอม ยาดม และก้านไม้หอม มียอดขายบน GrabMart มากถึง 250,000 ชิ้น
- ปัจจุบันมี SMEs และร้านค้าชุมชนคิดเป็นสัดส่วน 74% ของร้านค้าทั้งหมดบน GrabMart รวมถึงสินค้าชุมชนยังได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติ สะท้อนผ่านยอดการสั่งซื้อที่โตขึ้นถึง 50%
T – Transform
- ใช้พลังเครือข่ายของการดำเนินธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ อาทิ การร่วมส่งเสริมให้แบรนด์ “Emily’s” ไปเปิดตลาดในประเทศสิงคโปร์
- ยกย่องและเชิดชูร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ผ่านเวทีมอบรางวัลร้านอาหารยอดนิยม “Grab 5-Star Eats” ที่จัดขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วภูมิภาค อาทิ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
- จัดทำแคมเปญพิเศษเพื่อยกย่องเมนูและร้านอาหารไทยชั้นนำให้ชาวโลกได้รู้จัก บนบิลบอร์ดใจกลางไทม์สแควร์ ที่รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
E – Elevate
- จัดงานประกาศรางวัล GrabThumbsUp Awards ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 เพื่อมอบรางวัลให้กับร้านอาหารที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้บริการ พร้อมมอบตราสัญลักษณ์ GrabThumbsUp ให้กับร้านค้าเพื่อการันตีมาตรฐานความอร่อย โดยล่าสุดได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มอบรางวัลพิเศษเพื่อเชิดชูร้านอาหารและบุคคลที่ร่วมส่งเสริมการท่องเที่ยวไทยผ่านอัตลักษณ์ด้านอาหาร อาทิ สุดยอดผู้นำอาหารไทยสู่เวทีโลก สุดยอดผู้สร้างสรรค์รสชาติแห่งปี เป็นต้น
- ร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการสนับสนุนร้านอาหารภายใต้โครงการ “The Lost Taste” เพื่อค้นหา ฟื้นฟู และเชิดชูรสชาติที่กำลังจะหายไป
- ส่งเสริมให้อาหารไทยเข้าถึงคนเป็นวงกว้าง ซึ่งจากข้อมูลบนแพลตฟอร์มพบว่า 3 อันดับเมนูครองใจชาวต่างชาติ คือผัดกะเพราข้าวผัดและผัดไทย ส่วนส้มตำและชาไทยยังคงเป็นเมนูขายดีตลอดกาลบนแพลตฟอร์ม ด้วยยอดขายกว่า 13 ล้านจาน และ 8.6 ล้านแก้วตามลำดับ