วิจิตรตระการตา หนึ่งเดียวในโลก “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค”
“สุวรรณหงส์ทรงพู่ห้อย งามชดช้อย ลอยหลังสินธุ์”
“เพียงหงส์ ทรงพรหมินทร์ ลินลาศเลือน เตือนตาชม”
กาพย์เห่ชมเรืออันไพเราะของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ที่กล่าวถึงความงดงามอ่อนช้อยของเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ คงเป็นบทที่เราคนไทยคุ้นหูกันมาเนิ่นนาน และนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้มีพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐินทางชลมารค ขึ้นในวันที่ 6 พ.ย. 2569 นี้ ซึ่งจัดต่อเนื่องมาทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้ชื่นชมและสืบสานพระราชประเพณีอันงดงาม
เดิม “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” มีมาแต่โบราณ เป็นริ้วขบวนเรือพระราชพิธีที่จัดขึ้นสำหรับพระมหากษัตริย์ เสด็จพระราชดำเนินไปในการต่าง ๆ ทั้งเป็นการส่วนพระองค์และที่เป็นการพระราชพิธี สืบทอดตั้งแต่สมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ จวบจนปัจจุบัน

แต่เดิมนั้นใช้ทั้งพิธีลอยกระทง จองเปรียง ออกรบ และเมื่อศึกสงครามหายไปตามกาลเวลา พระเจ้าแผ่นดินจึงได้ใช้เพื่อเสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน
“ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ในขณะนี้ประกอบไปด้วย เรือพระที่นั่งสำคัญ 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ และยังมีเรือพระราชพิธีประเภทอื่น ๆ เช่น เรือรูปสัตว์ เรือดั้ง เรือแซง และเรือตำรวจ
ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงประทับในเรือสุพรรณหงส์ และโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร และเจ้าคุณพระสินีนาถ พิลาสกัลยาณี ประทับเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ในครั้งนี้

อาจารย์ศรัณย์ มะกรูดอินทร์ อาจารย์สาขาประติมากรรมไทย วิทยาลัยเพาะช่าง เคยได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับขบวนเรือไว้ตอนหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงฟื้นขบวนเรือขึ้นมาหลังจากผ่านช่วงสงครามแล้วทำให้ขบวนเรือที่มีอยู่เสียหายไปมาก จึงใช้ห้วงเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502-2510 ในการซ่อมและสร้างเรือขึ้นมาใหม่ โดยหลังจากนั้นจึงมีขบวนเรือทั้งหมด 52 ลำ ด้านเรือพระที่นั่งเดิมที่มีอยู่เพียง 3 ลำ คือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งอเนกชาติภุชงค์ ก็ทรงโปรดให้สร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณขึ้นมา
“ตามความเชื่อเมื่อครั้งเราสร้างเรือขึ้นมา แต่ละลำจะมีแม่ย่านางเรือ มีเรื่องเล่าว่าแม่ย่านางของเรือแต่ละลำไม่ถูกกัน ครั้งเมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงโปรดให้ต่อเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณขึ้นมา เมื่อนำเรือลำนี้ออกสู่พระราชพิธี จึงเกิดพายุฝนลมแรงนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงออกจากท่า จนเสด็จพระราชดำเนินถึง”
“เดิมทีนั้นไม่ได้จัดขบวนเรือในลักษณะนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงโปรดให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เป็นผู้จัดรูปแบบขบวนเรือใหม่ในปี พ.ศ. 2525

ดังนั้นขบวนเรือที่เราเห็นในปัจจุบันนี้เป็นผลงานการออกแบบของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี โดยมีรูปแบบการเอาเรือเล็ก ๆ ล้อมรอบเรือพระที่นั่งสำคัญ เป็นดาวล้อมเดือน” อาจารย์ศรัณย์กล่าว
ความงดงามของ “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ได้ฉายสู่สายตาชาวโลกจนได้รับการยกย่องมากมาย โดยเฉพาะเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ ที่สมาคมเรือโลก (World Ship Trust) องค์กรระหว่างประเทศที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหราชอาณาจักร ได้มอบรางวัลมรดกทางทะเล (Maritime Heritage Award) เพื่อยกย่องคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ความวิจิตรของสถาปัตยกรรมและศิลปะการต่อเรือโบราณ ตลอดจนการอนุรักษ์รักษาที่เป็นเลิศ
การจัด “ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค” ในแต่ละครั้งจึงมีพิธีมากมายอันเป็นประเพณีมาแต่โบร่ำโบราณ ทั้งพิธีบวงสรวงเรือพระราชพิธี และพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี การติดตั้งฉัตร พระวิสูตร ธงสามชาย และประกอบเครื่องสูงบนเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ และติดตั้ง “พู่ห้อย” บริเวณโขนเรือพระที่นั่ง ซึ่งทำจากขนจามรีแท้สีขาวจากประเทศเนปาล ประกอบขึ้นรูปอย่างประณีต ประดับแก้วผลึกที่ปลายพู่ สะท้อนความวิจิตรอ่อนช้อยและสง่างามตามแบบแผนโบราณราชประเพณี

นอกจากความอ่อนช้อยงดงามของขบวนเรือแล้ว ยังเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งของฝีพาย ทั้ง 2,200 นาย จากกองทัพเรือ ที่ร่วมกันฝึกซ้อมเป็นระยะเวลาหลายเดือน เพื่อให้พระราชพิธีออกมาสวยงาม สมพระเกียรติ และถวายความปลอดภัยให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ พร้อมทั้งสืบสานพระราชประเพณีอันงดงามให้คงอยู่สืบไป