เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์แข็งค่า หลังตัวเลขสะท้อน ศก.ที่แข็งแกร่ง

05 ต.ค. 2561 | 18:16น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 1-5 ตุลาคม 2561 ดัชนีดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นตลอดสัปดาห์ โดยได้รับแรงหนุนจากการประกาศข้อตกลงทางการค้าสหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา หรือ USMCA โดยสัญญาณดังกล่าวจะเข้ามาแทนที่ข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือ (NAFTA) ซึ่งถูกใช้มานานกว่า 24 ปี โดยแคนาดาและเม็กซิโกยอมรับการค้าที่มีข้อจำกัดมากขึ้นในข้อตกลงนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลกมีความยากลำบากมากขึ้นที่จะผลิตรถราคาถูกในเม็กซิโก และตั้งเป้าที่จะเพิ่มการจ้างงานในสหรัฐ โดยการบรรลุข้อตกลงการค้าอเมริกาเหนือช่วลดความกังวลเรื่องการค้า และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐปรับตัวขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเทขายพันธบัตรเพื่อเข้าซื้อสินทรัพย์เสียง นอกจากนี้ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ได้รับการเปิดเผยตลอดสัปดาห์นั้น ยังแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐด้วย โดยออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) และมูดี้ส์ อนาลิติกส์ ได้รายงานว่าตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 230,000 ตำแหน่ง ในเดือนกันยายน จากระดับ 168,000 ตำแหน่งในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และยังสูงกว่าระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น 185,000 ตำแหน่ง ในขณะที่จำนวนผู้เข้าขอรับสวัสดิการคนว่างงานปรับตัวลดลงต่ำที่สุดในรอบ 49 ปี อีกทั้งสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ได้เปิดเผยผลสำรวจซึ่งระบุว่า ดัชนีภาคบริการของสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นสู่ระดับ 61.6 ในเดือนกันยายน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่มีการสร้างดัชนีดังกล่าวในปี 2551 จากระดับ 58.5 ในเดือนสิงหาคม และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 58.0 นอกจากนี้นายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้เปิดเผยในการประชุมซึ่งจัดขึ้นโดยแอตแลนติก แมกาซีน ในวันพุธ (3/10) ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ หากเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง อย่างไรก็ตามธนาคารกลางสหรัฐ อาจต้องชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น หากการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ หรืออัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะปรับตัวต่ำลง

ในขณะที่สถานการณ์ภายในประเทศนั้น ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (1/10) ที่ระดับ 32.28/32.30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/9) ที่ 32.33/32.36 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตามค่าเงินอื่น ๆ ในภูมิภาคจากการแข็งค่าของค่าดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดีสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยในวันจันทร์ (1/10) ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนกันยายน 2561 เทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2560 เพิ่มขึ้นในลักษณะชะลอตัว1.33% โดยมีสาเหตุสำคัญจากราคาในหมวดพลังงานที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องที่ระดับ 8.10% แม้ว่าราคาในหมวดอาหารสดลดลง 1.16% ตามผลผลิตที่เพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศและการปรับเปลี่ยนแผนการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยอัตราเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมาได้รับอิทธิพลสำคัญจากการเพิ่มขึ้นของทั้งความต้องการและราคาพลังงาน โดยราคาพลังงานมีแนวดน้มผันผวนและมีโอกาสเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี ในขณะที่ค่าเงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าตามแนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของหลายประเทศ ซึ่งอาจส่งผลสรุปต่อดุลการชำระเงิน ในขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทำให้คาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวในกรอบที่กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 0.8-1.6% และอยู่ในกรอบเป้าหมายนโยบายการเงินระยะปานกลางที่รัฐบาลกำหนดไว้ที่ 2.5% และ 1.5% ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนกันยายนปรับตัวลดลงสู่ระดับ 82.3 โดยเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรกรรมปรับตัวลดลงประกอบกับความกังวลเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.20-32.87 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.82/32.83 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ในส่วนของค่าเงินยูโรนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (1/10) ที่ระดับ 1.1604/1.1605 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/9) ที่ 1.1779/1.1780 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร นักลงทุนมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิตาลี หลังมีรายงานว่า รัฐบาลอิตาลีภายใต้การนำของพรรคไฟว์ สตาร์ และพรรคเดอะ ลิก มีความเห็นตรงกันว่าให้มีการกำหนดเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณในปีหน้าไว้ที่ 2.4% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของรัฐบาลชุดก่อนถึง 3 เท่า และคาดว่าจะทำให้สหภาพยุโรป (อียู) ไม่เห็นด้วย ส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีพุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ดีเป้าหมายดังกล่าวถูกปรับเปลี่ยนในช่วงกลางสัปดาห์โดยปรับลดลงสู่ 2.2% ของจีดีพีในปี 2020 และลดลงสู่ 2% ในปี 2021 จาก 2.4% ในปีหน้า ส่งผลให้นักลงทุนรู้สึกพึงพอใจต่อสัญญาณที่ว่า อิตาลีเต็มใจที่จะปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ โดยงบประมาณอิตาลีอาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินน้อยลงในอนาคต ในขณะที่นายลุย จิ ดิ ไมโอ รองนายกรัฐมนตรีของอิตาลีได้กล่าวหาเจ้าหน้าที่สหภาพยุโรป (อียู) เกี่ยวกับการสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินอย่างจงใจด้วยการแสดงความเห็นเชิงลบเกี่ยวกับแผนงบประมาณของอิตาลี โดยนายดิ ไมโอ กล่าวโจมตีนายปิแอร์ มอสโกวิซี กรรมาธิการเศรษฐกิจยุโรป โดยนายมอสโกวิซีเคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า แผนการของรัฐบาลอิตาลีเบี่ยงเบนออกไปจากกฎเกณฑ์เรื่องวินัยการคลังของอียูอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้สำนักงานสถิติยุโรป (ยูโรสแตท) เปิดเผยว่า อัตราว่างงานในยูโรโซนลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 10 ปีในเดือนสิงหาคม โดยลดลงอย่างมากในอิตาลี ทั้งนี้อัตราว่างงานใน 19 ปีเทศที่ใช้เงินยูโรลดลงสู่ระดับ 8.1% ในเดือนสิงหาคม จาก 8.2% ในเดือนกรกฎาคม และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตขั้นปลายของไอเอชเอส มาร์กิต ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีที่ 53.2 ในเดือนกันยายน จาก 54.6 ในเดือนสิงหาคม ในขณะที่ตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคของยูโรโซน ขยายตัวลดลงสู่ระดับ 4.2% เมื่อเทียบเป็นรายปี ในเดือนสิงหาคม จากระดับ 4.3% ในเดือนก่อนหน้า แต่มากกว่าที่ตลาดคาดว่าจะขยายตัวที่ระดับ 3.8% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1464-1.1628 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1511/1512 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับค่าเงินเยนนั้น เปิดตลาดในวันจันทร์ (1/10) ที่ระดับ 113.85/113.87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/9) ที่ 113.40/113.42 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในช่วงต้นสัปดาห์ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปิดเผยว่า ความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่นซึ่งรวมถึงผู้ผลิตรถยนต์และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ปรับตัวลงติดต่อกัน 3 ไตรมาส เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับข้อพิพาทด้านการค้าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น รวมทั้งผลกระทบที่เกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจของกลุ่มผู้ผลิตรายใหญ่ของญี่ปุ่น (ทังกัน) ประจำไตรมาส 3 อยู่ที่ระดับ +19 ต่ำกว่าตัวเลขที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ +22 และลดลงจากระดับ +21 ในไตรมาส 2 อย่างไรก็ดี ในช่วงกลางสัปดาห์นั้น นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เปิดเผยว่า สหรัฐอาจไม่สามารถเจรจาการค้ากับญี่ปุ่นได้เป็นผลสำเร็จ หากสหรัฐไม่ได้ขู่ที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้ายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์จากญี่ปุ่น โดยเขากล่าวหลังจากที่ได้พบปะกับนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ซึ่งได้ตกลงที่จะเริ่มเจรจาข้อตกลงการค้าระดับทวิภาคีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการอ่อนข้อจากญี่ปุ่นซึ่ง่อนหน้านี้มีจุดยืนในการใช้แนวทางระดับพหุภาคีเพื่อแก้ไขปัญหาการค้า นอกจากนี้ค่าเงินเยนยังคงปรับตัวอ่อนค่าลงช่วงปลายสัปดาห์จากตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐที่แข็งแกร่งประกอบกับความคิดเห็นของนายเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งมีมุมมองเชิงบวกต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอยู่ ทั้งนี้ระัหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 113.52-114.55 เยน/ดอลลาร์สหรับ และปิดตลาดที่ระดับ 113.91/113.92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดอลลาร์